ไพบูลย์ นลินทรางกูร ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เนื่องจากเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ และโอกาสที่ธนาคารแรงงานจะไปไม่รอดสูง เขายังหารือเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน โดยเน้นย้ำถึงความไม่เหมาะสมในการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กํากับดูแลธนาคารเฉพาะกิจ และยังหารือเกี่ยวกับมาตรา 22, 25 และ 34 พ.ร.บ. ธนาคารแรงงาน โดยไม่เห็นด้วยที่จะมีธนาคารแรงงานในประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไพบูลย์ นลินทรางกูร สปช. ด้านเศรษฐกิจครับ ก่อนที่จะอภิปรายเรื่องตัวร่าง พ.ร.บ. ธนาคารแรงงาน พ.ศ. .... ผมขอยืนยันความคิดเห็นเดิมของผมซึ่งเคยอภิปรายไปแล้ว ๒ ครั้งว่า ผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะมีการจัดตั้งธนาคารแรงงานขึ้น เพราะว่า ๑. ผมคิดว่า เปึนการสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะตอนนี้ผมคิดว่าเรามีธนาคารมากเกินไปแล้วในประเทศ โดยเฉพาะธนาคารเฉพาะกิจ แล้วเราสามารถใช้ธนาคารในปัจจุบันนี้ให้สินเชื่อเพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานได้อย่างง่ายมาก โดยใช้สถาบันที่มีอยู่ในปัจจุบัน และข้อที่ ๒ ผมคิดว่าโอกาสที่ธนาคารแรงงานแห่งนี้จะไปไม่รอดผมคิดว่ามีสูงมาก เพราะว่าง่าย ๆ เลย การที่ตั้งธนาคารใหม่ขึ้นมาต้นทุนทางการเงินสูง ต้นทุนในการดําเนินธุรกิจก็สูง แต่จะต้อง ไปปล่อยกู้ในดอกเบี้ยที่ต่ํา ตรงนี้ทางธุรกิจมันก็ไปไม่รอดแล้ว ก็คงจะต้องมีการเพิ่มทุนกัน หลายครั้ง อันนี้ก็เปึนข้อคิดเห็นเดิมของผมว่าทุน ๒,๐๐๐ ล้านบาทผมคิดว่าคงอยู่ได้ไม่นาน ก็เลยอยากจะยืนยันความคิดเดิมนะครับ ทีนี้พอมาดูในแง่ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมก็เห็น หลายจุดที่อยากจะเรียนท่านกรรมาธิการช่วยรับพิจารณา ประเด็นแรกเรื่องหลักการ และเหตุผลของการตั้งธนาคารแรงงาน มีเห็นชัดเจนว่าธนาคารแรงงานนี้จะตั้งขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการออมด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย แต่จริง ๆ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับการออมเลยนะครับ จะมีแต่การให้กู้ อันนี้ก็เปึนข้อแรก ถัดมาผมคิดว่า มีหลาย ๆ เรื่องใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงิน ของแบงก์ชาติ มาตรา ๗ เรื่องของผู้ถือหุ้น ใน พ.ร.บ. นี้จะกําหนดว่าผู้ที่จะเข้ามาถือหุ้นก็จะมี หลายประเภทของผู้ถือหุ้น อีกประเภทหนึ่งที่กําหนดว่าสามารถถือหุ้นได้คือสถาบันการเงิน แต่จริง ๆ แล้วหลักทั่วไปก็คือว่าสถาบันการเงินไม่ควรจะถือหุ้นในสถาบันการเงินอีกแห่งหนึ่ง แบงก์ชาติเองก็จะมีกฎหมายที่เรียกว่าวัน เพรสเซน โพลิซี (One presence policy) คือถ้าเกิดเปึนธนาคารอยู่แล้วห้ามไปถือหุ้นกับอีกธนาคารหนึ่งเพราะมันขัดแย้ง ทางผลประโยชน์อย่างชัดเจนครับ อันนี้ก็เปึนอะไรที่จะต้องมี การแก้ไขถ้าจะผลักดัน เรื่องนี้กันให้ได้นะครับ ข้อที่ ๒ มาตรา ๘ เรื่องสัดส่วนการถือหุ้น ในนี้จะไม่ได้กําหนดว่า จํานวนหุ้นสูงสุดที่แต่ละนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาจะถือได้คือเท่าไร แต่ธนาคารถ้าไปดู
พ.ร.บ. ของหลาย ๆ ฉบับหรือ พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงินของแบงก์ชาติเองจะระบุ ชัดเจนว่าสูงสุดควรถือหุ้นได้เท่าไร คนหนึ่งเขาไม่ให้เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์แน่นอน แล้วก็ เรื่องต่างชาติในนี้เขียนว่าคนไทยต้องเปึนสัญชาติไทยที่ถือได้ ก็แสดงว่าต่างชาติสามารถถือได้ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ ถ้าเปึน พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงินจะระบุชัดเจนว่าห้ามถือเกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ มาตรา ๑๒ จะมีเรื่องวัตถุประสงค์ของธนาคาร ซึ่งเขียนว่าให้ความช่วยเหลือ ทางการเงินแก่ผู้ใช้แรงงาน จริง ๆ พ.ร.บ. การตั้งธนาคารเราคงไม่ได้ตั้งธนาคาร เพื่อให้การช่วยเหลือนะครับ การใช้คําว่าให้การช่วยเหลือมันอาจจะแปลได้หลายความหมาย ส่วนใหญ่ธนาคารเขาจะเขียนชัด ๆ เลยครับประกอบธุรกิจให้เงินกู้มาตรา ๑๓ (๑๗) มีเขียนว่าธนาคารแห่งนี้สามารถประกอบธุรกิจเงินตราต่างประเทศได้ ซึ่งผมคิดว่า เปึนการสุ่มเสี่ยงมาก แล้วผมก็ยังไม่เห็นความจําเปึนว่าถ้าจะตั้งกันขึ้นมาจริง ๆ ทําไมจะต้อง ประกอบธุรกิจเงินตราต่างประเทศ แล้วจริง ๆ แม้กระทั่งธนาคารที่เรามีอยู่ปัจจุบันนี้บางแห่ง เขายังเลือกไม่ทําธุรกิจธนาคารต่างประเทศเพราะต้นทุนแพงมาก แล้วก็ระบบก็แพงมาก แล้วก็ความเสี่ยงสูงมากนะครับ มาตรา ๒๕ มาตราที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ ในนี้ระบุว่า ให้มีผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยเปึนกรรมการได้แต่จริง ๆ แล้วตามคอนเซปต์ (Concept) ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยจะเปึนผู้กํากับดูแลแบงก์เฉพาะกิจ ทั้งหมดในประเทศไทย ฉะนั้นการเขียนแบบนี้ก็คือมันก็ยังไม่รอบคอบ เพราะว่าเราจะ เรกูเลเตอร์ผู้กํากับดูแลมาร่วมเปึนกรรมการ มันขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างชัดเจนนะครับ
มาตรา ๒๒ ที่ระบุว่าให้นิติบุคคลกู้ได้คราวละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมก็ไม่แน่ใจว่าคราวละ แปลว่าอะไรนะครับ แปลว่ากู้ไปได้เรื่อย ๆ แล้วทําไมจําเปึนจะต้องให้นิติบุคคลมากู้นะครับ ก็นึกว่าจะเปึนธนาคารแรงงานที่จะให้กู้เฉพาะกับแรงงานนะครับ มาตรา ๒๕ มีการกําหนด ว่าธนาคารแห่งนี้สามารถมีหนี้สินได้ไม่เกิน ๒๐ เท่าของเงินกองทุนนะครับ แต่หนี้สิน ที่ระบุตรงนี้ระบุไว้แค่ ๒ ประเภท ขอเวลาอีกแป็บหนึ่งนะครับ ไม่ได้รวมหนี้สินทั้งหมดนะครับ จริง ๆ ๒๐ เท่านี้มันก็สูงมากแล้วนะครับ เพราะถ้าเปึนธุรกิจทั่วไปเราก็ทราบกันดีหนี้ต่อทุน มันควรจะน้อย ถ้าเปึนธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่เขาจะอนุโลมให้นะครับ ส่วนใหญ่ ณ วันนี้ ธนาคารใหญ่ ๆ เขาจะมีกันประมาณ ๑๐ เท่านะครับ หรือถ้าใช้กฎของแบงก์ชาติคํานวณ กลับมาเปึนหนี้สินต่อทุนจะอยู่ประมาณ ๑๑-๑๒ เท่า ซึ่งน่าจะเปึนแมกซิมัม (Maximum) และนั่นคือเขารวมเงินฝากด้วยนะครับ รวมหนี้สินทุกประเภท แต่มาตรา ๒๕ เขียนเฉพาะ หนี้สินที่เปึนเงินกู้ ๒ ประเภท แต่ให้ได้ถึง ๒๐ เท่า ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าสูงมากนะครับ ก็ไม่แน่ใจ ว่าตัวเลข ๒๐ เท่านี่มาได้อย่างไรนะครับ เพราะว่าหลักของการรัน (Run) ธนาคารนี้ไม่มีทาง ให้เกินได้ถึงขนาดนั้นนะครับ มาตรา ๓๔ พอดีเวลาผมหมดแล้ว มาตรา ๓๔ เรื่องกองทุน ที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อจะโอเปอเรตเหมือนธนาคารในช่วงแรกก่อนนี้ก็เคยได้อภิปรายกันไปแล้ว ว่ากองทุนจะมีคณะกรรมการขึ้นมา ๑๕ คน แล้วคณะกรรมการนี้จะทําทุกหน้าที่หรือเปล่า ในแง่ของการอีแวลูเอต (Evaluate) สินเชื่อ ริสค์ แมเนจเมนต์ (Risk management) ใครจะเปึนคนทํา เพราะว่าการปล่อยสินเชื่อ ๓ ป้แรกนี้ความเสี่ยงจะสูงมากนะครับ ใครจะทําหน้าที่คอลเลกชัน (Collection) หน้าที่อะไรเยอะแยะไปหมดเลย มันจะเหมือนเปึน การรันธนาคารถึงแม้บอกจะไปยืมสถานที่ธนาคารอื่น แต่ว่าในแง่ของกฎอะไรต่าง ๆ นี้ มันก็จะต้องมีนะครับระบบต่าง ๆ แล้วในมาตรา ๓๔ ยังมี (๕) บอกว่าสามารถปล่อยสินเชื่อ เพื่อการสร้างโรงแรมหรือสร้างศูนย์ประชุมสัมมนาได้ด้วยนี่ผมก็ยิ่งไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนะครับ ว่าทําไมจะต้องปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ด้วย สรุปก็คือผมก็ไม่เห็นด้วยว่าควรจะมี ธนาคารแรงงานขึ้นในประเทศไทย ผมคิดว่าเรามีธนาคารเยอะแล้ว แล้วถ้าดูใน พ.ร.บ. ที่เขียนกันออกมานี้ก็ด้วยความเคารพนะครับ ผมคิดว่ามันยังต้องมีการปรับปรุงอีกมากเลย ถ้าจะให้ตั้งธนาคารแห่งนี้ขึ้นมาจริง ๆ ขอบคุณครับ