ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ หารือเรื่องโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อ จัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยเสนอรูปแบบที่เหมาะสม และเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่เพิ่มหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงองค์กรอิสระ เพื่อป้องกันทุจริต และขออนุญาตแก้ไขข้อความดังกล่าว นอกจากนี้ยังแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายเกี่ยวกับการร้องเรียนและการอุทธรณ์ โดยชี้แจงว่ากฎหมายป.ป.ช. มาตรา 103/2 ให้ประชาชนทั่วไปมีสิทธิร้องเรียนการทุจริต และไม่ควรจำกัดสิทธิของประชาชน
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ขออนุญาตเรียนชี้แจงเพิ่มเติม และขอปรับข้อมูล ข้อความบางส่วนที่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านคํานูณนะครับ ที่ท่านถามอยู่ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องถ้ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนั้น เสนอว่าไม่ควรจะเป็นประธานอยู่ในคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อ จัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ แล้วจะเอาใครมาเป็น ถ้าจะเอาโครงสร้างเดิม ถ้าไม่เอา โครงสร้างที่ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาทํามาให้และเราพิจารณาวันนี้นะครับ โครงสร้างเดิม คือ กวพ. ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทีนี้ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็คือ พออนุมัติเรื่องใดก็แล้วแต่ กรณีพิเศษอะไรทั้งหมดปุ๊บจะต้องนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง เช่นเดียวกันในร่างที่เรากําลังพิจารณานี้นะครับที่จะส่งไปให้ทางรัฐบาล ถ้ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นประธาน ก็แค่อนุมัติบางเรื่อง แล้วก็ต้องให้ ครม. เป็นคนอนุมัติ ตามหลังอีกทีหนึ่ง ถ้าไม่เอานักการเมืองนั่งตรงนี้เลยก็ต้องกลับไปใช้รูปแบบ กวพ. คือ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี นั่นคือโครงสร้างที่เราใช้ปัจจุบันนี้ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะครับตรงนี้ คือเราจะเขียนไว้ให้กว้าง แล้วก็เป็นหลักเกณฑ์ว่าถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้ กวพ. เพราะว่า อยู่ในคําเสนอแนะ เราเขียนเอาไว้ว่าให้ใช้ เดิมที กวพ. ถ้าไม่ใช้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ สุดท้าย ก็หนีไม่พ้นครับเพราะว่าการเมืองก็ต้องเป็นคนกําหนดนโยบาย เพราะนายกรัฐมนตรี โดยฐานะเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศท่านมีอํานาจ เรื่องจัดซื้อจัดจ้างนี่เป็นอันรู้กัน ด้วยกันทั่วไปว่าท่านคนเดียวมีอํานาจสั่งซื้อโดยวิธีพิเศษเท่าไรก็ได้ แต่ท่านต้องรับคดีอาญา กับคดีแพ่งด้วยถ้าเกิดมีการทุจริตเกิดขึ้นเท่านั้นเอง
อันที่ ๒ องค์กรตรงหมวด ๔ นะครับที่ท่านคํานูณให้ข้อสังเกตไว้ ผมว่า เพื่อความชัดเจนนะครับ ผมขออนุญาตแก้อย่างนี้ครับท่านประธาน คือตัดคําว่า อิสระ ออก มันก็เลยด้วน ๆ เลยขอเขียนไว้ว่า เพื่อให้เกิดความชัดเจนอย่างนี้ว่า องค์กรที่ได้รับความเห็นชอบ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีกรมบัญชีกลางเป็นหลัก และร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น มีสํานักงบประมาณ สํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่น เช่น คณะกรรมการการกระจายอํานาจ อปท. ซึ่งเขาเป็นคนกําหนดใช้เงินเกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ตรงนี้เขาเข้ามาเป็นคณะทํางานอยู่ในคณะนี้ได้ คือเปิดช่อง ให้เขาไปเขียนใส่กันเอง แต่ว่าเราเขียนไปแค่นี้พอไหมครับ ถ้าเป็นอย่างนี้มันก็จะกลายเป็นเหมือนกับว่าไม่ใช่เป็นองค์กรอะไรขึ้นมานะครับ แต่เป็น คณะกรรมการ เหมือนกับว่ามาช่วยกันดูแล แล้วก็ช่วยกันปรึกษา แล้วก็อย่างที่ท่านสมาชิก หลายท่านได้บอกว่าบางทีกรมบัญชีกลางฝ่ายเดียวทําแล้วรับภาระไม่ไหว เขาจะมีตัวช่วย มีพลังตัวช่วยเข้ามาทําให้สถานการณ์ในการที่จะเปิดช่องว่างอันนั้นมาปิดช่องว่างที่จะทุจริตนั้น มันแคบลง ถ้าอย่างนี้พอได้ไหมครับ ถ้าได้ผมจะได้ขออนุญาตนะครับ ขอบพระคุณครับ
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องสําคัญ เมื่อกี้นี้ผมเพิ่งฟังแล้วต้องขออนุญาตเลยครับ คือร่างฉบับนี้ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ตรวจแล้ว แต่คิดว่าหมวด ๑๔ การร้องเรียน และการอุทธรณ์ ตั้งแต่มาตรา ๑๑๒ ที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงว่าทําไมต้องเป็นผู้ประกอบการ เท่านั้นถึงจะมีสิทธิร้องเรียนได้ ตรงนี้ไปขัดต่อกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา ๑๐๓/๒ เพราะว่า ในนั้นเขียนไปเลยว่า ประชาชนทั่วไปมีสิทธิที่จะร้องเรียนในเรื่องของการทุจริต กฎหมาย อันนั้นเป็นกฎหมายใหญ่แล้วบอกไว้แล้ว ตรงนี้จะไปจํากัดสิทธิไม่ได้ เพราะถ้าเกิดมันมี การทุจริตเกิดขึ้นตรงนั้น กฎหมาย ป.ป.ช. เปิดช่องจํากัดสิทธิตรงนี้ไม่ได้ อันนี้ต้องขออนุญาตว่า จะใช้ข้อสังเกตของท่านนี้ไปแก้แล้วก็ไปเขียนท้ายให้มันสมบูรณ์เพื่อจะได้ให้ส่งไป สนช. เขาจะได้แก้ให้ถูก เพราะอย่างไร สนช. ก็ต้องดูอีกทีว่าอันนี้เป็นกฎหมายที่ขัดกับกฎหมายอื่น ก็ต้องแก้ ทีนี้เราก็ทําให้เกิดความรอบคอบต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้ท้วงติงหลายข้อ ที่ท่านให้มา ก็คงจะไปเรื่องอํานาจหน้าที่ อํานาจหน้าที่ที่ทางคณะกรรมการที่ผมขออนุญาต ชี้แจงเพิ่มเติมนิดเดียวครับ การเข้าสู่อํานาจ การเข้าสู่ตําแหน่งของคณะกรรมการนโยบายนั้น ที่เราเสนอแนะไปนะครับ ผู้ทรงคุณวุฒินั้นต้องนําชื่อนั้นผ่านวุฒิสมาชิกเป็นคนเลือกครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนแล้วก็ตรวจสอบประวัติที่จะนั่งเป็นคณะกรรมการนโยบาย เพราะเป็น เรื่องสําคัญมากมากําหนดนโยบายแห่งชาติ คือ ๖-๗ ท่านนั้น จะต้องมาผ่านวุฒิสมาชิก ส่วนอีก ๔ คณะนั้น ที่ไม่ได้เป็นคณะกรรมการนโยบายนั้น ให้มีคณะจัดสรรและเปิดเผย ให้สาธารณชนรับทราบว่าบุคคลนั้นมาอย่างไร มาจากตัวแทนไหน มาจากใครและ ให้สาธารณชนตรวจสอบ แล้วก็กระบวนการตรงนั้นก็คงจะไปกําหนดอยู่ในรายละเอียด ที่จะเขียนอยู่ในกฎหมายระเบียบว่าด้วยการคัดสรรคนที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิในอีก ๔ คณะ ก็อยู่ในรายละเอียดที่เราจะเขียนส่งไปให้ทาง ครม. เขาด้วยครับ ข้อความเป็นมาก็คงจะมีครบถ้วนกระบวนความ ส่วนที่ท่านเสนอแนะมาทั้งหมด จะขอไปปรับข้อมูลอะไรให้ตรงกับที่ท่านเสนอมาทั้งหมด ขอบพระคุณท่านประธานครับ