สุชาติ นวกวงษ์ หารือเรื่องเกษตรพันธสัญญา โดยอธิบายว่าเกษตรพันธสัญญาเกิดขึ้นมาแต่สมัยอ้อยในประเทศไทย และมีการพัฒนามาเรื่อย ๆ แต่เกษตรกรบางคนพบว่าผู้ให้สัญญาไม่ปฏิบัติตามสัญญา ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและปัญหาการกษัยการ สุชาติ นวกวงษ์ เสนอแนะการแก้ไขสัญญาเพื่อระบุพื้นที่และรับผิดชอบในกรณีปัญหาสิ่งแวดล้อม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุชาติ นวกวงษ์ เรื่องที่ผมขอให้ความเห็นต่อไปนี้เปึนเรื่องเกี่ยวข้องกับเกษตรพันธสัญญา ผมจะไม่พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจเพราะว่าเศรษฐกิจนั้นมีคนพูดเยอะ แต่ลักษณะอย่างที่ผม จะพูดถึงคือต้องการจะเกี่ยวข้องกับเกษตรพันธสัญญา ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องของเกษตรกร โดยตรงว่าเกษตรพันธสัญญาแท้ที่จริงแล้วก็คือเกิดมาตั้งแต่สมัยที่อ้อยเกิดมาในประเทศไทย ใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นก็เลยเกิดข้อพันธะระหว่างผู้ปลูกอ้อยกับผู้เปึนเจ้าของโรงงาน สิ่งแรก ที่เกิดมาก็คือเรื่องของเงินเกี๊ยว เดี๋ยวนี้ก็ยังเรียกว่าเงินเกี๊ยวอยู่ เพราะฉะนั้นก็จะมีพันธสัญญา ระหว่างผู้ปลูกอ้อยกับเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมน้ําตาล ต่อมาก็มีเรื่องของการปศุสัตว์ ต่าง ๆ หลายชนิด หลายประเภท ดังที่ปรากฏอยู่ในรายงาน เช่น เรื่องของการเลี้ยงไก่เนื้อ เลี้ยงไก่ไข่ จะเลี้ยงป ลาอะไรต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการปลูกข้าวโพดในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ผมจะขอบอกว่าเกษตรพันธสัญญาเปึนการผูกพันระหว่างผู้ให้สัญญากับ ผู้รับสัญญา ผู้ให้สัญญาก็คือผู้ที่จะลงทุน ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะไปลงทุน แต่แน่นอนผู้จะลงทุน ต้องมีสตางค์ แล้วก็ผู้รับสัญญาความหมายของผมนี่คือเปึนเกษตรกรผู้ที่จะต้องดําเนินการ ให้มีผลิตภัณฑ์ทางด้านเกษตรเกิดขึ้น ทั้งนี้ผู้ให้สัญญาก็สัญญาว่าจะให้ต่าง ๆ ให้โน่นนี่นั่น ตามประสาของเรา เพื่อให้เกษตรกรหลงละเมอคิดว่าเปึนข้อสัญญาที่ดี แล้วก็ยอมลงนาม ในพันธสัญญานั้น ๆ บางรายก็ไปลงทุนปลูกโรงไก่เนื้อ มีระบบอีแวป (EVAP) ด้วย บางราย ก็ไปทําโรงไก่ไข่ บางรายก็ไปทําโรงเลี้ยงฟาร์มสุกร แล้วบางรายก็ไปทําเลี้ยงกุ้ง
ซึ่งจะมีการใช้พื้นที่มากมายนะครับ ท่านประธานครับ พื้นที่ที่เห็นเดี๋ยวนี้เปึนการใช้พื้นที่ ในลักษณะของพื้นที่ไม่ใช่อยู่ เลี้ยงกุ้งนี่ก็ไม่ใช่ว่าใช้พื้นที่ริมทะเลอย่างเดียวนะครับ เปึนการใช้ พื้นที่ที่เปึนพื้นที่ราบติดกับทุ่งนาเลี้ยงได้เหมือนกันนะครับ เปึนการใช้พื้นที่แล้วก็ใช้น้ํา ความเค็มต่ํานะครับ ทีนี้เมื่อเกษตรกรได้เงินแล้ วผู้ให้สัญญาก็บอกว่าจะให้อาหาร จะให้ต่าง ๆ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่จะต้องใช้ในการทําสัญญานั้นนะครับ ทีนี้การให้ก็คือ เปึนการให้พร้อมดอกเบี้ยคิดไว้เสร็จเรียบร้อยนะครับ ซึ่งก็เหมือนกับที่ท่านอภิปรายไว้ แต่ทีนี้เกษตรกรก็มีหน้าที่เลี้ยงไปตามที่ปรากฏไว้ นะครับ ไก่ไข่ ไก่ก็อาจจะใช้เวลาตั้งแต่ ๓๐ วันจนถึง ๔๕ วันนะครับ ปลาก็ใช้เวลาจํานวนหนึ่ง เลี้ยงในกระชังหรือเลี้ยง ในบ่อปลานะครับ บางทีก็อาจจะพัฒนาไปเลี้ยงกบอะไรอย่างนี้นะครับ ทีนี้เมื่อถึงเวลา รับของนี่ผู้ให้สัญญาก็บอกว่าจะมารับของวันโน้นวันนี้นะครับ ผมมีน้องชายก็ทําอยู่นะครับ เรื่องของไก่เลี้ยง ไก่เนื้อ แล้วก็พบว่าวันที่สัญญาว่าจะมารับของวันที่ ๑๗ สมมุติวันนี้วันที่ ๑๗ แต่ผู้ให้สัญญาไม่มารับของนะครับ เพราะฉะนั้นไม่รับของแล้วไม่แจ้งด้วย ดังนั้นเมื่อไม่แจ้ง ผู้เสียหายก็คือน้องก็คือต้องรับเลี้ยงดังที่ท่านทํารายงำนแจ้งมานะครับ ทีนี้เราก็พบว่าพื้นที่ แหล่งรับพันธสัญญาอยู่ที่ไหน ท่านประธานครับ พื้นที่แหล่งรับพันธสัญญามีอยู่ทั่วไป มีทั้งพื้นที่ราบ แล้วก็พื้นที่ภูเขาสูงนะครับ ถ้าพื้นที่ราบผู้ให้สัญญาก็ไม่ได้บอกว่าจะไปรับ ไปใช้พื้นที่ตรงไหน ไม่ได้บอกนะครับ ก็ขึ้นอยู่กับผู้รับสัญญาไปหามาเอง ส่วนในพื้นที่สูง ก็จะมีปัญหาเหมือนกันว่าเกษตรกรไปใช้พื้นที่ไหน เกษตรกรส่วนใหญ่ก็จะไปใช้ในพื้นที่การปลูก พื้นที่จํานวนหนึ่ง แล้วก็พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม โดยผู้ให้สัญญาไม่สนใจว่าจะใช้พื้นที่ บริเวณไหนนะครับ ดังนั้นผู้รับสัญญาจึงต้องเปึนผู้รับภาระไปหาพื้นที่เอง ไปถากถาง ไปเผา ไปดําเนินการทําให้ป์าโล่งเตียนตามที่ตัวเองต้องการนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ในพื้นที่ที่สโลป (Slope) หรือความลาดชันสูงเกินกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องขออนุญาต ท่านประธานอีกนิดหนึ่งนะครับ ปัญหาที่ตามมาก็คือ ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมนะครับ ถ้าหากว่าเปึนฟาร์มสุกรก็คือน้ําเสียจากฟาร์มสุกร ถ้าหากว่าเปึนพื้นที่สูงก็คือปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับการกษัยการ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าอีโรชัน (Erosion) นะครับ การกษัยการนี้ ก็เปึนเหตุต่อเนื่องทําให้ดินโคลนถล่มตามมานะครับ อันนี้เปึนสิ่งซึ่งเกี่ยวเนื่องกับบอกว่า เปึนส่วนหนึ่งของเกษตรพันธสัญญาเช่นเดียวกันนะครับ มีการบุกรุกพื้นที่ มีการบุกป์าเพิ่มเติม ผมได้เดินทางไปจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือ ไปอําเภอแม่แจ่มก็ไป ไปจังหวัดน่านก็ไป
ก็พบว่าพื้นที่เหล่านี้ใช้เพื่ อการปลูกข้าวโพดนะครับ ผมเห็นว่าอย่างนี้ครับ ถ้าหากว่า เราควรจะแก้ไขเพิ่มเติม ผมไม่ทราบว่าจะใช้ได้หรือไม่นะครับ ผมเห็นว่าควรจะต้องมีการระบุ พื้นที่ในสัญญาด้วยว่าหากมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเกิดต่อเนื่องจากพันธสัญญาให้ผู้สัญญา ทั้งคู่เปึนผู้รับภาระไม่น้อยกว่าผู้รับสัญญา เหตุอย่างนี้ก็จะทําให้การใช้พื้นที่มีความระมัดระวัง ทั้งผู้ให้สัญญาและผู้รับสัญญา ท่านประธานครับ ดังนี้การก่อเกิดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็จะน้อยลงไป ท่านประธานครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับที่ให้เวลาพูดเกินมานิดหนึ่ง ขอบคุณครับ