อลงกรณ์ วิจารณ์ร่างกฎหมายตำรวจ-เสนอถ่ายโอนสอบสวนพ้นตำรวจ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑ มีนาคม ๒๕๕๙

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเกี่ยวกับความท้าทายในการตรากฎหมายท่ามกลางยุคเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเสนอให้ทบทวนกฎหมายให้ทันสมัย ยึดหลักนิติธรรม ไม่ละเมิดเสรีภาพประชาชน และยกตัวอย่างแนวปฏิบัติจากต่างประเทศประกอบ พร้อมวิพากษ์ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งและบริหารงานตำรวจว่าขาดความเป็นธรรมและขัดหลักการปฏิรูป รวมถึงวิจารณ์บทบัญญัติในมาตรา 18 และ 29 โดยเฉพาะการกำหนดโทษซ้ำซ้อนและการขยายอำนาจในมาตรา 29 ที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์กฎหมายเดิม และเสนอให้ถ่ายโอนภารกิจสอบสวนตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ไปยังหน่วยงานที่เหมาะสมเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คงพิจารณา ทั้งในส่วนความเห็น แล้วก็ส่วนตัวร่างกฎหมายประกอบกันไป เพียงแต่ว่าหลักคิดนี้ ต้องขอบคุณท่านวรวิทย์ และสมาชิกอีกหลายท่านนะครับ เรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ มีคุณอนันต์โทษมหันต์อยู่ แต่ว่าการวางระบบของกฎหมายเราในการที่จะดูแล ในการเคารพ ซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ดี การปกป้องคุ้มครองมิให้ถูกละเมิดก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็น เรื่องของตัวบทกฎหมายที่จะต้องมีการตราไว้ เพียงแต่ว่ากรณีของประเด็นเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต อย่างที่ท่านวรวิทย์ได้ให้ข้อคิดนะครับ เพียงแต่ว่า โลกมันเปลี่ยนไปจากเมื่อ ๔๐๐ กว่าปีก่อน เมื่อสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีพวกโปรตุเกส ฮอลันดาเข้ามาเป็นชุดแรก ก็ต้องการสิทธิพิเศษ โดยมีอํานาจเหนือ อธิปไตยของประเทศ เขาเรียกว่า สิทธิสภาพนอกอาณาเขต จากนั้นมาก็ ๑๐๐ กว่าปี ที่ผ่านมานี้ครับ สมัยอังกฤษ ฝรั่งเศส และอีก ๑๑ ประเทศที่เข้ามาในยุคสมัยรัชกาลที่ ๓ สมัยรัชกาลที่ ๔ สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้น ก็ไม่ได้ต่างกับยุคนี้ครับ เพียงแต่คราวนี้ ด้วยความก้าวหน้าล้ําสมัยของเทคโนโลยีสารสนเทศ แม้แต่ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ยังไม่สามารถที่จะดูแลได้ บางประเทศที่มีความทันสมัยในแง่ของการตรากฎหมาย ก็พยายามแล้วพยายามอีกที่จะตรากฎหมาย แต่ก็ไม่สามารถต่อสู้ได้ในบางมุมที่เทคโนโลยี อันนั้นก้าวไปล้ํากว่าตัวบทกฎหมาย บางประเทศจึงใช้วิธีการที่เรียกว่า หอกลองประตูเดียว อย่างเช่นในประเทศจีน ก็คือไม่ให้โซเชียลมีเดีย (Social media) เว้นแต่เป็นโซเชียลมีเดีย (Social media) ของประเทศของเขา ซึ่งสามารถพัฒนาได้ใกล้เคียงกันมาก กรณีของไลน์ (Line) เป็นต้น เพราะฉะนั้นในการตรากฎหมายของแต่ละประเทศนั้นมันก็มีลักษณะของ ความเป็นสากลในตัวบทกฎหมาย กับความเป็นกฎหมายเฉพาะของตัวเอง ซึ่งอันนี้ครับ ที่ผมคิดว่าเป็นมุมที่กรรมาธิการของเราได้พยายามนําเสนอประเด็นข้อสังเกตเหล่านี้ เผอิญมีท่านสมาชิกก็ได้อภิปรายที่นอกเหนือจากข้อสังเกต แต่ก็เป็นประโยชน์ โดยดูในมุม บางมาตรา แล้วก็ดูเรื่องเทคโนโลยีประกอบกัน แต่ผมขอฝากไว้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในยุคของโลกาภิวัตน์ ในยุคของอิทธิพล ของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มาเพื่อการค้า และเพื่อการสื่อสารคอนเนกต์ (Connect) บนทั่วโลก ทําให้ทุกคนเชื่อมโยงถึงกันได้ ก็เป็นประโยชน์ แต่มันก็มาพร้อมโทษครับ เราเองก็มีสิทธิ ในการที่จะต้องดูแลสังคมของเราเช่นกัน แต่ก็ต้องอย่าไปล่วงละเมิดเกินจากขอบเขต ของสิทธิเสรีภาพของประชาชน เว้นแต่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะหรือความมั่นคง และอื่น ๆ ซึ่งก็เป็นฐานกฎหมายอาญาโดยทั่วไปนั่นเอง ไม่ได้มีการหยิบยกฐานใหม่อะไร ทั้งสิ้นตามที่กฎหมายปี ๒๕๕๐ ได้มีการตราใช้เมื่อ ๙ ปีที่แล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาต้องทบทวน ให้ทันสมัย แต่ก็ยังอยู่ในหลักของกฎหมายเดิมอยู่ ขอเชิญท่านสมาชิกท่านต่อไปนะครับ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภาค ๑

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ก่อนอื่นผมต้องขอความเป็นธรรม ก่อนครับ ขอความเป็นธรรมกับท่านประธานครับ ๒ มาตรฐานครับ เมื่อวานนี้เหตุการณ์มัน ไม่ใช่อย่างนี้เลยครับ วันนี้การอภิปรายออกมาเชิงสมานฉันท์ เมื่อวานนี้มันดุเดือดเลือดพล่าน แต่ผมก็พยายามนั่งคิดว่าทําไมเมื่อวานนี้เหตุการณ์มันดุเดือดเลือดพล่าน ผมก็ได้คําตอบแล้วครับ ก็เรียนเพื่อนสมาชิกด้วย เพราะของผมมันเป็นการปฏิรูปจริง ๆ นิยามคําว่า ปฏิรูป คือการปรับปรุงรูปร่างหรือทําโครงสร้างให้แตกต่างไปจากเดิมในทิศทางที่ดีขึ้นและเกิด ประโยชน์มากกว่าที่ผ่านมา เมื่อวานนี้ผมปรับปรุงโครงสร้างการแต่งตั้ง การบริหารงาน บุคคลของตํารวจ ชัดเจนครับ เป็นการปฏิรูป มันถึงได้รุนแรง มันถึงได้เข้มข้น มันถึงเป็น แกงเผ็ด แต่วันนี้ต้มจืด ผมไม่ใช่คนดื้อครับ แต่ขออนุญาตอภิปรายนิดหนึ่ง ท่านประธาน ก็พยายามชี้แจงแล้วว่าเอาเถอะไม่ปฏิรูปก็วิจารณ์แล้วกัน อันนี้ไม่ใช่ปฏิรูป อย่างไรก็ไม่ใช่ ปฏิรูป กฎหมายผ่านกฤษฎีกาแล้ว ผ่านโปรเฟสชันนัล (Professional) แล้ว ผ่านมืออาชีพ แล้วเราจะมาปะผุกฎหมายเขาอีก เจ้ากระทรวงเห็นว่ายังไม่ครบก็เสนอไป มันไม่ต้องไป สนช. ครับ เป็นเรื่องของกฎหมาย แต่เมื่อท่านประธานบอกว่าไม่เป็นไร มาถามความเห็น แล้วก็ความเห็นที่เป็นประโยชน์ เอาว่ามั่ว ๆ ซั่ว ๆ เป็นการปฏิรูปก็แล้วกัน ผมก็ยอมครับ เพราะหน้าตาผมอาจจะดูเหมือนคนดื้อ แต่ผมไม่ดื้อครับ ก็คงจะพูดใน ๓ ประเด็น ผมจะพูด ในมาตรา ๑๘ กับมาตรา ๒๙ มาตรา ๑๘ กฤษฎีกาเขาร่างมาเรียบร้อย ผมว่าน่าจะดีแล้ว ล่ะครับ เขามืออาชีพ เขาทํางานด้านนี้โดยเฉพาะ กรรมาธิการชุดนี้ก็เติมครับ เติมอํานาจ เข้าไป เติมบทลงโทษเข้าไป หลักของการร่างกฎหมายที่ดี กับกฎหมายที่ดีมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ ผมไม่ได้เตรียมตัวมา นี่มันออกมาจากจิตวิญญาณครับ ๑. คนที่ร่างกฎหมาย ต้องไม่มีส่วนได้เสีย ถ้าร่างกฎหมายเพื่อใช้เอง ร่างกฎหมายเพื่อประโยชน์ตัวเองที่เกี่ยวข้อง เช่น กําลังร่างกฎหมายยกเว้นภาษีเพราะตัวเองจะถูกเก็บภาษี ร่างกฎหมายให้ตัวเอง มีอํานาจ เช่น เป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัตินี้ ร่างกฎหมายเพื่อใช้เอง เป็นอาวุธเอง ผิดหลักที่ ๑ เลยครับ หลักที่ ๒ จะต้องมีความเสมอภาค หลักที่ ๓ จะต้องบังคับได้โดยทั่วไป ทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งทะเลอาณาเขตด้วย หลักที่ ๔ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน อันนี้ผมไม่ได้เอามาจากไหน อยู่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ฉบับที่แล้วน่าจะเป็นมาตรา ๕๐ อันนี้เริ่มหลักก็ผิดแล้วครับ หลักที่ ๑ เจ้าพนักงานร่างเอง เพื่อใช้เองมันถึงออกมาเป็นอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๑๘ ในเรื่องของการออกหนังสือสอบถาม ออกหนังสือเรียกบุคคลมาสอบปากคํา เรียกข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ให้ผู้บริการส่งข้อมูล เป็นอํานาจตามมาตรา ๑๘ (๑) (๒) (๓) ของเดิม ไม่มีกําหนดเวลาว่าให้ส่งภายในกี่วัน อันนั้น เป็นหลักสากลที่ใช้ครับ เขาไม่กําหนดเวลาหรอกครับ ที่เขาไม่กําหนดเวลาเพราะว่า เมื่อเจ้าพนักงานออกหนังสือเรียกหรือออกหมายเรียก เขาจะระบุเวลาไปในหมายเรียก ในหนังสือเรียกท่านพลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านเป็น รองประธานอยู่ท่านก็เป็นตํารวจ ท่านออกหมายเรียกมาผมว่าเป็นหมื่นคนแล้ว กว่าจะเกษียณ เขาต้องเขียนไปในหมาย ไม่ใช่มาเขียนในกฎหมาย ถ้าท่านให้เวลาทุกคนบอก ๗ วัน เขาอยู่เขาสามร้อยยอดเขามาทันไหมนั่น อีกคนหนึ่งบ้านอยู่ ตรงข้ามโรงพักข้ามที่ทําการเจ้าพนักงาน ไอ้พันธุ์อย่างนี้ให้เวลา ๒ วันก็พอ ข้ามถนนมาก็ถึงแล้ว แต่อยู่สามร้อยยอด เดินออกมา ๓ วันแล้วหารถยังไม่เจอ ๗ วันทันไหมนั่น เขาไปเขียน ในหมายครับ ไม่ใช่มาเขียนในกฎหมาย กฤษฎีกาเขาทํามาให้แล้วครับ ในร่างของกฤษฎีกา มาตราเดิมนี่ละครับเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องอัตราโทษปรับรายวัน ผมบอกแล้วว่าคนเขียนกฎหมาย ใช้เองแล้วมาเขียนเอง ผู้มีประโยชน์ได้เสียยกร่างกฎหมายเองเป็นอย่างนี้ละครับ ปรับทุกวัน เอาให้เข็ดเรียกไม่มาเอาให้ตาย เป็นการลงโทษที่ซ้ําซ้อนครับ เจ้าพนักงานออกหมายเรียก แล้วไม่มาตามหมายเรียก เจ้าพนักงานที่ว่านี้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ขัดคําสั่งเจ้าพนักงานเป็นความผิด ป.อาญา มาตรา ๑๖๘ มาตรา ๑๖๙ โทษจําคุก ๓ เดือน ปรับ ๕,๐๐๐ บาท แล้วไปเขียนเสริมเข้าไปอีกครับ ผมไม่กล้าให้ผ่านหรอกครับ ผมอายกฤษฎีกาครับ ผมอายมากเลยครับ เกือบทุกมาตราครับ ผมยกตัวอย่างให้ดูเท่านั้นเอง ผมว่ากลับไปดูใหม่ครับ กฤษฎีกาเขาทํามาดีแล้วครับ

ไปดูอีกสักมาตราหนึ่งครับ มาตรา ๒๙ ครับ มาตรา ๒๙ ผมขออนุญาตอ่าน นะครับ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตํารวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กําลังจะ บอกว่าเจ้าพนักงานของไอซีที (ICT) ให้เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.วิ.อาญาด้วย เจ้าพนักงาน ตํารวจพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจชั้นผู้ใหญ่ อยู่ในมาตรา ๒ วิ.อาญา ครับ แล้วให้มี อํานาจรับคําร้องทุกข์หรือคํากล่าวโทษและมีอํานาจสืบสวนสอบสวนการกระทําความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้ ของเดิมกฤษฎีกาเขียนไว้แค่นี้ครับ ตามพระราชบัญญัตินี้ จบ ท่านไปดูกฎหมายอื่นก็ประมาณนี้ละครับ แต่พอผู้ร่างคือผู้ใช้กฎหมายเองไปเขียนเพิ่ม เขียนว่า และกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญา และ ๒ และเลยนะครับ และมีลักษณะขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่เผยแพร่ในระบบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะ และ หลังครับ และมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน คําว่า และ แปลว่า ต้องด้วย ไม่ใช่ หรือ และแปลว่า ต้องด้วย ก็แปลว่าความผิด ข้างหน้าถ้าไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ท่านไม่มีอํานาจนะ ท่านไปเขียนบวก ๆ ไว้ว่า และ และ แปลว่าต้องทุกข้อ ดังนั้นด่ากัน ส่วนตัว ส่งไลน์ (Line) ต่อไป ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยเพราะเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ผิด นี่ไปเขียนกฎหมายฟุ่มเฟือยผมอายกฤษฎีกาครับอย่าทํา เขาร่างดีแล้ว

สุดท้ายครับฝากโดยเฉพาะท่านรองประธานครับเป็นตํารวจเอง มาตรา ๒๙ บอกไว้ชัดครับไอซีที (ICT) เป็นเจ้าพนักงานตาม วิ.อาญา ไอซีที (ICT) มีอํานาจรับคํา ร้องทุกข์ คํากล่าวโทษ สืบสวน สอบสวน กฎหมายนี้ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ จะ ๑๐ ปีแล้ว ทําหรือยัง ผมกําลังปฏิรูปตํารวจ หัวข้อหนึ่งถ้าจําไม่ผิดเป็นหัวข้อที่ ๔ ถ่ายโอนกิจการที่ไม่ใช่ หน้าที่หลักของตํารวจไปให้หน่วยงานที่เขามีหน้าที่หลักเขาทํางานตํารวจจะได้ลดลง ตํารวจ จะได้ทํางานอื่นในการบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้กับประชาชนได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ. อาคาร เขต กทม. ว่าไป พ.ร.บ. อาหารและยา สาธารณสุขว่าไป พ.ร.บ. มาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมว่าไป พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ กระทรวงไอซีที (ICT) ว่าไปสิครับ ท่านมี อํานาจแล้วนี่ครับ ท่านไปเขียนนิดเดียวครับไปเขียนบทเฉพาะกาลว่าภายใน ๕ ปี ท่านจะรับ งานสอบสวนไปทําท่านเตรียมความพร้อม ท่านอย่ามายืมมือตํารวจผมจะโอนไปให้ท่าน ท่านตั้งรับผมสิ ไปเขียนอะไรก็ไม่ไปเขียนอํานาจที่ไม่ควรจะเขียน ไปเขียนว่าทุกคนต้องมา ภายใน ๗ วัน เขาต้องเขียนในหมายเรียกไม่ใช่เขียนในกฎหมาย อันนี้ผิดหลักอย่างชัดเจน อายเขาครับอย่าทํา นั่นแหละครับคือการวิพากษ์ ขอบคุณครับ