กอบศักดิ์ ยันร่าง พ.ร.บ. ธนาคารเพื่อคนจน ลดดอกเบี้ยเหลือ 8-9%

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๔ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ชื่นชมร่าง พ.ร.บ. ธนาคารเพื่อคนจนที่ช่วยลดดอกเบี้ยจาก 30% เหลือ 8-9% ต่อปี และเสนอให้แยกสินเชื่อเฉพาะแรงงานกับกองทุนพัฒนาชีวิตเพื่อความยั่งยืน โดยเสนอแนวคิดสร้างธนาคารแรงงานใหม่ผ่านกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินและเชื่อมโยงกับระบบประกันสังคม พร้อมทั้งวางแนวทางระบบธนาคารเพื่อคนจนโลก เพื่อสร้างจุดเริ่มต้นการออมก่อนกู้ ช่วยบรรเทาความยากจนของแรงงานกว่า 20 ล้านคน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล

ขอบคุณครับท่านประธาน กระผมขอแสดง ความชื่นชมกับทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานที่ได้เอาแนวคิดที่ได้นําเสนอกับทางสภา แห่งนี้แปลงออกมาเปึนร่าง พ.ร.บ. ธนาคารแห่งนี้จะเปึนประโยชน์อย่างยิ่งกับประชาชน ผมคิดว่าสําหรับคนจนมีธนาคารน้อยไปครับ ผมเคยพูดครั้งหนึ่งแล้ว ในประเด็นนี้ไม่ต้องถาม อื่นไกลเลยครับ ลองคิดง่าย ๆ ว่าคนงานแถว ๆ บ้านเขาเดินเข้าธนาคารไหนได้บ้าง ถ้าบอกธนาคารเยอะไปเขาเข้าได้กี่ธนาคาร ผมมั่นใจเลยนับได้น้อยมาก ๆ เลย ซึ่งธนาคารแห่งนี้

จะทําให้เขาเข้าถึงแหล่งเงินในยามที่เขาคับขันในชีวิต แล้วในระยะยาวก็จะเปึน แหล่งออมของเขาพร้อม ๆ กันด้วย ซึ่งในจุดนี้มันหมายถึงการตอบโจทย์ของประชาชน ที่ทุกข์ยากขณะนี้อย่างตรงจุด ผมเคยเห็นทางกระทรวงการคลังในช่วงที่ผ่านมาได้ทํา โครงการที่เรียกว่านาโน ไฟแนนซ์ (Nano finance) ซึ่งนาโน ไฟแนนซ์บอกเลยว่าดอกเบี้ย ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เราจะช่วยคนจนนะครับ จะให้เขาไปใช้นาโน ไฟแนนซ์หรือครับ ที่ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เรากําลังคิดถึงธนาคารแห่งหนึ่งที่ช่วยคนจนให้เข้าถึงต้นทุน ของการกู้ยืมประมาณ ๘-๙ เปอร์เซ็นต์ อาจจะดูเยอะเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยอื่น ๆ แต่ว่า มันถูกเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาจ่ายอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งในปัจจุบันเขาจ่ายอยู่ที่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อ ๑๐ วัน ซึ่งถ้าเหลือ ๘ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ก็ถือว่าทําให้ชีวิตเขาสามารถ บริหารจัดการตัวเองได้ ผมกลับไปนั่งคิดว่าธนาคารแห่งนี้จะมีความยั่งยืนได้อย่างไร ผมพบว่า ธนาคารเฉพาะกิจมีความยั่งยืนได้มาจาก ๒ สาเหตุ สาเหตุที่ ๑ ก็คือการที่มีเปัาหมายที่แคบ และชัดเจน คือผมคิดว่าใน พ.ร.บ. บางอันอยากจะทําหลากหลายอย่าง ผมคิดว่าเราอาจจะ ต้องแยกออกจากกันว่าสินเชื่อต้องแคบ แคบเพื่อให้ชัดกับว่าคนที่ใช้คือคนที่เปึนแรงงาน เท่านั้น แล้วก็ไม่ต้องเยอะมากนัก แล้วขณะเดียวกันถ้าเกิดเปึนส่วนพัฒนาชีวิตใช้กองทุนทํา เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องกังวลใจเรื่องของว่าได้เงินมีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน อย่างน้อยอันนี้คือเพื่อการพัฒนา

แต่อย่างน้อยตัวที่เปึนสินเชื่อจะต้องมีเอ็นพีแอล (NPL) ที่ไม่สูงมากนัก แล้วในส่วนนี้ผมก็พบว่า ในหลาย ๆ คนคือผมคิดว่าในช่วงต้น ๆ เราอาจจะโฟกัส (Focus) เฉพาะในเรื่องของคนที่อยู่ ในกลุ่มประกันสังคมไปก่อน แล้วหลังจากนั้นอย่างไปต่างประเทศเราค่อย ๆ คิดในช่วงหลัง หลังจากที่ธนาคารแห่งนี้เริ่มมีกําไรแล้วก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้แล้วค่อยทําธุรกรรมต่าง ๆ อื่น ๆ ประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่าจะทําให้ธนาคารแห่งนี้มีความยั่ งยืนก็คือความต่าง ครับ ถ้าเกิดเราเอาธนาคารทั่ว ๆ ไปไปแจกเงินให้แรงงาน ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านพูดไปแล้ว คงไม่ได้เงินคืน แต่ถ้าเกิดเราอาศัยการเขียน พ.ร.บ. ฉบับนี้มีอํานาจการเขียนกฎหมาย ในมือ สร้างธนาคารแห่งใหม่ซึ่งเปึนธนาคารที่แตกต่างจากแห่งอื่น อันนี้จะทําให้ธนาคาร แห่งนี้ยั่งยืน ซึ่งผมเห็นในมาตรา ๓๙ (๓) เขียนชัดเจนเลยว่าธนาคารแห่งนี้หรือกองทุนแห่งนี้ จะทําความตกลงกับนายจ้างเกี่ยวกับการหักค่าจ้างของลูกจ้างเพื่อใช้ชําระหนี้ของธนาคาร ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่ามันคือการสร้างธนาคารที่เปึนสหกรณ์ขนาดใหญ่สําหรับผู้ใช้แรงงาน หลักการจ่ายก่อนที่ผู้ได้รับเงินเดือนจะเห็นเงินเดือนของตนเอง อันนี้คือหลักการที่ทําให้ ตัวของสหกรณ์ทั่วประเทศไทยสามารถที่จะมีความยั่งยืนอยู่ได้ในขณะนี้ และขณะเดียวกัน ผมพยายามอ่าน ผมอยากจะเสนออีกอันหนึ่งไหน ๆ ก็จะมีความแตกต่างจากแบงก์อื่นแล้ว ผมคิดว่าเราควรที่จะให้อํานาจในกฎหมายฉบับนี้ที่ธนาคารหรือกองทุนแห่งนี้จะสามารถ เข้าไปเชื่อมโยงกับทางประกันสังคมได้ เพราะท้ายที่สุดคนได้ประโยชน์คือสมาชิกของ ประกันสังคมโดยส่วนมาก แล้วเราก็อยากจะให้ธนาคารแห่งนี้หรือกองทุนแห่งนี้เปึนกองทุน ที่ชักจูงให้คนอยากจะเข้าสู่ระบบประกันสังคมที่ จะได้ออมเพื่อเวลาสูงวัยของตนเอง ซึ่งผมคิดว่าถ้าเกิดเราเพิ่มอีกสักมาตราหนึ่งเรื่องของความเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล ประกันสังคม เรื่องของการใช้ระบบในการเ ปย์เมนต์ (Payment) ที่เวลาเขาจ่ายให้ ประกันสังคมก็สามารถมาจ่ายที่นี่ได้ แบ่งกันมาบางส่วนก็จะทําให้ต้นทุนในการทํา ธุรกรรม ต่าง ๆ ลดลง แล้วพอสุดท้ายผมคิดว่าที่สําคัญที่ผมจําได้จากครั้งที่แล้วที่ท่านประธาน ได้กล่าวถึงแล้วทุกคนมีความสบายใจขึ้น ก็คือที่ท่านบอกว่าเราจะเริ่มจากการเปึน กองทุนก่อน หลังจากนั้นในระยะเวลา ๓ ป้จะมีการประเมินผล และถ้าเกิดเราพบว่า การประเมินผลแล้วผ่านก็จะก้าวสู่การเปึนธนาคารแรงงานต่อไป ผมคิดว่าในจุดนี้เราควรที่ จะเขียนในเรื่องของหลักเกณฑ์การประเมินให้ชัดเพื่อให้ชัดเจนแต่ต้น แล้วสําหรับผม ผมคิดว่าถ้าเกิดเราจัดระบบให้ถูก ทําแบงก์กับคนจนไม่ค่อยเจ๊ งครับ คนจนเขาอยากจะ

จ่ายคืน เพราะฉะนั้นสําหรับผมผมคิดว่าถ้าเกิดเราวางระบบได้ดีผมว่าแบงก์แห่งนี้จะเปึน อีกแบงก์หนึ่งที่เปึนแบงก์เพื่อคนจนของโลก ที่สามารถดําเนินการได้อย่างดี แล้วก็เปึน จุดเริ่มต้นของการออมก่อนการกู้ แล้วก็ช่วยผ่อนความทุกข์ยากของจํานวนแรงงานมากกว่า ๒๐ ล้านคนในเมืองไทยได้ครับ ขอบคุณครับ