สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๕ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๘

วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เสนอแนะการปฏิรูปประเทศ โดยเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ และเสนอแนวทางการขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือคนจน

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เ คารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณทั้งท่านประธาน แล้วก็

คณะอนุกรรมาธิการที่เอาเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปฏิรูปประเทศ มาให้พวกเราได้รั บฟัง แล้วก็ให้พวกเราได้คอมเมนต์ เพื่อให้ได้ ฉบับที่พวกเรา สปช. ร่วมกันทําแล้วก็พอใจ เพราะมันก็มีร่างประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวที่พวกเราจะมีส่วนร่วมก็คือฉบับนี้ ฉบับอื่นพวกเราก็คงไม่ได้เกี่ยวอะไร ผมดูแล้ว ได้มีการแปลงจากรัฐธรรมนูญมาอยู่ในฉบับนี้ได้ค่อนข้างดี แต่ก็มีหลายจุดที่ผมอยากจะ ขอเพิ่มเติมเช่นในมาตรา ๑๖ (๒) ในมาตรา ๑๖ (๒) ที่แปลงมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๕ (๒) เช่นเดียวกันมาเขียนไว้ต อนนี้ผมว่าได้ชัดเจนขึ้นเช่นเปลี่ยนจาก อารยสถาปัตย์มาเปึน อาคารสถานที่ แล้วก็การขนส่งสาธารณะ ผมอยากให้เติมต่อด้วย และสภาพแวดล้อม สาธารณะอื่น คืออันนี้มันเกี่ยวพ วกทางด้านฟ่สิคอล แฮนดิแคป (Physical handicap) ถ้าคนตาบอด หูหนวก เราต้องการได้รับการเข้าถึงสภาพแวดล้อมสาธารณะอื่น เช่น พวกข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยี สิ่งอํานวยความสะดวกซึ่งมันยาว ผมก็เลยอยากให้ใช้คํากว้าง ๆ ว่าสภาพแวดล้อมสาธารณะอื่น ต่อท้ายการขนส่งสาธารณะ นั่นหมายความว่ายังมีอีกหลายอย่าง

แล้วทั้งนี้เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ําทางสังคม ผมอยากจะขอเปลี่ยนเปึนว่ารวมทั้งพัฒนาระบบ ขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เปึนธรรมได้ไหมครับ คือผมว่าเรื่องนี้ตกไปก็คือพัฒนาระบบ ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล แล้วจะต่อท้ายว่า ทั้งนี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ําทางสังคมอะไร ผมก็ไม่ติดใ จนะครับ แต่ผมว่าระบบขจัดการเลือกปฏิ บัติต่อบุคคลจําเปึนอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่สามารถที่จะได้สวัสดิการอย่างเท่าเทียมกันเราสามารถใช้ระบบ ขจัดการเลือกปฏิบัติได้ แต่ถ้าเราได้บริการที่ไม่ดีกับเงินที่เราเสีย นี่เราไปใช้ระบบคุ้มครอง ผู้บริโภคได้ ผมว่าเราต้องเข้าใจระบบตรงนี้ ระบบขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เปึนธรรม มันมีระบบของมันซึ่งของคนพิการเราก็มีอยู่บ้างแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ผมว่าตกหล่นไปก็คือ การพัฒนาระบบการศึกษาพิเศษจะไปใส่ในกฎหมายเรื่องการศึกษาก็ได้ เพราะว่าระบบ การศึกษาพิเศษนั้นมีทั้งกิฟเตด ถ้าเราอยากเน้นการศึกษาให้คนไทยมีปัญญาเปึนเลิศเราก็ต้อง เน้นการศึกษาที่เน้นระบบส่งเสริมคนที่มีจุดแข็งให้โดดเด่นยิ่งขึ้นก็คือพวกกิฟเ ตด แล้วก็ต้อง ปรับพวกที่มีจุดอ่อนให้มีคุณภาพมากขึ้นก็คือกลุ่มคนพิการและผู้ด้อยโอกาสอื่น ซึ่งก็รวม อยู่ในระบบการศึกษาพิเศษผมว่าอันนี้ต้องมีการพัฒนา เพราะว่าในอารยประเทศการปฏิรูป การศึกษาเขาใช้การศึกษาพิเศษเข้ามาช่วย เช่นคัดกรองเด็กตั้งแต่เล็กตั้งแต่เริ่มเข้าศูนย์เด็กเล็ก คัดกรองว่ามีปัญหาเรื่องอะไร แล้วเข้าไปกระตุ้นพัฒนาเขาตั้งแต่นั้น เพราะฉะนั้น ในต่างประเทศครูที่ดูแลการศึกษาปฐมวัยหรือการศึกษาเด็กเล็กเขาจะต้องมีความรู้ เรื่องการศึกษาพิเศษ เพื่อสามารถบริหารเด็กทุกคนในชั้นเรียนได้ สมมุติว่าเปึนเด็กแอลดี (LD) ก็ไม่ไปบังคับให้เขาอ่านเขียนเพราะอย่างไรเขาก็อ่านเขียนไม่ได้ ไปบังคับพุ่มพวง ดวงจันทร์ ให้อ่านหนังสือเขาอ่านไม่ได้เพราะเขา เปึนแอลดี แต่เขาฟังแล้วเขาจําได้เราก็ควร จะสื่อสารด้วยแบบคนตาบอดคือหนังสือเสียง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ครูต้องรู้ ไม่ใช่อ่านออก เขียนไม่ได้สอนเท่าไรก็อ่านออกเขียนไม่ได้ แล้วก็บอกไอ้งั่ง แล้วก็ทิ้งไป มันก็จะแย่ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการศึกษา นี่ผมว่าต้องเน้นระบบการศึกษาพิเศษตั้งแต่เล็ก คัดกรอง กระตุ้นพัฒนาการเด็กที่มีปัญหาน้อยก็จะหาย เหมือนลูกผมตอนเล็ก ๆ มีปัญหา พอเราเร่งเข้าไปช่วยเหลือร่วมกับครูปรับระบบที่เขามีปัญหาพูดไม่ ชัดก็ไปกระตุ้นหัดพูด พูดจนชัด มีปัญหาพฤติกรรมก็ปรับอะไรเรียบร้อยเขาก็เรียนหนังสือได้เก่ง ตอนนี้ก็เปึนหมอ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญต้องใส่เอาไว้ในเรื่องการศึกษาหรือจะใส่ไว้ทางด้านสังคม ก็แล้วแต่ท่านเห็นสมควร สุดท้ายผมว่าไม่ว่าเรื่องการศึกษาหรือเรื่องสาธารณสุขต้องให้

คนรวยมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่ายด้วย ครับ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะเอาภาวะที่เรามี งบประมาณจํากัดแล้วก็เกลี่ยให้ทุกคนเท่ากัน คนรวยก็ได้ คนจนก็ได้น้อย ผมกลับคิดว่า คนรวยต้องออกแล้วเกลี่ยส่วนที่คนรวยพึงได้ไปให้คนจนมากขึ้นครับ ขอบคุณมากครับ