สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๔ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘

สยุมพร ลิ่มไทย หารือเรื่องการใช้จ่ายเงินของกองทุนการชดเชยผลกระทบจากโรงไฟฟ้า โดยกล่าวหาว่าแนวความคิดในการบริหารเงินนี้เป็นการบริหารเหมือนกับงบประมาณแผ่นดิน และมีการรวมอำนาจไว้มากจนไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ และเรียกร้องให้เปลี่ยนแนวทางบริหารกองทุนให้เหมาะสม โดยเสนอให้เปลี่ยนแปลงให้กองทุนนี้เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของราชการ และให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกองทุนของตนเอง นอกจากนี้ยังเสนอให้ลดการรวมศูนย์อำนาจของหน่วยงานส่วนกลาง และให้คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในระดับจังหวัดเลือกประธานจากคณะกรรมการที่มีอยู่ด้วยเสียงข้างมาก

นายสยุมพร ลิ่มไทย กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปช. นะครับ ผมก็คงจะมาพูดในประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหา ว่ากองทุนนี้เท่าที่ได้ดําเนินการมาแล้วโดยอาศัยพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๓ แล้วก็มีระเบียบของคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานออกมาจนถึงบัดนี้ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วก็เปึนปัญหาที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากนะครับ ปัญหาประการแรกก็คือการใช้จ่ายเงินของกองทุนเริ่มไม่เปึนไปตามวัตถุประสงค์หลัก ของกองทุน วัตถุประสงค์หลักของกองทุนก็คือให้นําเงิน นี้ไปช่วยดูแลประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากโรงไฟฟัา ไม่ว่าจะเปึนการชดเชย เยียวยา ฟุ๋นฟู แล้วก็ดูแลพื้นที่ที่อาจได้รับ ผลกระทบ ซึ่งเดี๋ยวผมจะนําตัวอย่างข้อเท็จจริงมานําเสนอให้ท่านทราบว่ามีการใช้จ่ายเงิน ซึ่งไม่เปึนไปตามวัตถุประสงค์อย่างไรบ้างนะครับ ประการที่ ๒ ก็คือว่าการบริหารกองทุน มีลักษณะรวมศูนย์อํานาจไว้ที่ส่วนกลางมากเกินไป ก็คือรวมศูนย์อํานาจไว้ที่คณะกรรมการ กํากับกิจการพลังงานที่อยู่ที่ส่วนกลางมากเกินไปนะครับ การอนุมัติ อนุญาตโครงการ แผนงานและงบประมาณทั้งหลายที่เสนอขึ้นไปจากพื้นที่ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ กํากับกิจการพลังงานก่อนถึงจะดําเนินการได้ ซึ่งทําให้เกิดปัญหาความล่าช้า เกิดปัญหาว่า โครงการที่เสนอมาแล้วส่วนใหญ่เปึนโครงการที่เปึนข้อมูล ข้อเท็จจริงในพื้นที่ แล้วก็ คณะกรรมการที่อยู่ในส่วนกลางจะไปรู้รายละเอียดข้อเท็จจริงได้อย่างไร แล้วก็ประการที่สําคัญ ก็คือว่าการ บริหารกองทุนนี้ได้บริหารโดยใช้แนวความคิดว่าเปึนกองทุนของภาครัฐ

เพราะฉะนั้นมันก็จะเน้นในเรื่องของการควบคุมกํากับดูแล ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเจตนารมณ์ ของกองทุนนี้เปึนกองทุนภาคประชาชนที่โรงไฟฟัาเขาสมทบเงินมาเพื่อชดเชยเยียวยำ แล้วก็ต้องการให้ประชาชนได้ดูแลกันเอง แต่กลายเปึนว่าแนวความคิดในการบริหาร เงินก้อนนี้เปึนการบริหารเหมือนกับงบประมาณแผ่นดิน เพราะฉะนั้นบทบาท ของคณะกรรมการในส่วนกลาง การอนุมัติ อนุญาตก็จะเน้นในเรื่องของการรวม ศูนย์อํานาจไว้มาก พอ ๆ กับเรื่องของการบริหารงบประมาณของภาครัฐ ประการที่ ๓ ซึ่งท่านดอกเตอร์สุชาติพูดไปแล้วนะครับก็คือว่าในระดับจังหวัด การบริหารกองทุนนี้ อยู่ภายใต้ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเปึนประธานกรรมการกองทุนโดยตําแหน่ง จริง ๆ แล้ว ในตอนที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนในระดับจังหวัด เจตนารมณ์ไม่ได้ต้องการให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเปึนประธาน เพราะว่าในระเบียบเขียนไว้ชัดเลยว่าในส่วนที่เปึนผู้แทน ของหน่วยราชการระดับจังหวัด เขาเขียนไว้เลยว่าให้ผู้ว่าราชการจังหวัดคัดเลือก หรือเสนอรายชื่อหัวหน้าส่วนราชการที่เหมาะสมขึ้นไปจํานวนหนึ่ง แล้วให้คณะกรรมการ กํากับกิจการพลัง งานเปึนคนพิจารณาคัดเลือกให้ความเห็นชอบ แต่กลายเปึนว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่มีกองทุนตั้งอยู่นี้เสนอชื่อตัวเองเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้น พอขึ้นไปส่วนกลางเมื่อมีชื่อผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ในรายชื่อคณะกรรมการนี้นะครับ

ทําให้คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานก็ต้องแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเปึนประธาน จะไปตั้งคนอื่นก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันก็กลายเปึนตําแหน่งที่ผูกพันมาเลยว่าใครมาเปึน ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องมาเปึนประธานกองทุนใน ระดับจังหวัดโดยตําแหน่ง ผมอยากจะ ยกตัวอย่างนะครับ คราวนี้ขอยกตัวอย่างเรื่องจริงเลยเพราะว่าผมเปึนประธานกองทุน ตอนนั้นเมื่อป้ ๒๕๕๐ กองทุนตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีผมก็เปึนอยู่ ๒ ป้ หลังจากนั้น กองทุนก็ถูกตั้งขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงาน เมื่อป้ ๒๕๕๓ ผมเกษียณอายุแต่ก็ยังมีตําแหน่งเปึนผู้ทรงคุณวุฒิในกองทุนอยู่อีกประมาณ ๒ ป้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะชี้ให้เห็นต่อไปนี้เปึนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ประการแรกที่ผมเรียนว่า มีการเบี่ยงเบนการใช้กองทุนไปในลักษณะที่ผิดไปจากวัตถุประสงค์แทนที่จะตกถึงมือ ประชาชน ก็คือว่าเงินจํานวนหนึ่งซึ่งเปึนเงินจํานวนไม่น้อยถูกนําไปใช้ในราชการบริหาร ส่วนภูมิภาค ก็คือเอาไปใช้ในงบฟังก์ชัน (Function) งบของส่วนราชการต่าง ๆ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดก็จะเปึนผู้พิจารณาว่าจะคัดเลือกโครงการไหนแล้วก็เสนอขึ้นไป ผมยกตัวอย่างในป้ ๒๕๕๖-๒๕๕๗ ซึ่งผมไม่ระบุชื่อผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น มีการพยายามที่จะบรรจุโครงการของราชการบริหารส่วนภูมิภาคเพื่อขออนุมัติ จากคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ๙ โครงการ วงเงิน ๙๗ ล้านบาทเศษ เกือบ ๑๐๐ ล้านบาท เงินกองทุนในแต่ละป้ที่จังหวัดระยองได้รับการจัดสรรไปประมาณ ๓๐๐ ล้า นบาท ในส่วนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอเองในป้ ๒๕๕๖-๒๕๕๗ เกือบ ๑๐๐ ล้านบาท ถามว่าเอาไปทําในโครงการอะไรบ้าง ผมยกตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นว่า มันเริ่มเบี่ยงเบน ๑. โครงการงานบุญจุลกฐิน ทํากฐินแล้วจะเอาเงินกองทุนนี้ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทไปสมทบกฐิน ๒. โครงการติดตั้งเครื่องกําเนิดไฟฟัาสํารองสําหรับอาคาร ศูนย์ราชการจังหวัดระยองที่ศาลากลางจังหวัด ถามว่ามันอยู่รอบโรงไฟฟัาอย่างไร พื้นที่ศาลากลางจังหวัด จะเอาเงินนี้ไปทํา ซึ่งมันเปึนงบที่ควรจะใช้จากงบฟังก์ชัน งบภูมิภาค เท่าไรครับ ๑๐ ล้านบาท ๓. โครงการติดตั้งกล้องวงจรป่ดซีซีทีวี (CCTV) ศูนย์ราชการ จังหวัดระยอง ศาลากลางจังหวัดเหมือนกัน ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท มันเกี่ยวกับประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบรอบโรงไฟฟัาอย่างไรบ้าง โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ในตัวเมืองระยอง ๑๐ ล้านบาท โครงการศึกษาออกแบบระบบการขนส่งมวลชนเพื่อรองรับการเจริญเติบโต ของเมืองระยอง ๑๐ ล้านบาท หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการนี้ก็คือเปึนส่วนราชการ

ในราชการบริหารส่วนภูมิภาคทั้งสิ้น โชคดีนะครับทั้งหมด ๙๗ ล้านบาท คณะกรรมการ กํากับกิจการพลังงานในส่วนกลางอนุมัติมาให้โครงการเดียว ไม่อย่างนั้นแล้ว เกือบ ๑๐๐ ล้านบาทถูกนําไปใช้ในราชการบริหารส่วนภูมิภาค ประการที่ ๒ ก็คือว่า เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเปึนประธานโดยตําแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ไม่นานหรอกครับ ที่จังหวัดระยองในช่วง ๕-๖ ป้นี่มีผู้ว่าราชการจังหวัด ๗ คน เพราะฉะนั้นคนหนึ่งก็มาอยู่ ๑ ป้ ๑ ป้เศษ ไม่เกิน ๒ ป้ พอผู้ว่าราชการจังหวัดมาถามว่าในส่วนที่เกี่ยวกับกองทุนทําอะไร ๑. ก็คือมารื้อโครงการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเก่าเตรียมไว้ ไม่เอา มาทําใหม่ เพราะฉะนั้น ปัญหาก็คือว่างานมันช้ามาก เพราะว่ามาถึงผู้ว่าราชการจังหวัดคนเก่าเตรียมแผนงาน โครงการไว้เสร็จเตรียมพร้อมจะเสนอมาขออนุมัติ คนใหม่มารื้อหมด ไม่เอา จะเอาโครงการ ของตัวเอง ในช่วงป้ ๒๕๕๖-๒๕๕๗ เหมือนกัน ผมยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นชัดว่ามันจริง เรื่องแบบนี้ ในสมัยนั้นมีผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่งมา ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านเก่าย้ายไป ทําโครงการเตรียมไว้เสร็จพร้อมจะเสนอ ยังไม่ทันได้เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดใหม่มาแทน ผู้ว่าราชการจังหวัดใหม่ก็มาประชุมคณะกรรมการในระดับจังหวัดครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ป้ ๒๕๕๗ มาถึงก็สั่งให้รื้อโครงการ

พอรื้อโครงการ กรรมการก็ไม่เห็นด้วย พอไม่เห็นด้วยก็ไม่ประชุมเลยนะครับ ก็ทิ้งเรื่องค้างไว้ ค้างไว้ประมาณ ๕ เดือน ถึงมานัดประชุมอีกทีหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ป้ ๒๕๕๘ เพื่อกดดัน ให้คณะกรรมการต้องมาวิ่งเต้นขอโครงการแล้วก็จําต้อง อนุมัติให้ความเห็นชอบโครงการ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องการปรับรื้อ เพราะฉะนั้นแบบนี้มันทําให้เงินที่ควรจะตกถึงมือ ประชาชนไปไม่ถึง ค้างท่ออยู่มาก ผมยกตัวอย่างเช่นในป้ ๒๕๕๗ เฉพาะกองทุน ที่จังหวัดระยองมีเงินค้างท่ออยู่ในป้นั้นประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท เพราะว่าอยู่ในระหว่าง แบบนี้ครับ จะรื้อโครงการ จะปรับโครงการ ค้างท่ออยู่ประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท จากเงินที่มีอยู่ประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท สุดท้ายงบประมาณเมื่อมาถึงคณะกรรมการ กํากับกิจการพลังงานในส่วนกลาง แล้วก็ได้อนุมัติลงไปแล้วก็ไปดําเนินการให้ถึงมือประชาชน จริง ๆ ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในป้นั้น ประมาณ ๖๐ ล้านบาทจากทั้งหมด ๓๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเงินมันไปไม่ถึงปลายทางจากการที่ราชการบริหารส่วนภูมิภาค เข้ามาเกี่ยวข้องนะครับ เรื่องโครงการที่ชี้ให้เห็นว่ามันใช้เงินกันผิดวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน ผมขอยกตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ นะครับ ในป้ ๒๕๕๖ ป้ ๒๕๕๗ เหมือนกันมันจะมี ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ ๒ คน ผมไม่ระบุชื่อ ซึ่งตอนนี้ก็ถูกย้ายมาเปึนผู้ตรวจราชการ กระทรวงมหาดไทยแล้วนะครับ มีการเสนอโครงการให้ซื้อรถตู้โตโยต้าคันหนึ่ง ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ถ้าซื้อไปแล้วก็เอาไปช่วยดูแลประชาชนรอบโรงไฟฟัาก็ ไม่มีปัญหา ปรากฏว่าซื้อไปไหนครับ ซื้อไปแล้วก็ไปมอบให้กาชาดจังหวัด เอาไปให้นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ที่เปึนเมียของตัวเองเอาไปใช้ นี่นะครับคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานอนุมัติโครงการนี้ ในส่วนกลาง ไม่รู้ว่าอนุมัติไปได้อย่างไรนะครับ อีกโครงการหนึ่งโครงการใหญ่มาก ขอซื้อรถดับเพลิง อันนี้วงเงินสูงนะครับ ๓๓ ล้านบาท เอาไปเพื่อให้สํานักงานปัองกันภัย ฝ์ายพลเรือนจังหวัดไปใช้นะครับ แล้วปรากฏว่าได้รับอนุมัติ พอซื้อมาแล้วสํานักงานปัองกันภัย ฝ์ายพลเรือนจังหวัด หรือ ปภ. ไม่มีสถานที่สําหรับจอด แล้วก็ไม่มีบุคลากรสําหรับดูแลรักษา ขณะนี้รถต้องไปฝากจอดอยู่ที่องค์กรเอกชนองค์กรหนึ่งในพื้นที่จังหวัดระยอง แล้วก็ยังไม่มี การส่งมอบด้วยซ้ํานะครับ เพราะว่าไม่มีใครกล้ารับมอบ ตอนนี้ก็พยายามที่จะหาทางส่งมอบ ไปให้ท้องถิ่นนะครับ ให้เทศบาลตําบลบ้านฉางซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการปัองกันภัย ในระดับพื้นที่ ถามว่าถ้าอย่างนั้นแล้วทําไมผู้ว่าราชการจังหวัดในตอนต้นถึงไม่ทําโครงการ เพื่อจัดซื้อให้เทศบาลโดยตรงเลย เขาต้องการให้ราชการบริหารส่วนภูมิภาคเปึนคนจัดซื้อ

อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงก็คือสํานักงานปัองกันภัยฝ์ายพลเรือน จังหวัด พอซื้อแล้วไม่มีที่เก็บ บริหารจัดการไม่ได้ ตอนนี้ก็พยายามส่งต่อยัดเยียดไปให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งยังไม่มีใครกล้ารับมอบ อีกโครงการหนึ่งซึ่งผมจะยกตัวอย่าง เปึนโครงการสุดท้าย ก็ผู้ว่าราชการจังหวัดคนถัดมานั่นแหละครับ ก็พยายามที่จะทําโครงการ อีกโครงการหนึ่ง ใช้เงินเยอะมากเลยครับ ก็คือโครงการซื้อกล้องวงจรป่ดอีกเหมือนกัน คือขยันกัน ๒ คนนี้จะซื้อกล้องวงจรป่ดให้ได้ คราวนี้จะซื้อกล้องวงจรป่ดหรือซีซีทีวี รวมแล้ว ๙๕ ล้านบาท เกือบ ๑๐๐ ล้านบาท ไปติดตั้งตรงไหนครับ ไปติดตั้งในเกาะเสม็ดบ้าง พื้นที่ชายหาดบ้าง รอบเมืองบ้าง ซึ่งเปึนพื้นที่ที่อยู่นอกเขตของกองทุนพัฒนาไฟฟัา เพราะฉะนั้นพอพยายามจะเสนอไปคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานในส่วนกลาง เขาก็ไม่อนุมัติ

พอไม่อนุมัติก็กลับไปก็ต้องไปรื้อใหม่อีก เพราะฉะนั้นโครงการมันก็ประสบปัญหาอยู่อย่างนี้ ภายใต้การบริหารงานซึ่งไปผ่านราชการบริหารส่วนภูมิภาค เพราะฉะนั้นข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการผมเรียนโดยสรุปก็คือว่ำ ๑. ก็คือจะต้องทําให้กองทุนนี้เปึนกองทุน ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เปึนกองทุนของราชการ ไม่ใช่เปึนกองทุนของหน่วยงาน ส่วนภูมิภาค ประการที่ ๒ ก็คือต้องทําให้ประชาชนและชุมชนที่เขาได้รับผลกระทบ ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกองทุนของเขาอย่างแท้จริง แล้วก็ลดการรวมศูนย์อํานาจ จากคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานในส่วนกลางให้ลงไปอยู่ในระดับพื้นที่ให้มากขึ้น ผมเรียนเปึนประเด็นสุดท้ายสั้น ๆ ว่าข้อเสนอหลัก ๆ ก็คือ ๑. ในระดับส่วนกลาง ต้องตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาไฟฟัาขึ้นมาโดยตรง อย่าไปรวมอยู่ในคณะกรรมการ กํากับกิจการพลังงานหรือ กกพ. เพราะว่าคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานเขาไม่ได้ดูแล เฉพาะเรื่องกองทุน เขาดูแลกิจการพลังงานทั้งประเทศทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นพอมาให้ดูแล เรื่องกองทุนด้วยนี่ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ต้องแยกตรงนี้ออกมาให้มีคณะกรรมการบริหาร กองทุนพัฒนาไฟฟัาโดยตรง แล้วก็จะทําให้องค์ประกอบของคณะกรรมการสามารถตั้งผู้แทน ภาคประชาชนในพื้นที่เข้าไปอยู่ได้เพราะว่าดูแลกองทุนโดยตรงนะครับไม่ไปเกี่ยวกับ คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ๒. ก็คือต้องลดบทบาทของคณะกรรมการ กํากับกิจการพลังงาน หรือคณะกรรมการบริหารกองทุนถ้าหากว่ามีการแก้ไข ให้ดูแล เฉพาะเรื่องนโยบาย ทําหน้าที่เฉพาะเปึนเรกูเลเตอร์ (Regulator) อย่าไปทําหน้าที่ ในการพิจารณาอนุมัติอนุญาตโครงการในลักษณะที่เปึนเบี้ยหัวแตกในพื้นที่ ดูเฉพาะ โครงการใหญ่ ๆ แล้วก็ให้กระจาย อํานาจลงไปในระดับพื้นที่ให้มากขึ้น อะไรที่เปึน โครงการเล็ก ๆ ให้คณะกรรมการระดับตําบลเขาอนุมัติอนุญาตไป ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ว่าทํางานประจําป้ประเพณีของตําบล หมู่บ้าน ต้องส่งขึ้นมาให้ คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานส่วนกลางอนุมัติทั้งหมด บางป้ทําไม่ทันนะครับ งานประเพณี งานประจําป้เขามีกําหนดเวลาที่ชัดเจนส่งขึ้นมาข้างบนไม่ได้อนุมัติ เวลาเลยไปแล้วยังมีหลายโครงการ แล้วก็ที่สําคัญก็คือต้องให้คณะกรรมการบริหารกองทุน ในระดับจังหวัดเขาเลือกประธานกันเองจากคณะกรรมการที่มีอยู่ เลือกกันเองด้วยเสียงข้างมาก ไม่ใช่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปเปึนประธานโดยตําแหน่ง ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดถามว่า จะให้ทําอะไรครับ ก็เปลี่ยนให้มาเปึนที่ปรึกษาเสีย แล้วก็ให้มาทําหน้าที่ในการกํากับดูแล

ตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าแก้ไขอย่างนี้ได้ ก็จะเปึนการปฏิรูป ในเรื่องของกองทุนพัฒนาไฟฟัาอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะเปึนเพียงเรื่องของการแก้ไขระเบียบ แต่ว่าเปึนการปฏิรูปนะครับ ผมพบกับพี่น้องประชาชนเยอะมากเลยเขาบอกว่าที่ผ่านมา เม็ดเงินไปไม่ถึงเขา แล้วเขาก็มองว่าถูกเบี่ยงเบนไปเยอะ จํานวนหนึ่งบ่นบอกว่าถ้าเปึนอย่างนี้ โรงงานไฟฟัาไม่ต้องเอาเงินกองทุนไปให้เขาหรอกครับ เอาคืนไปเลย ถ้าเปึนอย่างนี้เขาบอก เขาไม่อยากได้หรอกครับ ถ้าจะให้ต้องให้ในลักษณะที่เปึนกองทุนของเขาบริหารจัดการกันเอง ในระดับที่มีบทบาทมีส่วนร่วมพอสมควร ผมก็คงขอเรียนเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ