วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เสนอแนวคิดในการปรับปรุงโครงสร้างการศึกษา โดยแบ่งเป็น 5 องค์กร และเรียกร้องให้มีอิสระในการบริหารงบประมาณและบุคลากรของโรงเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนไทย และผลิตบุคลากรที่มีรายได้ดี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผมขอพูดเรื่องการศึกษา เพราะผมถือว่าเปึนเรื่องที่สําคัญมาก แล้วก็ ถ้ารัฐบาลยุคนี้จะรีบทําก็สามารถทําได้ แล้วเราก็สามารถที่จะเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษา ได้อย่างรวดเร็ว จริง ๆ ผมอยากเขียนชาร์ตให้แต่ผมเขียนไม่ได้ก็ฝากกรรมาธิการช่วยทํา ชาร์ตให้ผมหน่อยแล้วกันนะครับ เรื่องแรกเลยผมว่าหัวสุดก็คือเรื่องกรรมการนโยบาย กรรมการนโยบายผมก็เห็นด้วยที่คณะปฏิรูปการศึกษาก็เสนอให้มีร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยกรรมการนโยบายและพัฒนามนุษย์ อันนั้นก็รับผิดชอบเรื่องนโยบาย ไม่ว่าเรื่อง เกี่ยวกับงบประมาณ บุคลากร เรื่องนโยบาย รวมจนถึงพวกหลักสูตรอะไรนั้นผมเห็นด้วย รวมทั้งมีสถาบันวิจัยหรือสมัชชาการศึกษาเข้ามาซับพอร์ต (Support) แบกอัพ (Backup) อันนั้นก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ผมว่าสิ่งที่คณะปฏิรูปยั งไม่ได้ทําชาร์ตให้เห็นต่อก็คือว่า แล้วเรกูเลเตอร์ (Regulator) ควรจะมีอะไรบ้าง ก็ควรจะเปึนใคร ซึ่งผมอยากจะเสนอเลยว่า เรกูเลเตอร์ควรจะมีทั้งเรกูเลเตอร์ด้านปฐมวัย แล้วก็ สพฐ. พื้นฐาน อาชีวะ อุดมศึกษา แล้วก็ กศน. ก็คือควรจะมี ๕ เรกูเลเตอร์ ๕ เรกูเลเตอร์นี้ก็คือเปึนคนออกใบอนุญาตให้มีการจัดตั้ง โรงเรียน กําหนดมาตรฐานโรงเรียนสําหรับโรงเรียนทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะโรงเรียน ที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเปึนเรกูเลเตอร์ก็ต้องดูเรกูเลเตอร์ของทุกโรงเรียน ทีนี้เรกูเลเตอร์เราก็ต้องบอกอาจจะมี สมศ. มาเปึนผู้ช่วยในการติดตามประเมิ นผลว่า แต่ละโรงเรียนได้มาตรฐานหรือไม่ ควรจะปรับปรุงพัฒนาอย่างไรอันนั้นก็เปึนเรื่องของ เรกูเลเตอร์ ส่วนตัวโอเปอเรเตอร์ (Operator) ก็คือหน่วยให้บริการนั้น ผมคิดว่าโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยนั้นก็มีประมาณ ๕ รูปแบบ ก็คือ ๑. โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยของเอกชน ก็ต้องไปขออนุญาต ๒. โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่เปึนองค์การมหาชน ๓. โรงเรียนที่เปึน ส่วนราชการ ผมยังไม่แน่ใจยังมีมหาวิทยาลัยหลงเหลือเปึนส่วนราชการหรือเปล่า ๔. โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยของท้องถิ่น ๕. ศูนย์การเรียน หน่วยให้บริการทั้งหลาย ท่านประธานต้องไปขอใบอนุญาตแล้วก็ต้องอยู่ในการควบคุมมาตรฐานของเรกูเลเตอร์ และเราก็ต้องยอมรับว่าหน่วยบริการทั้งหลายนี้เขาต้องมีอิสระ นั่นหมายความว่าทุกหน่วย ต้องเปึนนิติบุคคลหมดท่านประธาน แล้วก็ต้องมีอิสระในการบริหารงานบุคคล
และงบประมาณเพื่อให้เขามิอิสระในการบริหารงบประมาณ เงินอุดหนุนต้องเปึนรายหัว และเงินอุดหนุนรายหัวนั้นต้องเปึนธรรมกับทุกสถานศึกษาที่ให้การศึกษาในระดับเดียวกัน ไม่ว่าเอกชน รัฐ องค์การมหาชน ยกเว้นมีเหตุผลพิเศษที่เราต้องการสนับสนุนโรงเรียน บางประเภท โดยเฉพาะอย่างเช่นกิฟเตด (Gifted) อันนั้นก็ว่ากันไป แล้วก็ควรจะเอา เรื่องดีมานด์ ไซด์ (Demand side) เข้ามาใช้ก็จะทําให้มีอิสระในการบริหารงบประมาณ แล้วเราก็ต้องให้มีอิสระในการบริหารบุคลากร แน่นอนถ้ามีบุคลากรที่มีข้าราชการอยู่ด้วย ก็ควรจะมี อ.ค.ศ. ของตนเอง ไม่ใช่ไปใช้ อ.ค.ศ. ของเขตหรือของหน่วยงานที่ใหญ่ทําให้ ขาดอิสระในการงานบริหารบุคคล อันนี้ก็คือให้เปึนนิติบุคคลแล้วอิสระเรื่องคน เรื่องเงินที่จะ ทํางาน แน่นอนหลายอย่างก็อิสระอยู่แล้วไม่ว่าของเอกชน องค์การมหาชนพวกนี้ค่อนข้าง อิสระ แล้วที่สําคัญต้องมีโอนเนอร์ (Owner) โอนเนอร์นั้นก็คือเข้ามาเปึนเจ้าของก็คือต้องเข้ามา กําหนดตัวกรรมการสถานศึกษา เพราะฉะนั้นโอนเนอร์เปึนเจ้าของไลเซนส์ (License) กําหนดกรรมการสถานศึกษา กรรมการสถานศึกษาก็ต้องรับผิดชอบในเรื่องวิชาการ ในเรื่องงบประมาณและเรื่องบริหารงานบุคคล เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเปึน
กรรมการสถานศึกษาต้องมีทักษะในเรื่องเหล่านี้ เรื่องบุคคล เรื่องเงิน เรื่องการบริหารจัดการ แล้วก็เรื่องวิชาการควรจะเยอะหน่อย เพื่ออะไร ก็เพื่อดูแลโรงเรียนของตัวเองให้ได้คุณภาพ แล้วก็โปร่งใส อันนี้ก็ต้องกําหนดหน้าที่ของโอนเนอร์ให้ชัดเจน เอกชนเขาเปึนเจ้าของ ของเขาเองอยู่แล้ว แต่องค์กรมหาชนต้องมีโอนเนอร์ของมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาที่เปึน องค์การมหาชน ส่วนราชการมีแล้ว ท้องถิ่นมีแล้ว เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าเราพัฒนาแบบนี้นะครับ ท่านประธาน สช. ไม่ต้องมีครับ เพราะว่าโรงเรียนเอกชนเมื่อเขาไปรับใบอนุญาตพื้นฐาน ก็ไปเอาพื้นฐาน อาชีวศึกษาไปเอาอาชีวศึกษา อนุบาลก็ไปเอาอนุบาล การศึกษานอกโรงเรียน ก็ไปเอาการศึกษานอกโรงเรียนมันไม่จําเปึนต้องมี สช. เพราะมันไปขึ้นอยู่เรกูเลเตอร์เดียวกัน แล้วท้องถิ่นก็เช่นเดียวกันก็ไม่ต้องไปมีองค์กรยุ่งยาก ตัวเองทําหน้าที่เปึนโอ นเนอร์ ดูแลโรงเรียนให้มีคุณภาพ เรกูเลเตอร์ก็อยู่ที่เดียวกัน เพราะฉะนั้น สมศ. ก็จะได้ติดตาม ประเมินผลโรงเรียนทุกโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในทุกของคนที่ เปึนเจ้าของ อันนี้ผมว่าเปึนเรื่ องที่สําคัญที่ควรจะต้องทําชาร์ต ให้ชัดเจน เวลาออกกฎหมาย จะได้ออกให้ถูกต้อง แล้วรองรับให้ชัดเจน แล้วถ้าเรามองเห็นว่าการศึกษานี้ควรจะเร่ง เพิ่มรายได้ให้กับคนไทย แล้วก็มีนโยบายบางเรื่องที่มันเปึนควิก วิน (Quick Win) เพิ่มรายได้ ให้กับคนไทย อาชีวศึกษาต้องเร่งเป่ดอาชีวศึกษาภาคภาษาอังกฤษ แล้วสามารถให้เรียน ปริญญาตรีภาคภาษาอังกฤษโดยรัฐให้เงินอุดหนุนจํานวนหนึ่ง คนยากจนสามารถกู้ยืมเรียนได้ ในภาคภาษาอังกฤษ ศูนย์ต่าง ๆ ที่เปึนโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ก็เปลี่ยนเปึนมหาวิทยาลัย ผลิตแพทย์เสียให้แพทย์เยอะ ๆ จะได้มีแพทย์ ครอบครัวแพทย์อะไรก็ว่าไป กลุ่มเหล่านี้ ล้วนแต่มีรายได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าเราเพ่งเล็งทุ่มเทให้โรงเรียนสร้างบุคลากรที่มีรายได้ดี มากขึ้นเรื่อย ๆ ผมว่ามันก็จะเปึนไปตามที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นผมก็ขอเสนอให้ ท่านกรรมการช่วยทําผังให้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ