พรายพล คุ้มทรัพย์ เสนอแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายในปี ๒๕๗๕ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในภาคเกษตร และการเปลี่ยนแปลงขนาดของไร่นา รวมถึงการเผชิญกับความเสี่ยงด้านราคาตลาดและภูมิอากาศในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ ผมใคร่ขออภิปรายรายงานวาระพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่จะทําให้ ประเทศไทยคือเศรษฐกิจไทยเปึนประเทศที่พัฒนาแล้วภายในป้ ๒๕๗๕ ก็เรียนว่า จริง ๆ ผมก็อยู่ใน คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังนี้นะครับ แล้วก็สนับสนุนแนวคิดเ กี่ยวกับเรื่องยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่อยากจะให้ประเทศไทย เปึนประเทศพัฒนาแล้วเสียที แต่อย่างไรก็ตามผมก็มีข้อสังเกตเพิ่มเติมที่อยากจะพูด ในเชิงสนับสนุนมากกว่า ไม่ถึงกับค้านทีเดียว แต่ว่ามันน่าจะเปึนการเพิ่มเติมที่อาจจะ นําไปเปึนข้อคิดในการปรับปรุงรายงานได้ ประเด็นแรกก็คือเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจ ถ้ามองไปทั้งในอดีตไปกระทั่งถึงปัจจุบันการพัฒนาเศรษฐกิจมันมาเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง โครงสร้าง และโครงสร้างไทยที่สําคัญ องค์ประกอบที่สําคัญก็คือภาคการเกษตร ภาคการเกษตรซึ่งในอดีตเราก็ทราบดีว่าเปึนสาขาที่สามารถส่งออกได้ มีผู้คนจ้างงาน อยู่เปึนจํานวนเยอะ ประชากรก็ทํางานอยู่ในภาคการเกษตรเยอะ แต่พอพัฒนาผ่านมา การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจที่ผ่านมาจะเรียกพัฒนาหรือไม่ก็ตามภาคเกษตรนี่ลดลงในแง่ของ การผลิต แต่จํานวนประชากรในสาขายังมากอยู่ ปัจจุบันต้องถือว่า ๑ ใน ๓ ของประชากร ยังเกี่ยวพันกับภาคการเกษตร เพราะฉะนั้นถ้าเรามองไปข้างหน้าอีกประมาณ ๑๕-๒๐ ป้ ตามที่รายงานนี้อยากจะเห็นแล้วอยากจะให้เปึนประเทศที่พัฒนาแล้วเราต้องตั้งคําถามว่า แล้วภาคเกษตรควรจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปอย่างไร ความจริงในรายงานนี้ก็พูดถึง
เหมือนกัน แต่เผอิญว่าพูดค่อนข้างน้อย ผมก็เพียงอยากจะเสริมว่าความจริงในรายงานบอกว่า ภาคเกษตรเปึนกลุ่มเสียเปรียบซึ่งผมก็เห็นด้วย ทีนี้เราจะทําอย่างไรไม่ให้เปึนกลุ่มเสียเปรียบ เพราะว่าคน ๑ ใน ๓ ของประชากรอยู่ในภาคที่เสียเปรียบ ถ้าจะพัฒนาประเทศขึ้นไป ต้องปรับเปลี่ยนคนที่เสียเปรียบให้กลายเปึนคนที่อาจจะไม่ถึงกับได้เปรียบ แต่อย่างน้อย ก็เท่าเทียมกับกลุ่มอื่น ๆ เพราะฉะนั้นคําถามหลาย ๆ อันที่จะต้องถามและต้องมีคําตอบ เพื่อให้นําไปสู่ประเทศที่เปึนเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว นี่ก็จะต้องตั้งคําถามเกี่ยวกับ เรื่องการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรเช่นว่าประเด็นเกี่ยวกับเรื่องขนาดของไร่นา ในภาคการเกษตร ซึ่งเราทราบดีว่าเกษตรกรของเรารายย่อยมีขนาดพื้นที่ค่อนข้างเล็ก คําถามก็คือว่าเราอยากจะให้ยังเล็กอยู่อย่างนี้อยู่หรือเปล่า มีความเปึนไปได้ไหมที่ยังมี เกษตรกรรายย่อยอยู่เปึนจํานวนมาก ความจริงก็ส่วนใหญ่ด้วยซ้ําไปในขณะที่ประเทศ กลายเปึนประเทศพัฒนาแล้ว อันนี้น่าคิดเหมือนกัน ถ้าดูตามประวัติศาสตร์แล้วก็ตัวอย่าง ของประเทศอื่น ๆ คําตอบก็คือเปึนไปได้ยาก ประเทศไทยจะฝ๋นประวัติศาสตร์ ฝ๋นแนวโน้ม ของโลกเท่าที่ผ่านมาได้หรือไม่ ผมไม่มีคําตอบ ผมตั้งเปึนประเด็นไว้แค่นั้นเอง อันที่ ๒ ก็คือ เรื่องจุดอ่อนของการเกษตรอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เปึนเรื่องของขนาดของไร่นา
เช่น เรื่องความเสี่ยงด้านราคาก็ดี ด้านตลาดก็ตาม และความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ของภูมิอากาศ เกษตรทุกประเทศจะต้องเผชิญกับเรื่องนี้ เกษตรประเทศไทยจะทําอย่างไร ในอนาคตเพื่อให้อยู่ได้กลายเปึนส่วนหนึ่งและส่วนสําคัญของประเทศที่พัฒนาแล้ว ความจริง เรื่องนี้ในโอกาสอื่น ๆ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังเหมือนกัน ก็ได้นําเสนอเกี่ยวกับเรื่องโครงการประกันภัยพืชผลซึ่งเปึนเรื่องที่น่าสนใจ แต่ว่าอันนั้นก็เปึน ส่วนหนึ่งของคําตอบ อีกคําถามหนึ่งก็คือเรื่องของเทคโนโลยี เกษตรจะพัฒนาได้ถ้าเราดู ในต่างประเทศก็ดี หรือดูตามประวัติศาสตร์ก็ดี มันจะต้องมีการพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการใช้เครื่องจักรกลเพื่อมาทดแทนแรงงาน ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของ การใช้ปุิย พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่มีการพัฒนาเปึนจุดที่ดี เพราะฉะนั้นอันนี้คือคําถามใหญ่ ๆ ซึ่งรายงานนี้เผอิญว่ายังไม่มีคําตอบ ผมก็คิดว่าน่าจะต้องแอดเดรส (Address) ประเด็นคําถามเหล่านี้ ประเด็นที่ ๒ อย่างรวดเร็วเลยคือเรื่องของอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ ซึ่งในรายงานนี้มีข้อสมมุติว่าจะโตป้ละประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะทําให้ ภายในป้ ๒๕๗๕ รายได้ต่อหัวต่อเดือนของคนไทยมากถึงประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท อันนี้ ต้องตั้งเปึนคําถาม เพราะว่าอะไร เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาหลังจากเกิดวิกฤติป้ ๒๕๔๐ อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยของประเทศไทยไม่ถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๓.๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเร่งสป้ด (Speed) ค่อนข้างมากเพื่อให้ได้เปึนประเทศพัฒนาแล้ว ในป้ ๒๕๗๕ คําถามก็คือจะทําอย่างไรที่จะเร่งสป้ดจากเฉลี่ย แล้ว ๑๐ กว่าป้ที่ผ่านมา ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ เอาว่าอย่างดี ๔ เปอร์เซ็นต์ ให้เปึน ๖ เปอร์เซ็นต์ อีก ๒ เปอร์เซ็นต์ จะทําอย่างไรที่จะเพิ่มขึ้นมา อันนี้เปึนคําถามใหญ่ และความจริงอาจารย์สุทัศน์ได้พาดพิง ผมถึงบอกว่าผมนี่ได้ไปพูดบอกว่ามันเปึนปัจจัยภายนอกเท่านั้นที่ทํา ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่สําคัญสําหรับเศรษฐกิจไทยในอดีตตั้งแต่เป่ดประเทศสนธิสัญญา เบาว์ริงมาจนกระทั่งถึง วิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอเกอร์ซึ่งอันนี้เปึนเรื่อง ที่จริง ๆ ผมอยากจะเน้นในเรื่องนี้ว่านี่คือ ปัจจัยสําคัญที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจไทย และเกือบจะเปึนเท่านั้น เพราะว่าปัจจัยภายในไม่ค่อยมีผลเท่าไร ท่านอลงกรณ์ก็กรุณายกเรื่องนี้มา แล้วก็ชี้ให้เห็นว่า คราวนี้เราจะพลิกประวัติศาสตร์ ก็คือสภาปฏิรูป แห่งชาตินี่ล่ะจะเสนอแผนการปฏิรูป รวมทั้งยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเพื่อที่จะทําให้เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงได้เปึนประเทศ ที่พัฒนาแล้วภายในอีก ๑๐ ป้หรือ ๒๐ ป้ข้างหน้า โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก
ผมก็มีความหวังว่าเราคงทําได้เช่นนั้น แต่เปึนความหวังที่น้อยมาก เพราะผมคิดว่า ยากที่จะไปฝ๋นประวัติศาสตร์ ฝ๋นแนวโน้มที่ประเทศไทยได้มีประสบการณ์มา ไม่ใช่แค่ ๑๐ ป้ ๑๐๐ กว่าป้แล้ว แต่อย่างไรก็ดีผมยังคิดว่าจุดนี้น่าจะนําเอาเข้าไปพิจารณาว่ามันมีปัจจัย ภายนอกอะไรไหมที่เราจะใช้ อย่างที่เขาใช้คําพูดว่าเปึนคานงัดที่จะทําให้มีการเปลี่ยนแปลง ที่สําคัญ ๆ ตรงจุดนี้ก็ด้วยเวลาที่จํากัดผมคิดว่าจะอภิปรายเท่านี้นะครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ