ประสิทธิ์ ชี้ร่าง พ.ร.บ. ต้องชัดเจน หวั่งฟ้องร้อง-ภาระเจ้าหน้าที่

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙

ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ แสดงความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ โดยเห็นว่ามาตรา ๖ ช่วยส่งเสริมการบูรณาการกฎระเบียบของหน่วยงานรัฐ แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความคลุมเครือของมาตรา ๔ ที่อาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องและภาระแก่เจ้าหน้าที่ พร้อมเสนอให้กำหนดกรอบกฎหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุร่วมกัน รวมถึงเน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผ่านการฝึกอบรมร่วมกับกรมบัญชีกลางและภาคเอกชน อีกทั้งเสนอปรับปรุงถ้อยคำในมาตรา 119 จาก “ดำเนินคดีต่อไป” เป็น “ดำเนินคดีโดยพลัน” เพื่อความชัดเจนและหลีกเลี่ยงการระบุซ้ำที่ไม่จำเป็น

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์

ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกหมายเลข ๐๙๒ ครับ ส่วนใหญ่ ถ้าติดตามดูก็จะเห็นว่าตัวร่างพระราชบัญญัตินี้ก็ถือว่ามีความครอบคลุมค่อนข้างจะมาก แล้วก็สามารถที่จะดําเนินการบูรณาการในเรื่องของระเบียบ กฎต่าง ๆ ที่อยู่กระจัดกระจาย ในหลาย ๆ ส่วนของหน่วยงานของรัฐให้มาใช้ เพราะว่ายังมีมาตรา ๖ ของตัวร่างมาบังคับไว้ ถึงแม้จะเขียนไม่ตรงหรือไม่ได้เขียนว่า ระเบียบ กฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายฉบับนี้ ให้ใช้กฎหมายฉบับนี้ แต่ว่าในมาตรา ๖ นั้นก็มีเขียนไว้กว้าง ๆ พอสมควรเพื่อที่จะเป็น แนวทางในการที่จะให้หน่วยงานแต่ละหน่วยงานที่อาจจะมีกฎหรือระเบียบที่แตกต่างกัน แล้วจําเป็นที่จะต้องใช้ในกิจการเดียวกันหรือใช้ในงานเดียวกันจะได้มีแนวทางที่สามารถ ใช้ร่วมร่วมกันได้ กระผมขอตั้งข้อสังเกตในเรื่องของมาตรา ๔ ของตัวร่างพระราชบัญญัติ ในหลาย ๆ ส่วนนะครับว่าตรงนี้ขอความชัดเจนกับทางคณะกรรมาธิการที่ได้ดําเนินการมา ว่ามีความเห็นเป็นประการใดในเรื่องที่จะปิดช่องว่างหรือการใช้ดุลยพินิจ ซึ่งการใช้ดุลยพินิจนั้น หลายท่านได้ให้ความเห็นแล้วนะครับ ผมเองก็เห็นด้วยว่าการใช้ดุลยพินิจนั้นอาจจะเป็น ปัญหา อย่างเช่น ช่วงเช้าที่ทางกรรมาธิการได้ยกตัวอย่างเรื่องของการประมูลราคาที่ต่ํา ถึงแม้ว่าจะได้ราคาที่ต่ํา ก็ให้กรรมการมีดุลยพินิจในการที่จะยกเลิกไม่ทําสัญญาจ้าง อันนั้น ก็เป็นปัญหา การใช้ดุลยพินิจในส่วนนี้ผมมองว่าจะเป็นปัญหาตามมาถ้าหากว่าใช้โดย ไม่ระมัดระวัง เพราะจะมีการฟ้องร้องติดตามมากันอีกต่อไป รวมทั้งทําให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น จะต้องถูกฟ้องไปด้วยแล้วก็ต้องมาหาหรือหาบุคลากรที่จะให้ดําเนินการแก้ต่างให้

ในเรื่องของคํานิยามนะครับ ในเรื่องของสินค้าก็ดี เรื่องของพัสดุก็ดี ทําให้มี ความกระจ่างเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่น กรณีที่ยกตัวอย่างในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ทางกระผมได้อยู่ในคณะนั้นด้วย ขณะนี้ดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องการที่จะให้มีการเช่าหรือการซื้ออุปกรณ์การติดตาม ตัวผู้ต้องหาหรือผู้ต้องโทษหรือจําเลย หรือผู้ที่ถูกคุมประพฤติ ตรงนี้มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศาลยุติธรรม เรื่องของกระทรวง ยุติธรรม เรื่องของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เรื่องของพนักงานอัยการ ตรงนี้ล้วนที่จะต้องใช้ ระเบียบร่วมกัน ปัญหาก็คือว่าถ้าหากว่าไม่มีความชัดเจน การใช้กฎหมายกลางที่จะมาดูแล ในการที่จะซื้อก็ดี ในการที่จะเช่าก็ดี หรือการที่จะดําเนินการต่อเนื่องกันในการใช้อุปกรณ์ ดังกล่าวในชั้นควบคุมก่อนชั้นศาล หรือในระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล หรือว่าหลังที่มี การตัดสินของศาลยุติธรรมแล้วตรงนี้ก็จะเป็นปัญหาต่อไป ถ้าดูตรงนี้ปัญหาเหล่านี้ก็จะเบาลง เพราะว่าทางคณะกรรมาธิการได้เชิญหลายหน่วยงานมาให้ข้อมูลแล้วก็เกิดปัญหา เช่นเดียวกันว่า ความครอบคลุมในส่วนตรงนี้ยังมีความไม่ครอบคลุมที่ชัดเจนนัก เนื่องจากว่า แต่ละหน่วยงานนั้นก็มีกติกาของตนเอง โดยเฉพาะทางศาลก็ดีหรือว่าของทางอัยการก็ดี จะมีกฎหมายแล้วก็มีรัฐธรรมนูญบัญญัติรองรับไว้ว่ามีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการอื่น คําว่าการอื่นตรงนี้มีความครอบคลุมที่กว้างขวางมาก ฉะนั้น ทางสํานักงบประมาณก็มองว่าระเบียบต่าง ๆ ในการที่จะมาใช้กับศาล และเพื่อจะมาโยง ในการที่จะบูรณาการเพื่อใช้ร่วมกันนั้นจะเป็นปัญหาว่าจะใช้กติกาอย่างไรในเมื่อถ้าหากว่า กติกาที่ออกมามีความไม่ตรงกันแล้วก็ไม่สอดคล้องกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากมีตัวร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็น่าที่จะได้ข้อยุติในเบื้องต้น ก็ต้องขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ นะครับว่าในเรื่องนี้ทําให้เกิดความชัดเจนแล้วก็เป็นการบัญญัติไว้ล่วงหน้าได้ทันกับเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นก็จะทําให้การบริหารงานของพัสดุนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อยแล้วมีคุณภาพ ปัญหาในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างนั้นยังมีปัญหาเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีระเบียบนี้ ที่ฟังมา หลายท่านห่วงปัญหาเรื่องเงินทอนก็ดี เรื่องการทุจริตในรูปแบบต่าง ๆ กระผมขอเรียนอย่างนี้ ว่าในเรื่องของสาธารณูปโภคที่เขียนไว้นี่นะครับ ตรงนั้นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเลย ไม่ทราบว่าทางกรรมาธิการได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้บ้างหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค จะเห็นชัดเจนในเรื่องของการทุจริตที่มีอิทธิพลในการที่จะเข้าไปครอบงํา แล้วเจ้าหน้าที่เอง ก็ไม่กล้าเข้าไป ผมเชื่อมั่นเหลือเกินอย่างที่หลายท่านยกตัวอย่างว่าท่านชาญชัยท่านอยู่ใน แวดวงการเมืองผมว่าท่านรู้ดี แล้วก็ท่านหาทางปิดช่องว่างหรือเปล่า ในเรื่องของการขุดลอก คูคลองนี่ครับเป็นปัญหามา ผมเชื่อว่าเงินตรงนี้หายไปไม่น้อยกว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วยซ้ําไป เพราะว่าลักษณะไม่ใช่เป็นรูปธรรม ลักษณะจะถือว่าเป็นนามธรรมด้วยซ้ํา เพราะว่าไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการขุดลอกคูคลองมากน้อยแค่ไหน วงเงินสูง ๆ แปลว่า ดําเนินการแล้วอยู่ในน้ําหมด ไม่สามารถตรวจสอบได้ อันนี้เงินงบประมาณต่าง ๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเงินที่มาจากส่วนไหนก็แล้วแต่ อันนี้ก็ฝากไว้นะครับว่าตรงนี้จะหาทางป้องกัน อย่างไรนะครับ เนื่องจากเวลามีจํากัดกระผมขออนุญาตข้ามไปในเรื่องของภารกิจของ กรมบัญชีกลางที่ให้เป็นหน้าที่ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งอยู่ในหมวด ๔ เรื่ององค์กรสนับสนุน การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ตรงนี้ครับถ้าดูตรงนี้ต้องถือว่าเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง เพราะว่าการที่จัดให้มีหน่วยสนับสนุนแล้วก็กรมบัญชีกลางรับภารกิจตรงนี้ไป จะทําให้การบริหารนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นระบบ แล้วก็มีคุณภาพ แต่ปัญหา สักครู่นี้ก็มีท่านสมาชิกได้ยกตัวอย่างนะครับว่าอยากให้ทางกรมบัญชีกลางเป็นต้นแบบ หรือเป็นเจ้าภาพในการที่จะจัดให้มีการอบรมให้กับผู้บริหารด้วย ซึ่งในนี้ยังไม่มี แต่มีเขียนอยู่ใน มาตรา ๔๙ ที่ให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งดี ผู้บริหารนั้น แม้ว่าในทางปฏิบัติจะรู้ไม่จริง แต่อย่างน้อยก็น่าที่จะได้รู้หลักเกณฑ์คร่าว ๆ แล้วก็สามารถ ที่จะให้เจ้าหน้าที่ระดับผู้ปฏิบัติให้ตามมาด้วยในการที่จะให้มาถ่ายทอดควบคู่กันไป ปัญหาก็คือว่าในตอนท้ายของมาตรา ๔๙ ที่บอกว่าตรงนี้ ทั้งนี้กรมบัญชีกลางจะดําเนินการเอง อันนี้ไม่น่ามีปัญหาเพราะถือว่ากรมบัญชีกลางนั้นเป็นบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการทํางาน ทางด้านนี้อยู่แล้ว แต่ตรงส่วนต่อไปที่บอก ดําเนินการร่วมกับหน่วยงานอื่นหรือเอกชน ตรงนี้ที่กระผมติดใจว่า คําว่า เอกชนที่เกี่ยวข้อง ก็ได้ ปัจจุบันจะใช้วิธีให้เอกชนหรือที่ เรียกกันทั่วไปว่าออแกไนเซอร์ (Organizer) ในการที่เขามาดําเนินการ จริง ๆ กลุ่มบุคคล เหล่านี้เข้ามาดําเนินการนี่ ถามว่ามีความรู้ไหม อาจจะมีความรู้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถ ที่จะให้ความรู้ในลักษณะที่ครอบคลุมกับงานของระบบราชการได้ทั้งหมด หรือว่า ของรัฐวิสาหกิจได้ทั้งหมด ฉะนั้นถ้าหากว่าตรงนี้ให้ความมั่นใจได้นะครับ ผมก็เห็นว่าน่าที่จะ มีการปรับบ้าง เพราะว่าถ้าหากว่าไม่ปรับ ให้เอกชนดําเนินการ ผมเกรงอย่างเดียวว่า ค่าใช้จ่ายก็สูง ลักษณะเหมือนกับค่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะดําเนินการ ในลักษณะที่มีขอบเขตอย่างไร ฉะนั้นถ้าหากว่ากรมบัญชีกลางดําเนินการก็ถือว่าเป็น การพัฒนาบุคลากร แล้วก็เป็นการเปิดโอกาสให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีโอกาสได้เรียนรู้ ควบคู่กันไป แต่สิ่งที่น่าจะกําหนดให้ชัดก็คือ กรอบระยะเวลาในการที่จะกําหนดให้มี การพัฒนาหรืออบรม น่าจะมีความชัดเจนยิ่งขึ้นว่าจะอบรมอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง หรือปีละ ๒ ครั้งก็แล้วแต่ เพราะอะไร เพราะว่าแต่ละหน่วยงานเมื่อถึงเวลา บุคลากรต่าง ๆ นั้น มีการปรับเปลี่ยนหรือว่าเลื่อนตําแหน่งขึ้น หรือว่ามีการโยกย้าย ฉะนั้นคนที่มาใหม่บางครั้ง ก็อาจจะมีความชํานาญไม่เทียบเท่ากับผู้ที่ได้ดําเนินการอยู่เดิม เพราะฉะนั้นก็ฝากในส่วนนี้ว่า ถ้าเป็นไปได้การพัฒนาหรือการอบรมนั้น ควรจะได้มีการดําเนินการในลักษณะที่ต่อเนื่อง แล้วก็ได้จากผู้ที่มีประสบการณ์จริง ๆ และควรจะเปิดโอกาสให้ซักถามแล้วก็ควรที่จะ ถ่ายทอดเป็นประจําครับ

สําหรับต่อไปนะครับ ขอรบกวนท่านประธานนิดเดียว จะพูดเฉพาะเรื่อง บทกําหนดโทษ ในหมวด ๑๕ สั้น ๆ นะครับ มาตรา ๑๑๙ ในตอนท้ายที่เขียนบอกว่า ให้ดําเนินคดีแก่ผู้นั้นต่อไป ตรงนี้จริง ๆ ผมมองว่าความจําเป็นในการที่เขียนในตอนท้าย ซึ่งเป็นบรรทัดที่ตกลงมาต่อจากคําว่า อาญา ผมมองว่าไม่จําเป็นนะครับ แต่ก็แล้วแต่ถ้าท่าน จะเขียน ถ้าจะเขียน จะเปลี่ยนได้ไหมครับว่าเป็น ให้ดําเนินคดีโดยพลัน ผมว่าจะจบ เพราะที่บอกว่าต่อไปเมื่อไร เพราะว่าถึงแม้ตรงนี้อาจจะได้ใจความนะครับว่า ผู้ที่ไม่ปฏิบัติ ตามคําสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยตามมาตรา ๓๐ แล้วก็ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๔๕ ตรงนี้ ถ้าหากว่าถือว่าเป็นความผิดในฐานที่เป็นขัดคําสั่ง ต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาแล้วนะครับ ตรงนี้ก็น่าจะจบได้นะครับ การเขียน กฎหมายก็คงไม่มีความจําเป็นที่จะต้องเขียนยืดยาวครับ ขอบคุณครับ