สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙

เฉลิมชัย เครืองาม หารือเรื่องร่างกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเติมเต็มในส่วนหนึ่งของกฎหมาย เธอเรียกร้องให้เพิ่มหลักเกณฑ์ในการเพิกถอนการเป็นแบล็กลิสต์ และให้มีกรอบที่ชัดเจนในการใช้หลักดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เธอยังวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการร้องเรียนและการอุทธรณ์ โดยเฉพาะหมวด 14 ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการร้องเรียนที่จะนำไปสู่การปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมคงใช้เวลาไม่นานมากแล้วก็มีหน้าที่เติมเต็ม สิ่งที่ทางกรรมาธิการได้ศึกษาเอาไว้ แล้วก็คิดว่ายังน่าจะทําให้สมบูรณ์ได้มากกว่านี้ จึงอภิปรายเป็นคนท้าย ๆ เหมือนกฎหมายฉบับต่าง ๆ ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อสังเกตของทางท่านกรรมาธิการและวันนี้ก็ดีใจนะครับ ที่ได้เห็นมือปราบโกง ๓ เซียนเลยอยู่บนเวทีพร้อมกันทั้ง ๓ ท่าน ตัวเป็น ๆ เลยนะครับ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน คือท่านปานเทพ ท่านประมนต์ แล้วก็ท่านชาญชัย นับเป็นบุญตา นะครับที่ได้เห็นในวันนี้ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมขออนุญาตเสนอเพื่อที่จะให้เติมเต็ม ในร่างกฎหมายฉบับนี้มีดังต่อไปนี้ครับ

ผมดูในประเด็นที่สมาชิกได้อภิปรายไปแล้วก็ยังไม่ได้พูดถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหมวด ๑๒ แล้วก็หมวด ๑๔ ท่านช่วยดูตามผมนะครับ หมวด ๑๒ เป็นหมวดที่ว่าด้วยการ ทิ้งงาน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาแม้กระทั่งปัจจุบันนี้สด ๆ ร้อน ๆ เมื่อไม่นานมานี้เราก็มี ประสบการณ์เรื่องนี้อยู่ ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ผมจึงเห็นว่าหมวดว่าด้วยการทิ้งงานเป็นหมวด ที่มีความสําคัญในกฎหมายฉบับนี้ บ่อยครั้งที่เราเห็นการทิ้งงานอย่างไม่สมเหตุสมผล ทําไป ๆ แล้วแนวโน้มว่าจะขาดทุนก็ทิ้งงาน หรือไปอ้างเรื่องไม่มีคนงาน อ้างเรื่องขาดงบประมาณ อ้างเรื่องการต่าง ๆ จิปาถะก็นําไปสู่การทิ้งงาน ในที่สุดแล้วก็เกิดความเสียหาย สิ่งที่ผมติดใจ ก็คือประเด็นของการเพิกถอนการทิ้งงาน ท่านประธานครับ เราพยายามพูดมาโดยตลอดว่า กฎหมายฉบับนี้เราพยายามแก้จุดอ่อนที่สําคัญของการทุจริตคอร์รัปชัน จุดอ่อนที่สําคัญ ก็คือการใช้หลักดุลยพินิจ แต่ก็ยังเห็นอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ที่นอกเหนือจากประเด็น ๖-๗ ประเด็นที่ทางกรรมาธิการท่านได้ศึกษาเอาไว้ผมพบในมาตรา ๑๐๘ นะครับ มาตรา ๑๐๘ บัญญัติไว้ดังนี้ครับ ผู้ที่ถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงานตามมาตรา ๑๐๓ อาจ มีคําว่า อาจ นะครับ ได้รับการเพิกถอนการเป็นผู้ทิ้งงานได้ภายใต้หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ใช้แค่ว่า อาจนี้ก็ใช้หลักดุลยพินิจแล้ว แต่ยังมีกรอบไว้นิดเดียวและกรอบนี้เป็นกรอบที่กว้างมาก ผมดูแล้วขัดลูกตาอย่างไรก็ไม่ทราบ ท่านประธานครับ (๑) เป็นผู้มีฐานะการเงินมั่นคง (๒) มีการชําระภาษีโดยถูกต้องตามกฎหมาย (๓) เมื่อพ้นกําหนดระยะเวลาการแจ้งเวียนรายชื่อ ให้เป็นผู้ทิ้งงานตามระเบียบที่รัฐมนตรีกําหนด ๓ ข้อแค่นั้นนําไปสู่เหตุที่จะทําให้เกิด การเพิกถอนการเป็นแบล็กลิสต์ (Blacklist) คือเป็นผู้เคยถูกทิ้งงานแล้วก็ถูกขึ้นบัญชี แบล็กลิสต์ (Blacklist) เอาไว้แล้วก็แจ้งประกาศไว้ในเว็บไซต์ (Web site) บ้าง ประกาศไว้ ในที่ต่าง ๆ ให้บุคคลทั่วไปได้ทราบ ผมจึงขออนุญาตเรียนเสนอทางกรรมาธิการท่านช่วย กรุณาไปรื้อบทบัญญัติในหมวด ๑๒ นี้ ว่าด้วยการทิ้งงานเสียใหม่ ท่านช่วยกรุณาเพิ่ม ข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะอะไรก็แล้วแต่ ให้หลักเกณฑ์ว่าด้วยการเพิกถอนการเป็น แบล็กลิสต์ (Blacklist) ให้มีความรอบคอบรัดกุมมากกว่านี้ ให้มีกรอบที่ชัดเจนมากกว่านี้ นอกเหนือไปจากการใช้หลักดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งผมก็ไม่ทราบอีกเหมือนกันว่า ในที่สุดแล้วเวลาจะเพิกถอนการเป็นแบล็กลิสต์ (Blacklist) ใครจะเป็นเบอร์หนึ่งที่จะเป็นคน มีอํานาจ ตรงนั้นละครับที่จะมีเงินใต้โต๊ะ ตรงนั้นละครับที่จะมีปัญหาเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชัน ท่านช่วยกรุณาไปทํากฎหมายฉบับนี้ให้ความรอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้น

ประเด็นถัดไปที่ผมขออนุญาตเรียนเสนอแนะทางท่านกรรมาธิการ ผมพบ ในหมวด ๑๔ ด้วยการร้องเรียนและการอุทธรณ์ มีสมาชิกหลายท่านพูด การปราบทุจริต คอร์รัปชันนั้นที่สําคัญก็คือการให้มีส่วนร่วมของภาคประชาชน ประชาชนคือบุคคลทั่วไป ไม่จําเป็นจะต้องเป็นบุคคลที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการประมูลหรือในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยตรง เขาอาจจะได้ข้อมูลในทางตรงทางอ้อมเป็นข้อมูลลับ ข้อมูลทางไหนก็แล้วแต่ สื่อออนไลน์ (Online) หรือที่ไหนที่เขาได้รับข้อมูลมา แล้วเขาแจ้งไปกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ในกฎหมายฉบับนี้หมวด ๑๔ การร้องเรียนและการอุทธรณ์ มาตรา ๑๑๒ นะครับ บัญญัติไว้ว่า ผู้ประกอบการที่ได้เข้าร่วมการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุกับหน่วยงานของรัฐมีสิทธิ ร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุในกรณีที่เห็นว่าหน่วยงานของรัฐมิได้ปฏิบัติให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี้ ท่านเขียนไว้ว่า ผู้ประกอบการที่ได้ เข้าร่วมมีสิทธิ ผมจึงถามว่า แล้วคนที่ไม่ได้เข้าร่วมละครับ ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่ใช่เป็น ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างหรือในการเปิดประมูลต่าง ๆ เหล่านั้น เขามีสิทธิ ในการร้องเรียนหรือไม่ เขามีสิทธิ ท่านก็ไม่จําเป็นต้องเขียนกฎหมายเอาไว้ ตีกรอบไว้ ให้แคบแบบนี้ แล้วท่านยังเขียนไว้อีกว่า มาตรา ๑๑๔ ผู้มีสิทธิร้องเรียน คําว่า ผู้มีสิทธิ ก็ต้อง อ้างอิงไปตามมาตรา ๑๑๒ คือผู้ประกอบการที่ได้เข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้าง มาตรา ๑๑๔ ผู้มีสิทธิ ร้องเรียนยื่นคําร้องต่อหน่วยงานของรัฐนั้นภายใน ๑๕ วัน ผมถามว่า ๑๕ วันนั้นทําอะไรได้ มันน้อยเกินไปครับในการที่จะรวบรวมข้อมูล ในการที่จะเสาะแสวงหา คือไม่ใช่เป็นการส่ง ข้อมูลลวก ๆ ส่งข้อมูลหยาบ ๆ ไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ผมว่าควรจะให้เวลาเขา ในการรวบรวมให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ไม่ให้เกิดการร้องเรียนมั่วหรือเกิดการร้องเรียน เลอะเทอะ ผมเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องการที่จะขจัดหรือแก้ปัญหาเรื่องของการร้องเรียน มั่วด้วยเหมือนกัน เพราะนั่นก็นําไปสู่ความยุ่งยากในการจัดซื้อจัดจ้างที่จะเกิดขึ้นในระบบ ราชการ อะไรก็แล้วแต่ ผมสะดุ้งเลยครับท่านประธานครับ มาตรา ๑๑๓ การร้องเรียนต้องทํา เป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ร้องเรียน ในกรณีที่ผู้ร้องเรียนเป็นนิติบุคคล ต้องลงลายมือชื่อ ของผู้ซึ่งเป็นผู้มีอํานาจกระทําการแทนนิติบุคคลและประทับตราของนิติบุคคล เกิดอะไรขึ้น ครับ จะร้องเรียนผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล ไปเอารายชื่อของคนที่มีอํานาจลงลายมือชื่อ ถ้าเป็น ๒ คนก็ลงลายมือชื่อทั้ง ๒ คนแล้วก็ประทับตราของนิติบุคคล ผมไม่เคยได้ยิน ลักษณะการร้องเรียนที่เป็นแบบนี้ การร้องเรียนเขาไม่เอิกเกริกกันแบบนี้ ส่วนมากถ้าต้องการ ให้มีความร่วมมือร่วมใจของภาคประชาชน มีความร่วมมือร่วมใจของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผมว่า ๑. คือใครก็ได้ ๒. ถ้าเป็นนิติบุคคล ไฉนเลยท่านจะต้องที่ให้นิติบุคคลที่ประกอบด้วย ผู้มีอํานาจลงลายมือชื่อทั้ง ๒ คน ประทับตราแสตมป์ (Stamp) ตราประทับของบริษัท ไม่ใช่จะอยู่ในที่รโหฐานที่ใครจะไปหยิบเอามาได้ ผู้มีอํานาจอาจจะเก็บเอาไว้ถ้าไม่เข้า องค์ประกอบ คือผู้มีอํานาจ ๒ คน ๓ คนลงลายมือชื่อ ประทับตรานิติบุคคล แสดงว่า เขาร้องเรียนไม่ได้หรือครับ แล้วท่านเขียนเอาไว้ทําไม ผมว่าท่านช่วยไปรื้อดีกว่า บทบัญญัติ ของหมวด ๑๔ นี้เป็นอุปสรรคต่อการร้องเรียนในการที่จะนํามาซึ่งหรือแสวงหาซึ่งข้อมูล ที่จะนําไปสู่การร้องเรียนให้เป็นประโยชน์แก่การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันได้ ในมาตรา ๑๑๕ การร้องเรียนตามมาตรา ๑๑๒ ไม่เป็นการระงับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่อยู่ระหว่างดําเนินการ เว้นแต่ อีกแล้วครับ ใช้หลักดุลยพินิจอีกแล้ว เว้นแต่ผู้มีอํานาจ จะเห็นสมควรให้ระงับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว สําคัญนะครับมาตรานี้ ระหว่างที่ มีการร้องเรียน การจัดซื้อจัดจ้างดําเนินการต่อไป แต่มีข้อแม้ว่าผู้มีอํานาจถ้าเห็นสมควรก็ให้ ระงับไว้ได้ ใครครับผู้มีอํานาจ ท่านเขียนเอาไว้ให้ชัดเจน และควรจะตีกรอบไว้เหมือนกันว่า คําว่า ผู้มีอํานาจมีสิทธิหรือจะเห็นสมควรให้ระงับการจัดซื้อจัดจ้าง ใช้หลักเกณฑ์อะไร ทั้ง ๆ ที่การร้องเรียนดําเนินการได้รับข้อมูลมาแล้ว แต่ผู้มีอํานาจไประงับหรือไม่ระงับ ถ้าระงับคือภาคประชาชนอาจจะเห็นประโยชน์แต่ราชการเสียประโยชน์ แต่ถ้าไม่ระงับ ประชาชนเสียประโยชน์ ภาคราชการอาจจะอ้างว่าได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นท่านช่วยกรุณา ไปทํากรอบไว้ตรงนี้ให้ดีกว่า อย่างไรก็แล้วแต่ ผมมีเวลาน้อย ผมเรียนเสนอเป็นข้อเสนอแนะ หรือข้อสังเกตส่วนตัวก็ได้ หากทางท่านกรรมาธิการจะคิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่ต้องไปรื้อ เอกสารหรือว่ารื้อข้อสังเกตของท่าน ผมขออนุญาตเรียนเสนอไว้เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ