อรมน ทรัพย์ทวีธรรม หารือการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะมาตรา 20 เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและเสริมการคุ้มครองในยุคดิจิทัล พร้อมเสนอให้ทบทวนข้อกำหนดที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีและเกณฑ์การตีความที่อาจกระทบการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๘๘ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชนที่ตระหนักถึงความสําคัญของการสื่อสารออนไลน์ (Online) และได้ นําเสนอข้อสังเกตในการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะในส่วนของการแก้ไขมาตรา ๒๐ ให้ครอบคลุมไปถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูล คอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตามกฎหมายอื่น ท่านประธานคะนับวันคนไทยจะมีแนวโน้ม ใช้เวลาออนไลน์ (Online) มากขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณ ๔๒ ถึง ๗๖ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การสื่อสาร ออนไลน์ (Online) จึงมีบทบาทอย่างยิ่งต่อชีวิตประจําวัน การดําเนินธุรกิจและระบบเศรษฐกิจ ยุคใหม่ การปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับการพัฒนา เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจึงมีความจําเป็น ปัจจุบันรูปแบบและช่องทาง การค้าได้เปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการของเทคโนโลยีจากการขายสินค้าและบริการ ตามท้องตลาดทั่วไปเป็นการค้าขายผ่านระบบออนไลน์ (Online) หรือบนอินเทอร์เน็ต (Internet) คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซ (e-commerce) จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดดควบคู่ไปกับการเติบโตของการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และสื่อออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ค (Facebook) ไลน์ (Line) อินสตราแกรม (Instagram) หรือแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ที่ช่วยอํานวยความสะดวกและสร้าง โอกาสทางธุรกิจสําหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่และการสร้างมูลค่าทางการค้า ในปี ๒๕๕๘ มูลค่าอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) ในไทยสูงถึง ๒.๑๐๗ ล้านล้านบาทและมีแนวโน้มจะ เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ (e-commerce) ก็เหมือน เหรียญ ๒ ด้านที่อาจเป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจสําหรับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ก็สามารถสร้างความ เสียหายทางธุรกิจให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง โดยทําให้การซื้อขายสินค้าและบริการที่ละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญาทําได้ง่ายขึ้นและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ (Web site) เผยแพร่และเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถชมภาพยนตร์หรือดาวน์โหลด (Download) ภาพยนตร์ เพลง ซอฟต์แวร์ (Software) หรือเกมส์ออนไลน์ (Games online) โดยไม่ได้รับ อนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ การจําหน่ายสินค้าแบรนด์เนม (Brand name) ที่ลอกเลียน หรือปลอมเครื่องหมายการค้า เช่น นาฬิกา กระเป๋า รองเท้ากีฬา และสินค้าแฟชั่น (Fashion) อื่น ๆ เป็นต้น สาเหตุที่สําคัญประการหนึ่งก็เป็นเพราะว่ากฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ สามารถเข้าไปดูแลในช่องทางการค้าออนไลน์ (Online) ที่เกิดขึ้นมานี้ได้ ข้อมูลจาก การสํารวจพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ (Online) ของไทย ของสํานักงานพัฒนาธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ อีกเช่นกันที่ระบุว่าเหตุผลหลักที่คนไม่ซื้อสินค้าออนไลน์ (Online) อันดับแรกคือกลัวโดนหลอก สูงถึงร้อยละ ๕๘ ดังนั้นการแก้ไขมาตรา ๒๐ ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ (Online) และต่อผู้ขาย ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เจ้าของแบรนด์ (Brand) หรือเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาที่แท้จริง ซึ่งนับวันก็จะมีคนไทยรุ่นใหม่ รวมถึงเอสเอ็มอี (SMEs) สตาร์ตอัพ (Start up) ที่เป็นเจ้าของ ทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเป็นการส่งเสริมและสร้างโอกาสแก่นักสร้างสรรค์ของไทย โดยเฉพาะ ในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น อุตสาหกรรมบันเทิงแอนนิเมชัน (Animation) และเกมส์ออนไลน์ (Games online) เป็นต้น ที่ต้องการปกป้องจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๐ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือมีขอบเขตการบังคับใช้เฉพาะในส่วนของการระงับข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบต่อ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาหรือข้อมูลที่มีลักษณะขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเท่านั้น แต่ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ด้านการสื่อสารมวลชนที่ให้แก้ไขมาตรา ๒๐ ให้ครอบคลุมไปถึง การทําให้แพร่หลาย ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นที่มีโทษอาญา และการให้ศาลสามารถ สั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ให้บริการเว็บไซต์ (Web site) ระงับการทําให้แพร่หลายนั้น ซึ่งก็จะหมายถึงการกระทําความผิดตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เช่น พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ และ พ.ร.บ. สิทธิบัตร เป็นต้น ก็จะสามารถช่วย แก้ปัญหาที่เกิดกับผู้สร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบันที่ประสบปัญหาของที่ขาย ออนไลน์ (Online) ถูกก็อปปี้ (Copy) และดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ที่สร้างสรรค์ ขึ้นมาขายออนไลน์ (Online) ถูกขโมยดาวน์โหลด (Download) ทําซ้ําโดยผิดกฎหมาย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของไทย ขณะเดียวกันก็ถือเป็นการนําหลักการแจ้งเตือนเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลละเมิด หรือโนทิส แอนด์ เทคดาวน์ (Notice and takedown) ซึ่งเป็นหลักการที่ปฏิบัติเป็นสากล ในหลายประเทศมาใช้ อย่างไรก็ดีในการแก้ไขมาตรา ๒๐ ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทํา ความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการนั้น ดิฉันขอเรียน ฝากข้อสังเกต ๒ ประการคือ
ประการแรก การกําหนดให้การเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิด อาญาตามกฎหมายอื่นจะต้องมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน ประเด็นนี้จะจํากัดขอบเขตอยู่เฉพาะกรณีความผิดทางอาญาและจะเปิดช่องให้มี การตีความว่าความผิดอาญาตามกฎหมายใดบ้างเข้าข่ายหรือมีลักษณะขัดต่อความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการบังคับใช้ข้อบทดังกล่าว ได้ในอนาคต
ประการที่ ๒ คือการกําหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ โดยได้รับความเห็นชอบ จากรัฐมนตรี อาจยื่นคําร้องพร้อมแสดงหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอํานาจให้มีคําสั่งระงับการทํา ให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ หมายความว่ารัฐมนตรีจะต้องเห็นชอบการเสนอ เรื่องดังกล่าวต่อศาลเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเมื่อคํานึงถึงภารกิจของรัฐมนตรี และความถี่ของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ (Online) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะเป็นการสร้างปัญหาในทางปฏิบัติได้ และอาจทําให้กระบวนระงับข้อมูลดังกล่าวล่าช้า ไม่สามารถระงับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการเกิดขึ้นจากการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว ได้ทันท่วงที ขณะเดียวกันหากหลักฐานชัดเจนก็เป็นอํานาจของศาลที่จะต้องพิจารณาอยู่แล้ว ไม่จําเป็นต้องเพิ่มขั้นตอนการขออนุมัติจากรัฐมนตรี กล่าวโดยสรุป ดิฉันขอขอบคุณและขอ สนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา ๒๐ ในส่วนของการเพิ่ม ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดตามกฎหมายอื่น แต่ขอเสนอให้คณะกรรมาธิการ พิจารณาองค์ประกอบอื่นให้รอบคอบโดยตัดในส่วนที่จะเป็นปัญหาในการตีความและสร้าง ภาระในทางปฏิบัติ เช่น ส่วนที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีและส่วนการตีความ ความผิดอาญาและมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ขอบคุณค่ะ