กอบศักดิ์ เสนอมาตรการคุ้มครองสัญญาเกษตรกร กำหนดบทลงโทษบริษัทเอาเปรียบ

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๔ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล อธิบายวิวัฒนาการเกษตรไทยที่เปลี่ยนจากแบบดั้งเดิมสู่ระบบพันธสัญญาที่ยั่งยืน พร้อมยกย่องความสำเร็จในการส่งออกสินค้าเกษตรจนเป็นผู้นำตลาดโลก นายกอบศักดิ์ ภูตระกูลเสนอมาตรการคุ้มครองสัญญาเกษตรกรโดยกำหนดให้สัญญาต้องอยู่ในมือทั้งสองฝ่ายและระบุบทลงโทษหากบริษัทใช้สัญญาเพื่อเอาเปรียบ รวมถึงเรียกร้องให้ธนาคารตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาก่อนปล่อยสินเชื่อ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน การปฏิรูประบบเกษตรพันธสัญญาให้เปึนธรรม เปึนประเด็นปฏิรูปที่มีความสําคัญยิ่งที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ ภาคเกษตรไทยที่มีประชาชนกว่า ๒๔ ล้านคน แล้วก็มีครัวเรือนกว่า ๖,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ในภาคดังกล่าว นอกจากนี้ก็ยังจะช่วยสร้างความเปึนธรรมให้กับเกษตรกรอีกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คนที่เปึนคู่สัญญาที่อยู่ในระบบเกษตรพันธสัญญาที่กําลังจะพูดถึง ที่กระผม กล่าวเช่นนี้ก็เปึนเพราะว่าตัวของภาคการเกษตรของประเทศไทยนั้นไ ด้มีวิวัฒนาการมา อย่างต่อเนื่องครับ จากเดิมเราอาศัยเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่ทําในครัวเรือน แล้วก็พัฒนา ต่อมาเปึนเกษตรเชิงพาณิชย์ที่เริ่มค้าขายกับต่างประเทศ

หลังจากนั้นในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ ๑ ถึงฉบับที่ ๔ ก็ได้ยกระดับขึ้นเปึน เกษตรแผนใหม่ที่เน้นการเพาะปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยว การใช้เมล็ดพันธุ์ที่รัฐพัฒนา การใช้สาร หรือปุิยเคมี การใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรกลทางการเกษตร หลังจากนั้นพอในแผนที่ ๖ ทางรัฐก็ให้ความสําคัญกับการทําการเกษตรแบบครบวงจรและเกษตรพันธสัญญา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเกษตรกร จนกระทั่งพอท้าย ๆ ก็เริ่มมีการพูดถึงเรื่องของ เกษตรยั่งยืนและเกษตรผสมผสานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในแผน ๘ และแผน ๙ ตามลําดับครับ จากแนวนโยบายดังกล่าวนักพัฒนาการเหล่านี้ก็นําไปสู่เรื่องของมูลค่า การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปของประเทศไทยที่โตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างก้าวกระโดด จากเดิมเคยอยู่ที่ประมาณแค่ ๖,๐๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ ได้เพิ่มขึ้นเปึนประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ ในระยะเวลาเพียง ๒๐ ป้ให้หลังหรือประมาณ ๕ เท่าตัว สินค้าเกษตรของประเทศไทยแล้วก็บริษัทเกษตรของประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเปึนผู้นํา ในตลาดเกษตรของโลก เช่น ทุกคนรู้ดีแล้วเรื่องของข้าวเรา ก็เปึนเบอร์ ๑ นับเปึน ๒๐ ป้ ยางพาราเราก็เปึนเบอร์ ๑ ในเรื่องของการผลิต บริษัทเช่นซีพีก็กลายเปึนบริษัท ๑ ใน ๕ ของผู้นํา ของโลกในการผลิตไก่ บริษัทชื่อทียูเอฟหรือไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จํากัด (มหาชน) เปึนผู้นําของโลกด้านปลาทูน่าครับ เปึนเบอร์ ๑ ของโลกเลย บริษัทมิตรผลซึ่งก็เปึน อีกบริษัทหนึ่งที่เปึนผู้นําของโลกด้านน้ําตาล ซึ่งทั้งหมดนี้มันเกิดจากอานิสงส์ของการ ที่ประเทศไทยได้มีการวางกรอบการทํางานของอ้อย น้ําตาล โดยเฉพาะของมิตรผลซึ่งเปึน กฎหมายคอนแทรกต์ ฟาร์มมิง (Contract farming) ฉบับแรก ๆ ของประเทศไทยที่ทําให้ เราสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานระหว่างผู้ผลิตอ้อยซึ่งเปึนชาวไร่ แล้วก็โรงงาน ที่นําอ้อยมาผลิตน้ําตาลแล้วทําให้เกิดความเข้ มแข็งในกระบวนการการผลิตแล้วสามารถ แข่งขันได้ในระดับโลก นี่คือสิ่งที่เปึนข้อดีของเรื่องเกษตรพันธสัญญา แต่สาเหตุที่ทําให้เรา ต้องคิดเรื่องเกษตรพันธสัญญาที่เปึนธรรมแล้วก็วางกรอบกฎหมายที่เหมาะสมให้เช่นเดียวกับ กรณีของอ้อย น้ําตาลเกิดเพราะความจําเปึนที่ต้องมีการทํางานระหว่างเกษตรกรแล้วก็บริษัท ที่เปึนบริษัทขนาดใหญ่ เพราะว่าเทคโนโลยีสมัยนี้มันก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วก็ช่วยลดต้นทุนการผลิตอย่างมีนัยสําคัญ เกษตรกรที่อยู่ด้วยตัวเองอย่างในภาพนี้นี่คือ เกษตรกรที่เปึนรายย่อยไม่เข้าร่วมกลุ่มกับใครปกติแล้วก็สามารถเลี้ยงไก่ไข่ ได้ประมาณ ๓,๐๐๐ ตัวต่อรอบ ในรูปถัดมาก็เปึนการแสดงถึงกระบวนการเลี้ยงไก่ของเกษตรกรรายย่อย

อาศัยคนเปึนหลักครับในการให้อาหาร ในการเก็บไข่ ในการดูแลไก่ แต่ผมอยากให้ดู อีกด้านหนึ่งครับ นี่คือคู่แข่งของเขาครับ นี่คือสาเหตุว่าทําไมเกษตรกรรายย่อยถึงอยู่ด้วยตัวเอง ไม่ได้ เพราะว่านี่คือภาพของโรงงานไก่ไข่ของซีพีที่ผิงกู ประเทศจีน เปึนโรงงานไก่ไข่ที่ดีที่สุด ของโลก ซึ่งเลี้ยงทั้งหมด ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตัวครับ คนงาน ๑ คน ถ้ารายย่อยของเรา ๑ คน เลี้ยงได้ ๓,๐๐๐ ตัว ที่ผิงกูคนงานคนหนึ่งสามารถเลี้ย งไก่ได้ถึงประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ตัว ๑๗๐,๐๐๐ ตัวที่เปึนอย่างนี้เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าระบบการทํางานทุกอย่าง ได้ปรับเปลี่ยนจากคนเปึนเครื่องจักรแล้วเปึนสายพานทั้งหมด ในภาพนี้ก็คือระบบ การขนส่งอาหารผ่านทางท่อให้กับไก่โดยไม่ต้องใช้คน อาหารเหล่านี้ก็จะส่งต่อไปให้กับไก่ ที่อยู่ในเล้าหรือเขาเรียกคอนโด (Condo) ครับ อันนี้เปึนคอนโดยืนอยู่นี่มีหน้าที่อย่างเดียวคือ ออกไข่ คอนโดแห่งนี้ได้ควบคุมอุณหภูมิไว้อย่างดี โรงงานจากการศึกษาพบว่า จะต้องปรับแสงให้เพิ่มขึ้นจาก ๕ ชั่วโมง เปึน ๖ ชั่วโมง ๗ ชั่วโมง ๘ ชั่วโมง จนกระทั่งถึง จุดที่ไก่คิดว่าอยู่ในช่วงของเวลาสปริงไทม์ (Springtime) หรือฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเปึนช่วงที่ไก่ จะออกไข่เยอะที่สุด แล้วโรงงานก็จะค้างจํานวนชั่วโมงนี้ไว้ดังกล่าวเพื่อหลอกไก่ ว่าตอนนี้ ต้องพยายามทําหน้าที่ให้เต็มความสามารถ แล้วขณะเดียวกันก็ยังมีระบบหุ่นยนต์ ที่จะคอยตรวจตราว่าไก่ทั้งหมดโรงเรือนหนึ่งมีประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ตัวมีตัวไหนบ้างที่ป์วย หรือตาย แล้วพอพบว่ามีตัวไหนป์วยหรือตายก็จะส่งคนเข้าไปดูแล นี่คือความแตกต่าง แล้วผมอยากให้ดูครับเวลาไข่ออกมาไข่จะเดินทางตามสายพานออกไปและหลังจากนั้น ก็จะไปอยู่ภาพถัดไปก็คือเครื่องคัดแยกครับ เครื่องคัดแยกในภาพถัดไปจะเปึนตัวของเครื่อง ที่จะคอยดูว่าไข่นี่มีรอยร้าวหรือเปล่า มันจะเปึนระบบที่เคาะอยู่ข้าง ๆ

แล้วถ้าเกิดมีเสียงไม่กลมกลืน ไม่สะท้อนกังวานก็จะรู้ว่าไข่ใบนี้มีรอยร้าว แล้วก็จะถูกคัดแยก ออกไป ส่วนที่เหลือจะนําไปสู่การบรรจุหีบห่อแล้วก็ส่งออกสู่ตลาด โดยอาศัยคนที่อยู่ ในโรงเรือนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งภายใต้เทคโนโลยีใหม่ลักษณะนี้นับวันก็จะมีความซับซ้อน มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงยากครับที่เกษตรกรรายย่อยจะสามารถแข่งขันอยู่ได้โดยลําพัง ทางออกของความอยู่รอดภายใต้การพัฒนาของเทคโนโลยีการเกษตรที่ไปอย่างรวดเร็ว ลักษณะนี้จึงต้องมีการทํางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ กับเกษตรกรรายย่อย ที่รายใหญ่นั้นจะเปึนผู้พัฒนาเทคโนโลยีแล้วก็ถ่ายทอดต่อไป ให้ยังเกษตรกรรายย่อยภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา อันจะช่วยยกระดับการผลิต มาตรฐาน แล้วก็สร้างอีโคโนมี ออฟ สเกล (Economy of scale) หรือขนาดที่เหมาะสม ให้กับตัวเกษตรกร ซึ่งเมื่อเปึนเช่นนี้ตัวของเกษตรกรนั้นก็จะสามารถเข้าสู่ระบบการผลิต ที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงแหล่งทุน เข้าถึงตลาดผ่านบริษัท และขณะเดียวกันก็สามารถ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านเทคโนโลยีและวิทยาการต่าง ๆ รวมถึงสร้างความมั่นคง ทางรายได้ ส่วนของผู้ประกอบการนั้นก็จะได้ความมั่นคงในเรื่องของห่วงโซ่อุปทานหรือว่า เรื่องของด้านปริมาณและสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน แล้วก็ช่วยลดต้นทุนทางการผลิต ให้กับเขา ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะนําไปสู่ภาคการเกษตรของประเทศไทยก็คือบริษัทและเกษตรกร ของประเทศไทยที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งจะเปึนการให้ความสําคัญกับเรื่องของ ฟูด เซฟตี (Food safety) มาตรฐานคุณภาพและต้นทุนที่ต่ํา เช่นเดียวกับที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกําลังเรียกร้องอยู่ขณะนี้ว่าอาหารที่ส่งไปหาเขานี่สารปนเปุ๋อนจะต้องไม่มีมาก เกินไปนัก ในขณะเดียวกันคุณภาพของฟูด เซฟตีต้องได้มาตรฐานของเขา ซึ่งจากการศึกษา เราพบว่าในการศึกษาไม่ว่าจะเปึนการศึกษาต่าง ๆ หรือตัวของเอดีบี (ADB) เราพบว่าการทํา เกษตรพันธสัญญาในกรณีที่เ ขาศึกษาคือกรณีข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ภายใต้ระบบ เกษตรพันธสัญญาจะทําให้ผลผลิตของเกษตรกรภายใต้ระบบนี้สูงกว่าการปลูกเองในลักษณะ รายย่อย อันนี้ก็สอดรับกับแนวคิดที่เราคิดนะครับว่าเกษตรพันธสัญญาช่วยยกระดับผลิตผล และไม่น่าแปลกใจว่าทําไมสินค้าเกษตรของประเทศไทยสามารถขึ้นจาก ๖,๐๐๐ ล้านบาท เปึน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือ ๕ เท่าตัวในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง ๒๐ ป้ แต่ทั้งหมดนี้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเราพบว่าโครงสร้างของระบบเกษตรพันธสัญญานั้นยังไม่สมดุล โดย ๒ ฝ์ายของสัญญามีอํานาจในการต่อรองที่ไม่เท่ากัน โดยเกษตรกรรายย่อย

เปึนผู้เสียเปรียบ อยู่ในภาวะจํายอม ถูกเอารัดเอาเปรียบ แล้วก็ทําให้หลาย ๆ กรณี แม้ว่าช่วงต้นตอนที่เข้ามามีความสําคัญซึ่งกันและกันสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาจะประสบ ความสําเร็จ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเปึนกรณีล้มเหลวแล้วก็นําไปสู่การฟัองร้องกัน ซึ่งที่ผมบอกว่าอํานาจไม่เท่าเทียมเพราะอะไรครับ เพราะว่าบริษัทมีน้อยราย มีอํานาจ ผูกขาดเหนือตลาดในทุกขั้นตอน เปึนผู้ผลิตปัจจัยการผลิต เปึนผู้รับซื้อ แล้วก็ได้รับ การสนับสนุนจากภาครัฐแล้วก็ธนาคารพาณิชย์ ตัวของเกษตรกรนั้นส่วนมากก็เปึนรายย่อย ขาดศักยภาพ ขาดการรวมกลุ่ม ขาดเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ส่งผลให้เกิดพฤติกรรม เอารัดเอาเปรียบทุกขั้นตอน ไม่ว่าอย่างที่ท่านประธานพูดไปแล้วครับก็คือความไม่เท่าเทียม ด้านข้อมูล เกษตรกรเห็นสัญญาแต่อ่านไม่เข้าใจครับว่าสัญญาบอกว่าอะไร เห็นต้นทุน แต่ไม่รู้ว่าผลตอบแทนที่จะได้มากําไรหรื อไม่กําไรเท่าไร ได้รับสินค้ามาแต่ว่าไม่เห็นถึง คุณภาพของปัจจัยการผลิตแล้วก็โครงสร้างการใช้จ่ายต่าง ๆ พอเปึนลักษณะนี้ไม่น่าแปลกใจ เลยครับว่าคนที่มีข้อมูลกับคนที่ไม่มีข้อมูลพอทํางานร่วมกันก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ เปึนครั้งคราว หรือบางครั้งก็เกิดขึ้นจนกระทั่งเกิดควา มเสียหาย เรื่องของความเสี่ยง ก็เช่นเดียวกันหลายครั้งระบบที่เราพูดถึงเปึนระบบที่เรียกว่าประกันรายได้ หรือการจ้าง ผลิตสินค้าเกษตร หรือประกันราคาก็คือรับซื้อที่ราคาที่ระบุไว้ แต่ปรากฏอย่างไรครับ ปรากฏว่าเกษตรกรเปึนผู้ลงทุน อย่างในกรณีแรกคือรับจ้างผลิตนี่เกษตรกรต้องเปึนผู้ลงทุน ในโรงเรือน แล้วพอสร้างโรงเรือนเสร็จแล้วบริษัทก็จะส่งแม่พันธุ์ ตัวของสินค้า เรื่องของ วัตถุดิบ เรื่องยา เรื่องอะไรต่าง ๆ มาให้ แล้วหลังจากนั้นพอผลิตได้ก็ส่งขายเขา ส่งกลับคืนไป

แต่เวลาที่เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนไข้หวัดนก หรือเปึนเรื่องของน้ําท่วม มีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นตัวของเกษตรกรเปึนผู้รับภาระความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้โดยที่บริษัทไม่ได้รับ ความเสี่ยง อันนี้ก็ยังมีเรื่องของความไม่เท่าเทียม เรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ แล้วก็ขณะเดียวกันมีเรื่องของความไม่เท่าเทียมเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ตรงนี้อย่างที่ ท่านประธานพูดไปแล้ว บริษัทมีทนายจ้างมาใช้เงินนับสิบล้านบาท ร้อยล้านบาท ในการเขียนสัญญาให้รัดกุมเพื่อปกปัองบริษัท เกษตรกรสิครับเมื่อเกิดปัญหาขึ้นไม่มีแม้กระทั่ง ทนายที่จะไปต่อสู้กับบริษัทเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจครับว่าความไม่เท่าเทียมเหล่านี้นําไปถึง เรื่องของการเอารัดเอาเปรียบในทุกขั้นตอน ผมอยากขอยกตัวอย่างให้เห็นครับ อันนี้ เปึนพฤติกรรมที่กล่าวไปแล้วจากการศึกษาและข้อมูลจากเครือข่ายเกษตรทางเลือก ซึ่งพบว่าสัญญาบางสัญ ญาที่ทํากับบริษัทมีข้อความที่ไม่เปึนธรรมดังที่ปรากฏก็คือว่า เขาจะเขียนเลยว่าระเบียบต่าง ๆ ที่บริษัทกําหนดขึ้นภายหลังจะแจ้งให้ผู้เลี้ยงรับทราบ และผู้เลี้ยงตกลงให้ถือข้อกําหนดหรือระเบียบดังกล่าวเปึนส่วนหนึ่งของสัญญานี้ ก็คือเขียนแต่ต้นเลยว่าถ้าบริษัทมีอะไรจะกํา หนดเพิ่มเติมภายหลังให้เกษตรกรยอมรับว่า เปึนข้อตกลงที่ได้ตกลงไว้แต่ต้น นี่คือสาเหตุอย่างไรครับว่ากระบวนการของความไม่เท่าเทียม ของดุลอํานาจกลายเปึนการเอารัดเอาเปรียบ แล้วเปึนเรื่องของปัญหาในกระบวนการ เกษตรพันธสัญญา ซึ่งภาครัฐเองก็ยังมีการทําหน้าที่ที่น้อยไปอย่า งที่ท่านประธานสมชัย ได้พูดไปแล้ว เพียงแต่ทําหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริม แผน ๖ ก็บอกว่าเราอยากให้ภาคเกษตร ก้าวสู่เกษตรครบวงจร เกษตรพันธสัญญา แต่ขณะเดียวกันไม่มีหน่วยงาน แม้กระทั่งขณะนี้ เกษตรกรถามว่าถ้าเกิดอยากจะรู้เรื่องเกษตรพันธสัญญาจะไปหาหน่วยงานไหน ไม่มีแม้แต่ หน่วยงานเดียวที่ทําเรื่องของพัฒนาเกษตรพันธสัญญา ไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมถึงเรื่อง ของคําว่าเกษตรพันธสัญญาโดยตรง ยังขาดกลไกในการตรวจสอบบังคับใช้กฎหมาย ในเกษตรพันธสัญญา ยังไม่มีสัญญากลางที่เรียกว่าเปึนมินิมัม โพรเทกชัน (Minimum protection) ให้กับตัวเกษตรกรที่เข้าสู่กระบวนการนี้ แล้วขณะเดียวกันก็ยังขาดฐานข้อมูล ที่โปร่งใสเข้าถึงได้ เชื่อไหมครับว่าบริษัทขนาดใหญ่มาคุยกับผมเขาบอกว่าเขาเองก็ยัง ไม่ค่อยรู้เลยว่าตกลงว่าตอนนี้มีเกษตรพันธสัญญาอยู่ทั้งหมดเท่าไร เขาประมาณการคร่าว ๆ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ราย แต่เขาเองก็ยังไม่ทราบ ซึ่งทั้งหมดนี้ทําให้เกษตรกรนั้น ถูกโดดเดี่ยว โดยอย่างที่บอกก็คือรัฐบาลพยายามขับเคลื่อนให้เกษตรพันธสัญญาเกิดขึ้น

เพื่อเปึนการเพิ่มผลผลิตของตัวเกษตรกร ธนาคารพาณิชย์เองก็พยายามจะปล่อยสินเชื่อ ทําเปัาตามที่สํานักงานใหญ่มอบหมายมา แล้วขณะเดียวกันเอกชนก็ต้องการที่จะขับเคลื่อน ให้เกษตรกรเข้าสู่ความสัมพันธ์ดังกล่าว ไม่น่าแปลกใจ ๓ คนข้างบนก็เลยรวมหัวกัน แล้วก็เอาเกษตรกรเข้าสู่ความสัมพันธ์ ซึ่งความสัมพันธ์นี้ท้ายที่สุดหลายแห่งจบลงโดย การขาดทุน เปึนหนี้ แล้วก็ถูกฟัองร้องล้มละลาย แล้วท้ายที่สุดนําไปสู่การถูกยึดที่ดินทํากิน อันนี้เกษตรกรเขาเรียกว่าระบบ ๓ รุม ๑ ก็คือ รัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทรุมเขา ซึ่งเปึนคนตัวเล็ก ๆ อยู่คนเดียว ทั้งหมดนี้ผมอยากจะให้เห็นตัวอย่างของปัญหา ความไม่เปึนธรรมในระบบเกษตรพันธสัญญา อันที่ ๑ ก็คือข้อมูลไม่ครบ ใช้การลงทุนที่สูง แล้วก็ลงทุนด้วยหนี้สิน เราเคยมีการสํารวจปรากฏว่าเครือข่ายเกษตรพันธสัญญาลองสํารวจ คนที่อยู่ในเครือข่ายจํานวน ๑,๕๖๗ ราย ปรากฏเขาพบว่าเครือข่ายของเขามีหนี้สินเฉลี่ย ประมาณคนละ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งอันนี้เทียบกับเกษตรกรทั่วไปจะสูงกว่าคนทั่วไป แล้วความจริงถ้าเกิดเราเปึนบางส่วนนะครับเช่นไก่ไข่ถ้าเกิดใช้ระบบโรงงานป่ด บางคนกู้มา ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาทในการทําธุรกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ มีโอกาสสูงในการขาดทุน ทั้งหมด เขาคํานวณไก่ไข่ ไก่เนื้อ สุกร ต่าง ๆ บางอันมีโอกาสครึ่งหนึ่ง บางอันเกินครึ่ง ที่ถ้าเกิดเข้า สู่ความสัมพันธ์แล้วจะขาดทุน แล้วขณะเดียวกันสุดท้ายก็สูญเสียหนี้สิน ผมจะมีตัวอย่างให้ดูในช่วงหลัง ๆ แล้วขณะเดียวกันก็ไม่เปึนไปตามที่สัญญาไว้เช่นกําหนด เรื่องของราคา เรื่องของราคาขายเวลาในการจับ ยกตัวอย่างเช่นเวลาที่ส่งลูกไก่มานี่ ตอนแรกบอกจะส่งที่ ๑๘ สัปดาห์ เวลาที่ส่งจริงเขาส่ง ๑๗ สัปดาห์ ๑๗ สัปดาห์เพราะอะไร เพราะว่า ๑ สัปดาห์ที่ไปอยู่กับเกษตรกร เกษตรกรก็เปึนคนจ่ายค่าอาหารให้กับไก่ตัวนั้น กิน ๑ สัปดาห์ ประหยัดต้นทุน ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกบอกว่าจะส่งมาที่ ๑๘ สัปดาห์

และขณะเดียวกันวันที่ครบสัญญาเสร็จแล้วถึงเวลาต้องซื้อไม่มาซื้อก็เปึนภาระให้กับ ตัวเกษตรกรต้องเลี้ยงต่อไป บางครั้งผมได้ยินมาว่าเกษตรกรที่เลี้ยงปลาถึงเวลาที่ต้องซื้อ ไม่มาซื้อ แล้วพอหลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือวันที่เขามา ๒-๓ อาทิตย์ให้หลังเขาบอกว่า ปลาที่คุณเลี้ยงมันใหญ่เกินกว่าขึ้นเหลาแล้ว มันใหญ่เกินกว่าจานเพราะฉะนั้นราคาต้องตกลงมา ทั้ง ๆ ที่เขาต้องจ่ายเงินค่าอาหารอีก ๒-๓ สัปดาห์แล้วความผิดอยู่ที่บริษัทที่ไม่มารับซื้อในเวลา ที่ตกลงกันไว้ อันนี้คือตัวอย่างให้เห็นว่ากระบวนการต่าง ๆ เปึนการดําเนินการที่ทําให้ เกิดความไม่สมดุลและการถูกเอารัดเอาเปรียบ และขณะเดียวกันบริษัทเองก็สามารถแก้ไข สัญญาต่าง ๆ เรื่องของการชั่งน้ําหนัก เรื่องของการให้อาหาร อาหารก็มีตัวอย่างเลยนะครับ สิ่งที่เราพบก็คือว่าบางครั้งเปึนช่วงที่ไก่ล้นตลาดหรือไข่ไก่ล้นตลาด ทางบริษัทเองก็ส่งอาหาร ที่ผสมสารที่ทําให้ไก่ไม่ออกไข่ เกษตรกรก็งงว่ากินเท่าเดิมทําไมไม่ออกไข่เหมือนเดิม พอเขาไปถามเพื่อน ๆ ตอนสุดท้ายสืบทราบ คุยกับบริษัทก็เลยทราบว่าบริษัทได้ผสมสารอาหาร ที่ทําให้ไก่ไม่ออกไข่โดยที่ไม่ได้แจ้งแก่เกษตรกรทราบก่อน ซึ่งหลังจากนี้ก็ยัง มีเรื่องของ สัญญาสําเร็จรูป สัญญาที่ไม่ได้อ่าน สัญญาที่บางครั้งไม่มีแม้กระทั่งอํานาจต่อรองเพราะอะไร เพราะวันแรกที่เขาเข้ามาเขาเริ่มโดยให้เอกสารอย่างนี้มา เอกสารฉบับนี้เขียนว่า โครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ประกันราคา จํานวน ๓๖,๐๐๐ ตัว ๓๖,๐๐๐ ตัวนี้ ให้มาทําไมครับ ให้มาเพื่อชักชวนว่าคุณจะรวย แล้วพอบอกว่าคุณจะรวยเสร็จเขาก็สามารถ ใช้เอกสารฉบับนี้ไปที่แบงก์แล้วบอกแบงก์ว่าได้คุยกับบริษัทเรียบร้อยแล้วเราจะ มีโครงการ อย่างนี้เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ อยู่ในโครงการนี้ไม่ใช่สัญญา สัญญาจะเซ็นก็ต่อเมื่อเกษตรกร กู้จากธนาคารพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว ๑๐ กว่าล้านบาทในกรณีนี้ หลังจากนั้นเริ่มลงโรงเรือน ไปแล้ว และถึงจุดนั้นเกษตรกรไม่น่าแปลกใจเขาก็เหมือนกับถูกมัดมือชก แล้วเขาถูกมัดมือชก เขาก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธเงื่อนไขสัญญาต่าง ๆ ที่เขียนมาให้ได้ เกษตรกรรายนี้บอกว่า ตอนแรกบอกในหนังสือโครงการว่า ๑๘ สัปดาห์ วันที่เขียนสัญญาแจ้งทีหลังว่า ๑๗ สัปดาห์ เปึนต้น อันนี้คือตัวอย่างให้เห็นว่าเกษตรกรยากที่จะต่อสู้กับบริษัทรายใหญ่ แม้กระทั่ง เรื่องของราคาที่บอก ตกลงเรื่องราคากลายเปึนราคาคงที่ตลอดระยะเวลา ๕ ป้ที่ตกลงกัน ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบต้นทุนต่าง ๆ ขึ้นไปแต่ราคาขายถูกฟ่กซ์ (Fix) ไว้ในสัญญาตั้งแต่วันแรก แต่เกษตรกรก็ไม่สามารถทําอะไรได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือความไม่เปึนธรรมที่กําลังเกิดขึ้น ผมอยากให้ดูภาพอาหารที่ส่งมาบางครั้งก็เป้ยกชื้นไม่มีคุณภาพเกษตรกรก็ต้องรับภาระไป

อันนี้คือตัววัตถุดิบต่าง ๆ ยา สารต่าง ๆ สารเคมีอันนี้เกษตรกรก็ต้องรับภาระ บางครั้ง หลาย ๆ ครั้งเพราะว่าราคาสูงกว่าท้องตลาด อันนี้ก็เปึนสิ่งที่เราพบคือเรื่องของต้นทุน มีการศึกษาหนึ่งคํานวณว่าต้นทุนทั้งหมดที่เกษตรกรจ่าย ๙๑ เปอร์เซ็นต์เปึนการจ่ายให้กับ บริษัทแม่ การจ่ายให้วัตถุดิบต่าง ๆ ทั้งหมด แล้วพอเปึนลักษณะนี้มันจะกําไรจากที่ไหน ไม่น่าแปลกใจเลยว่าพอเข้าสู่ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ถ้าไม่มีคนถ่วงดุลให้หรือวางกรอบ ที่เหมาะสม ตัวเกษตรกรตอนแรกอาจจะดูดีชักชวนเพื่อนเข้า แต่พอหลังแล้วมักจะเกิดปัญหา การจัดสรรผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมแล้วสุดท้ายก็ขาดทุนไป อันนี้อีกรูปหนึ่งคือองค์ข่ายของ เกษตรพันธสัญญาเขาส่งมาให้ อันนี้คือลูกหมูอายุ ๖ สัปดาห์ ตอนต้นดูแลปกติมากมองไม่เห็น อะไรเลย แต่ปรากฏว่าหลังจากเลี้ยงไป ๒๐ สัปดาห์ป์วยเปึนโรคมาจากพันธุกรรม แล้วอันนี้ ก็ไม่รู้จะทําอย่างไร เพราะได้ลงทุนไปหมดเรียบร้อยแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งหมู ทั้งไก่ แม้กระทั่งการเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งเวลาเลี้ยงปลาในกระชังโอกาสเสียหายเกิดขึ้นอย่างเช่น เกิดภัยพิบัติ น้ําท่วม น้ําเปึนพิษ อย่างรายการเมื่อสักครู่นี้เกษตรกรก็ต้องเปึนคนรับ ความเสี่ยงด้วยตัวเอง อันนี้ก็เปึนเรื่องที่น่ากังวลใจ ทั้งนี้ตัวของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังก็เลยตัดสินใจในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเราก็เลยเดินทางไปดู พื้นที่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เราไปที่อําเภอสันป์าตอง แล้วก็ไปที่อําเภอแม่แจ่ม แล้วก็ไปที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่อําเภอสันป์าตอง นี่คือเราไปเจอคุณลุงเราก็คุยกับเขานะครับ เขาก็บรีฟ (Brief) ให้เราฟังว่า เกษตรกรหลายคนในอําเภอนี้แต่ก่อนเคยเปึนฟาร์มตัวอย่างของบริษัท แต่ปัจจุบัน รู้หรือเปล่าครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เขาต้องขายโรงเรือนถอดเปึนเศษเหล็กเพื่อชําระหนี้ ให้กับธนาคารพาณิชย์หลังจากเคยเปึนฟาร์มตัวอย่างมา อีกที่หนึ่งที่จังหวัดสิ งห์บุรี ที่ผมเล่าให้ฟังเหมือนกันเปึนฟาร์มตัวอย่างเรื่องของไก่ไข่ ในปัจจุบันก็ต้องขายโรงเรือนทิ้ง และบางคนไม่ใช่คนที่ไม่มีความรู้นะครับ คนหนึ่งเปึนพนักงานแบงก์ปล่อยสินเชื่อให้กับ คนที่ทําเกษตรพันธสัญญาแล้วคิดว่ามันจะรวยเลยอยากจะทําบ้าง ออกจากการเปึน พนักงานแบงก์มาเปึนเกษตรกรแล้วสุดท้ายก็ขาดทุนเช่นกัน นี่เปึนเพียงแต่ตัวอย่างให้เห็นว่า ไม่ใช่ขาดความรู้ทางการเงิน แต่เขามีปัญหาจริง ๆ ในเรื่องของระบบ หลังจากนั้นเราก็ไปที่ อําเภอแม่แจ่มครับ ในภาพถัดมาเราไปฟังบรีฟจากที่อําเภอ แล้วก็อันนี้เปึนส่วนของปัญหา ในส่วนของคอนแทรกต์ ฟาร์มมิงในเรื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และตัวข้าวโพดแม่พันธุ์ ผมอยากให้เห็นครับผลกระทบนี่ส่งผลกระทบกว้างไกล อันนี้ก็เหมือนกับตอนที่เขาเอาเรื่อง ป์าชุมชนมาให้ดูครับ ก็คือส่งผลกระทบไปถึงสิ่งแวดล้อม ป์าต้นน้ํา นี่คือพอมันเริ่มเปึนฝัก เสร็จแล้ว แล้วหลังจากเก็บไ ปแล้วก็เปึนภาพถัดไปนะครับ แต่เนื่องจากว่าพื้นที่เหล่านี้ อยู่บนส่วนลาดเอียงของเขา เกษตรกรก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะหารถขึ้นมาหรือหาอะไรต่าง ๆ ไปขนย้ายซังข้าวโพดลงมา เขาทําอย่างไรทราบไหมครับ ที่เขาทําก็คือว่าเขาก็ตัดสินใจที่เผา อันนี้ก็คือปัญหาหมอกควันในภาคเหนือที่ เราพบช่วงฤดูร้อน ซึ่งปัญหานี้ไม่เฉพาะอยู่ที่ จังหวัดเชียงใหม่นะครับ กระทบภาคท่องเที่ยว กระทบสุขภาพ แต่ว่ากระจายตัวไปถึง จังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือ จังหวัดน่าน จังหวัดเชียงราย จังหวัดต่าง ๆ ในส่วนที่ ๒ นี่คือ ประสบการณ์ของเมืองไทย แต่ในส่วนที่ ๒ เราก็ไปดูประสบการณ์ของต่างประเทศครับว่า ประเทศอื่น ๆ ในเรื่องนี้มีการดําเนินการอย่างไรบ้าง เราดูใน ๒ ส่วน ก็คือระบบกฎหมาย แล้วส่วนที่ ๒ ก็คือองค์กรที่จะดูแล เราพบว่ามีทั้ง ๒ ระบบนะครับในเรื่องของกฎหมายนี่ มีทั้งออกกฎหมายโดยตรงเพื่อดูแลเกษตรพันธสัญญา แล้วก็การรับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องนี่ ออกมาดูแลเรื่องปัญหาเรื่องนี้ และขณะเดียวกันก็มีการจัดตั้งองค์กรกลางในบางประเทศ ขึ้นมาเพื่อดูแลกําหนดทิศทาง แล้วก็ออกนโยบายดําเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อยกระดับ เกษตรพันธสัญญาให้มีความสมดุลของอํานาจ อันนี้ผมขอยกตัวอย่างบางประเทศเท่านั้น ก็คืออย่างประเทศอินเดียมีบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องเกษตรพันธสัญญาในกฎหมายเขาเลย

พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตกับเกษตรกร ผู้ซื้อและผู้ดําเนินการต่าง ๆ ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีบทบัญญัติครอบคลุมถึงการซื้อขายสินค้าเกษตร รวมถึง การเพาะปลูกการผลิตในอนาคต ประเทศฝรั่งเศสเองก็มีกฎหมายบทบัญญัติที่ครอบคลุมถึง สัญญาซื้อขายทางเกษตร เช่น ข้อกําหนดสัญญา ภาระผูกพัน การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การชดเชยค่าเสียหายต่าง ๆ ประเทศสเปนมีกฎหมายเฉพาะเรื่องของเกษตรพันธสัญญา ซึ่งกําหนดในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ดําเนินการโดยกฎหมายตั้งใจจะให้เกิดความโปร่งใสในการดําเนินงาน การแข่งขัน แล้วก็กําหนดตัวอย่างของสัญญาว่าด้วยการตลาดของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อันนี้เปึน สัญญากลาง ทั้งหมดนี่นํามาถึงข้อเสนอการปฏิรูปและแนวทางการดําเนินงานของ คณะกรรมาธิการ ซึ่งอย่างที่ท่านประธานสมชัยได้กล่าวไปตั้งแต่ต้นนะครับ ระบบคอนแทรกต์ ฟาร์มมิงมีประโยชน์ครับ เกษตรกรรายย่อยอยู่ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ แต่ว่าดุลอํานาจ ไม่เท่ากัน ยักษ์กับตัวคนเล็กอยู่ด้วยกันมันยากที่จะสมบูรณ์ได้ และขณะเดียวกันภาครัฐเอง ก็ทําหน้าที่น้อยไป ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เลยนํามาถึงเปัาหมายของการปฏิรูปในประเด็นนี้ก็คือ การสร้างระบบที่เปึนธรรมต่อทุกภาคส่วนให้อยู่ได้ครับ เหมือนสามีภรรยาเขาจะตบตีกัน เราก็วางกรอบให้เขาอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน แล้วก็อยู่เปึนครอบครัวที่เหมาะสมได้เพื่อให้เปึน กําลังของชุมชนแล้วก็ของครอบครัวต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะนําไปสู่เรื่องของการแก้ไขกฎหมาย ปัจจุบันให้มีความครอบคลุมถึงเกษตรพันธสัญญา การออกกฎหมายเฉพาะเพื่อรองรับ เกษตรพันธสัญญา การจัดทําข้อตกลงมาตรฐานขั้นต่ําในร่างกฎหมาย การหาตัวอย่างของ สัญญากลาง แล้วก็เรื่องของการจัดทําระบบฐานข้อมูลแล้วการเป่ดเผยข้อมูล ซึ่งทั้งหมดนี้ จะนําไปถึงเรื่องของระบบที่เปึนธรรมถ่วงดุลแล้ วก็มีความโปร่งใส ระหว่างการศึกษา เราได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรต่าง ๆ มาหารือในประเด็นปัญหาทางออก

ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงยุติธรรม สภาเกษตรกร เครือข่ายเกษตร พันธสัญญา นักวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เราไปพบเขาก็มีการศึกษาเยอะแยะเลยครับ เรื่องนี้ เครือข่ายผู้บริโภค คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเราพบว่าตัวของเขามีการทํากฎหมายขึ้นแล้ว ๒-๓ ฉบับในทํานองนี้ คือมีความพยายาม ของภาคเอกชนแล้วก็ประชาชนอยู่แล้วที่อยากจะทําเรื่องนี้ ก็คือมีร่าง พ.ร.บ. สัญญา การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมทางการเกษตร พ.ศ. .... ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบ เกษตรพันธสัญญาที่เปึนธรรม พ.ศ. .... ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่เปึนธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อันนี้เปึนร่างของกระทรวงยุติธรรมครับ ซึ่งทั้งหมดนี้หลังจากเราหารือเราก็สรุป สังเคราะห์แนวทาง ข้อเสนอแนะของทุกคน แล้วเราได้คําตอบว่าเราจะมีการยกร่าง พ.ร.บ. ๒ ฉบับเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งจะได้นําเสนอในวันนี้ก็คือร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบ เกษตรพันธสัญญาที่เปึนธรรม พ.ศ. .... แล้วก็การปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญา ที่ไม่เปึนธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ ให้เปึนฉบับที่แก้ไขของกระทรวงยุติธรรมซึ่ งมีเนื้อหาสาระ ให้ครอบคลุมไปถึงเรื่องของเกษตรพันธสัญญาที่ผมจะได้กล่าวต่อไป ทั้งหมดนี้ทําไมต้องเลือก ๒ ทางนี้ครับ เพราะเพื่อให้มันสอดรับกับปัญหาของเกษตรพันธสัญญาซึ่งมีอยู่ ๒ ส่วน เกษตรพันธสัญญาก็มีส่วนแรกคือเกษตร ส่วนที่ ๒ คือสัญญา โดยในโครงสร้างกฎหมาย ในส่วนเรื่องของการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเปึนคนดูแลเรื่องของการพัฒนา ส่งเสริมระบบเกษตรพันธสัญญาตาม พ.ร.บ. ฉบับแรก แล้วตัวของสัญญาจะดูแล โดยกระทรวงยุติธรรม โดยดูแลถึงความเปึนธรรมของสัญญาตามกฎหมายที่ปรับปรุงแก้ไข ฉบับที่ ๒ อันนี้ก็จะเปึนแนวทางที่เอา ๒ อย่างมาประกอบรวมกันให้เกิดระบบที่เปึนธรรม มากขึ้นในเรื่องของเกษตรพันธสัญญา ผมไปทีละฉบับนะครับ ฉบับที่ ๑ องค์ประกอบของ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เปึนธรรม พ.ศ. .... อันนี้มีทั้งหมด ๒๕ มาตรา ๕ หมวด หมวด ๑ จะเปึนเรื่องของคณะกรรมการ หมวด ๒ เปึนข้อสัญญา ที่ไม่เปึนธรรม หมวด ๓ การเป่ดเผยข้อมูล หมวด ๔ เรื่องของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หมวด ๕ เปึนเรื่องของบทกําหนดโทษ ซึ่งทั้งหมดนี้จะสร้างความเปึนธรรม สร้างการถ่วงดุล แล้วก็สร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น ผมจะค่อย ๆ อธิบายไปทีละหมวดนะครับ หมวด ๑ ก็คือ การจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เปึนธรรม อันนี้เปึน คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาโดยที่มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ใน พ.ร.บ. เขียนไว้ว่า

ประธานคือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเปึนประธาน ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ทางกระทรวงยุติธรรมแนะนําว่าให้เขียนลักษณะนี้เพื่อว่าจะได้มีอํานาจ ของท่านนายกรัฐมนตรีตามความมอบหมาย แต่ว่าคนดูแลจริง ๆ คือกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และมีกรรมการจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเปึนหน่วยงานภาครัฐ ธนาคาร ธ.ก.ส. สมาคมธนาคารไทย ทนายความต่าง ๆ แล้วก็มีตัวแทนของเกษตรกร ๓ คน เพื่อมาเปึนผู้ที่ให้ข้อคิดเห็นว่าเกษตรกรมีปัญหาอะไรบ้าง และขณะเดียวกันเพื่อให้เกิด ความสมดุลก็มีผู้แทนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร จํานวน ๓ คน แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ อีก ๔ คน ด้านเกษตร พาณิชย์ เศรษฐศาสตร์ และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ส่วนเลขานุการ ของคณะกรรมการชุดนี้ก็คือเลขาธิการสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปึนกรรมการ และเลขานุการ อันนี้เราได้คุยกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เบื้องต้นเรียบร้อยแล้วครับว่า ถ้าเกิดเปึนลักษณะนี้แบ่งเรื่องของสัญญาออกไปกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับได้ ซึ่งภายใต้ ของคณะกรรมการชุดนี้ก็จะมีบทบาทหน้าที่ในมาตรา ๙ เมื่อกี้มาตรา ๘ มาตรา ๙ จะพูดถึงบทบาท ๒ ด้าน ก็คือบทบาทด้านการพัฒนา และอีกบทบาทด้านหนึ่งก็คือ บทบาทด้านกํากับดูแลการพัฒนาคณะกรรมการชุดนี้เปึนคนกําหนดยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทเสนอต่อ ครม. ทุก ๕ ป้ หลังจากนั้นเพื่อให้เกิดบูรณาการคณะกรรมการชุดนี้ ก็เปึนคนขับเคลื่อนเพื่อให้เกิด การดําเนินการตามกระบวนการที่กําหนดไว้ตามกฎหมาย และขณะเดียวกันก็มีความรับผิดชอบครับ เพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรแล้วก็บุคลากร ในหน่วยงานของภาครัฐและภาคที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหลาย ๆ ครั้งเกษตรกรเล่าให้ฟังว่า บางครั้งต้องจัดคอร์ส (Course) ต่าง ๆ ให้รวมไปถึงบุคลากรด้านความยุติธรรมด้วย เพราะว่าพอสุดท้ายคนตัดสินเรื่องของสัญญาที่ไม่เปึนธรรมก็คือบุคลากรในภาคตุลาการ อันนี้ก็จะต้องมีการยกระดับแล้วก็ให้ความรู้คนต่าง ๆ เรื่องของเกษตรพันธสัญญา เรื่องของ กํากับดูแลมีความสําคัญเท่ากันเพราะจะเปึนการถ่วงดุล คณะกรรมการชุดนี้ก็จะเปึน ผู้กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการจดแจ้งผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร คนที่จะทําคอนแทรกต์ ฟาร์มมิงสามารถมาจดแจ้งได้ที่คณะกรรมการชุดนี้ กระบวนการ การเป่ดเผยข้อมูลให้เกิดความโปร่งใส

การกําหนดเรื่องของสารสนเทศในการโฆษณา ตลอดจนกําหนดเรื่องสัญญาข้อตกลง มาตรฐานอย่างในกรณีของประเทศสเปน เรื่องของการรับเรื่องร้องเรียนและไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทในระบบเกษตรพันธสัญญานี่คือคณะกรรมการชุดนี้ แล้วก็คนที่เปึนเลขานุการ ก็คือสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรครับ ในมาตรา ๑๑ บอกว่าสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะทําหน้าที่สนับสนุนโดย ที่ว่าสํานักงานก็จะไปตั้ งหน่วยงานย่อย ๆ ไม่ได้ตั้งองค์ก รใหม่ เปึนการแบ่งงานในองค์กรเก่าที่เขามีซึ่งอันนี้ก็จะเปึนหน่วยงานที่ทําหน้าที่ส่งเสริมระบบ เกษตรพันธสัญญาที่เปึนธรรม ในจุดนี้ประชาชนเราไปถามแล้วเขาบอกว่าเขาจะดีใจอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบันเวลาเขามีปัญหาเรื่องเกษตรพันธสัญญาเขาไม่รู้จะวิ่งไปที่ไหนครับ เขาไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงยุติธรรม บางครั้งเขาไปแม้กระทั่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เขาไม่มีที่ไป แต่การที่ตั้งหน่วยงาน ให้ชัดเจนขึ้นมาเขาบอกว่ามันจะเปึนที่เขารู้ว่าถ้ามีปัญหาเดินมาที่ตรงนี้ แล้วก็เปึน ผู้ที่รับเรื่องร้องเรียนไกล่เกลี่ยข้อพิ พาทร่วมกับทางกระทรวงยุติธรรมโดยเปึนผู้รับมา แล้วกระทรวงยุติธรรมเปึนผู้ดําเนินการ แล้วก็เปึนผู้จัดทําฐานข้อมูล แล้วก็ศึกษาวิจัย หรือสนับสนุนการศึกษาวิจัยเรื่องเกษตรพันธสัญญา โครงสร้างการทํางานก็จะเปึนในภาพถัดมา มีคณะกรรมการอยู่ด้านบน สํานักงานก็คือสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรโดยมีหน่วยงานย่อย ไม่ใช่หน่วยงานใหม่ครับ แล้วก็ใช้กลไกระดับจังหวัดไม่ว่าจะเปึนเกษตรจังหวัด เกษตรอําเภอ สัตวบาลต่าง ๆ รวมถึงมีกลไกเรื่องสัญญากลางที่คณะกรรมการจะไปคิดขึ้นมา แล้วตรงนี้ ก็จะเปึนคนที่อยู่ตรงกลางถ่วงดุลระหว่างภาคเกษตรแล้วก็กลุ่มเกษตรก รหรือเกษตรกร ในส่วนที่ ๒ เรามีการพูดถึงข้อสัญญาที่ไม่เปึนธรรม ซึ่งข้อสัญญาที่ไม่เปึนธรรมนี้ มีการกําหนดไว้ในมาตรา ๑๓ ว่าข้อสัญญาเหล่านี้จะไม่เปึนการตัดสิทธิของผู้เสียหายจาก ข้อสัญญาไม่เปึนธรรมตามกฎหมาย ข้อสัญญาที่ไม่เปึนธรรมของกระทรวงยุติธรรม ที่ผมจะพูดถึง ต่อไปอันนี้เขามีอยู่ ๙ ข้อแล้ว ผมอ่านให้ฟังคร่าว ๆ พอเราไปใส่คําว่า เกษตรพันธสัญญาในกฎหมายฉบับนั้นข้อความต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะครอบคลุมถึงข้อตกลง ของเกษตรพันธสัญญา ยกตัวอย่างเช่นข้อตกลงยกเว้นหรือการจํากัดการรับผิดจากสัญญา อันนี้ไม่สามารถทําได้ ข้อตกลงให้รับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกําหนด ข้อตกลง ที่สัญญาสิ้นสุดโดยไม่มีเหตุอันควรหรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยอีกฝ์ายมิได้ผิดสัญญา ในข้อสาระสําคัญ อันนี้ก็เกิดการกระทําเปึนครั้งคราวที่บางครั้งเลือกที่จะไม่ส่งแม่พันธุ์

พ่อพันธุ์รอบใหม่มาให้ เพราะว่าเกษตรกรมีปากเสียงเปึนต้น ข้อตกลงที่ให้สิทธิที่ไม่ปฏิบัติตาม สัญญาข้อใดข้อหนึ่งหรือปฏิบัติตามสัญญาในระยะเวลาที่ช้าได้โดยไม่มีเหตุอันควร หรือข้อตกลงที่ให้สิทธิคู่สัญญาฝ์ายหนึ่งเรียกร้องหรือกําหนดให้อีกฝ์ายหนึ่งต้องรับภาระ เพิ่มขึ้นมากกว่าภาระที่อ ยู่ในเวลาทําสัญญา อันนี้ก็จะเปึนกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่เราจะอาศัยการเพิ่มคําว่าเกษตรพันธสัญญาลงไปในกฎหมายฉบับนั้นเพื่อให้ข้อความเหล่านี้ กลับมาสร้างความเปึนธรรมให้กับสัญญาในเกษตรพันธสัญญา ในมาตรา ๑๔ เปึนมาตรา ที่เสริมขึ้นมาเนื่องจากกฎหมายที่อย่างข้อสัญญาไม่เปึนธรรมนี้อย่างที่ท่านประธานพูดไปว่าเปึน กฎหมายโดยรวมสัญญาทุกประเภท ในกฎหมายฉบับนี้ก็จะพูดถึงสัญญาที่ไม่เปึนธรรม เฉพาะเรื่องของเกษตรพันธสัญญา อันนี้ก็จะเขียนไว้ว่าห้ามไม่ให้บุคคลใดทําสัญญาในระบบ เกษตรพันธสัญญาอันเปึนข้อสัญญาที่ไม่เปึนธรรม รวมถึงเลือกปฏิบัติหรือใช้สิทธิตามกฎหมาย โดยไม่สุจริตหรือไม่เปึนธรรม รวมถึงห้าม ห้ามอะไรบ้าง ห้ามส่งมอบพันธุ์ วัสดุอุปกรณ์ อาหาร ยา หรือปัจจัยการผลิตที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ได้มาตรฐาน อันนี้อย่างที่บอกตกลงไว้ ๑๘ สัปดาห์ ส่ง ๑๗ สัปดาห์ อันนี้ถือว่าไม่ได้มาตรฐาน ส่งอาหารมาให้แต่อาหารไม่มีคุณภาพ อาหารตามที่บอกไว้แต่ต้นอันนี้ก็ไม่ได้ หรือบังคับให้เกษตรกรรับหรือกระทําการใด ๆ ที่ไม่เปึนไปตามที่กําหนดไว้ในสัญญา อันนี้ก็เกิดขึ้นเปึนประจําก็คือว่าพอถึงเวลาเกิดปัญหา เสร็จแล้วก็บอกว่าอันนี้กรุณารอก่อนเดี๋ยวค่อยมาเก็บตามทีหลังใช่ไหมครับ หรือแสดงข้อความ อันเปึนเท็จปกป่ดความจริงที่ต้องบอกหรือซ่อนเร้นข้อมูลอันจําเปึนเกี่ยวเนื่องกับข้อสัญญา ข้อที่ ๓ คือข้อที่ได้เล่าไปแล้ว ส่งมอบสัญญาหลังจากเกษตรกรได้ก่อภาระผูกพัน หรือเริ่มลงทุนแล้วกระทําข้อตกลงหรือพฤติกรรมที่ไม่เปึนธรรมอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการ ประกาศกําหนดการส่งมอบสัญญา เชื่อไหมครับหลายครั้งเขาจะให้เซ็นหลังจากเกษตรกรไปกู้ แล้วพอไปกู้เสร็จแล้วเกษตรกรได้เซ็น พอเซ็นแล้วก็บอกว่าเขาต้องส่งกลับส่วนกลาง เพื่อให้ส่วนกลางเซ็นเปึนคู่สัญญา

หลังจากนั้นไม่คืนครับ เกษตรกรก็ไม่ได้เห็นสัญญาเหล่านี้ทําให้เกิดปัญหาเรื่องของว่า เวลาที่เกิดปัญหาเกิดขึ้นก็ไม่มีตัวสัญญาที่จะไปฟัองร้องหรือจะไปเรียกร้องอะไรต่า ง ๆ สัญญาอยู่ในมือของบริษัทแต่เพียงฝ์ายเดียว ซึ่งในมาตรา ๑๔ ในช่วงต่อไปบริษัทบางแห่ง ที่ทําลักษณะนี้ก็จะไม่สามารถทําได้อีกต่อไป สัญญาต่าง ๆ ต้องเซ็นก่อนเข้าสู่กระบวนการ ทําสัญญา ก่อนกระบวนการกู้ยืม และขณะเดียวกันก็จะต้องอยู่ในมือของตั วเกษตรกรด้วย และในข้อนี้น ะครับก็จะเขียนบอกว่าข้อสัญญาหรือพฤติกรรมใดที่ฝ์าฝ๋นบทบัญญัตินี้ หรือมิให้นําบทบัญญัตินี้ไปใช้บังคับไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้ถือว่าข้อสัญญาส่วนนั้น เปึนโมฆะ อันนี้มีความสําคัญเพราะว่าถ้าบริษัทเขียนเอาเปรียบสัญญาที่เซ็นไปนี่ อาจจะเปึน โมฆะก็ได้ แล้วพอสัญญาเปึน โมฆะนี่ตัวของธนาคารซึ่งจะต้องเปึนคนปล่อยสินเชื่อ จะมีความระมัดระวังเปึนพิเศษ แล้วก็จะเปึนคนดูแล แล้วก็ให้ข้อมูลกับตัวเกษตรกรว่า สัญญาอันนี้มีปัญหาอย่าเพิ่งเซ็น อันนี้ก็คือความตั้งใจที่เราอยากจะทํา และขณะเดียวกัน มีอีกอันหนึ่งที่เกิดขึ้นเปึนประจําอย่างที่ผมบอ กก็คือว่าในกระบวนการที่ใช้เอกสารโครงการ ในลักษณะนี้มานี่หลายครั้งครับคนที่ไปชักชวนเปึนการชักจูงโดยวาจาด้วยปาก แล้วก็ ขณะเดียวกันก็สัญญาว่าจะให้โน่นให้นี่ แต่พอถึงเวลาจริง ๆ แล้วไม่ได้เปึนไปตามสัญญา หรือแม้หลายครั้งที่เราพบมาก็คือว่าระหว่างที่มีข้อพิพาทมีการ สัญญาว่าขอให้เซ็น ๆ ยอมรับกันไปก่อนแล้วตอนหลังจะคลี่คลายปัญหาที่ฟัองร้องกันอยู่ส่วนที่เหลือไปให้ สุดท้ายก็ไม่ได้ทํา ซึ่งทั้งหมดนี้เราก็อาศัยมาตรา ๑๕ ซึ่งเปึนมาตราที่คัดลอกมาจาก พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๑ ครับ ซึ่งอันนี้บอกว่าประกาศ โฆษณาคํารับรองต่าง ๆ ที่กระทําเพื่อให้เข้าใจระหว่างทําสัญญาว่าตกลงจะมอบให้ หรือจัดให้อย่างใดอย่างหนึ่งเปึนการตอบแทนของการทําสัญญานะครับ ซึ่งถ้าเกิดสามารถ สืบพยานบุคคลหรือหลักฐานพยานเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวได้ แม้ว่าสัญญาดังกล่าว กฎหมายกําหนดว่าต้องเปึนหนังสือหรือ มีหลักฐานเปึนหนังสือ แต่ไม่ปรากฏข้อตกลง ในหนังสือขึ้นก็ตาม คือสัญญาด้วยปากนี่ถ้าเกิดสามารถสืบพยานได้ก็สามารถที่จะใช้เปึน หลักฐานได้ หรือแม้กระทั่งปรากฏอยู่ในโครงการหนังสือชี้ชวนแต่ว่าไม่อยู่ในตัวสัญญาที่เซ็น ก็สามารถใช้เปึนหลักฐานได้เช่นกัน อันนี้ก็จะทําให้กระบวนการที่ไปชักชวนโดยการโฆษณา เกินจริงจบลงไป ในหมวด ๓ อันนี้ก็จะเปึนหมวดของการเป่ดเผยข้อมูล อันนี้ก็จะสร้าง ความโปร่งใสขึ้นในระบบ ซึ่งในระบบที่เราตั้งใจนะครับ มาตรา ๑๖ จะขอให้ผู้ประกอบธุรกิจ

ทางการเกษตรจดแจ้งต่อพนัก งานเจ้าหน้าที่ในกรณีดังต่อไปนี้ครับ อันนี้ไม่ใช่ว่าระบบ รีจิสเตรชัน (Registration) นะครับ ไม่ได้บังคับ แต่ใช้ระบบจดแจ้งก็คือว่าให้เขาสามารถ ที่จะมาแจ้งได้ว่า อันที่ ๑ เขามีความประสงค์ที่จะดําเนินธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญา เพื่ออะไรครับ เพื่อว่าเราจะได้รู้อย่างไรครับว่าเขามีตัวตน เกษตรกรที่อยากจะไปทําสัญญา กับคนเหล่านี้สามารถเช็กได้กับตัวของหน่วยงานกลางของเราหรือองค์กรกลางของเขาว่า คนนี้ได้มาแสดงตัวตนหรือเปล่า คนที่ต้องการจะหลอกลวงหลายครั้งจะไม่เข้าไปจดแจ้ง อันนี้ก็จะแยกคนระหว่างที่จดแจ้งกับไม่จดแจ้งออกจากกัน อันที่ ๒ ก็คือสัญญาในระบบ เกษตรพันธสัญญาเมื่อมีสัญญาแล้วนะครับ หลายบริษัทบอกเปึนความลับทางธุรกิจ ไม่ยอมแจก แต่ว่าในระบบที่เราจะทําขึ้นมานี่บริษัทสามารถส่งสัญญามาให้กับ ตัวคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบได้ คณะกรรมการก็จะส่งไปที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อดําเนินการตรวจว่าสัญญาดังกล่าวเปึนไปตามเงื่อนไขสัญญา มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ ที่พูดไปแล้วหรือเปล่า มีความเปึนธรรมหรือไม่ ซึ่งถ้าเกิดตรวจแล้วก็สามารถที่จะบอก กลับไปทางผู้ประกอบธุรกิจว่าสัญญาดังกล่าวนั้นสามารถเขียนภายใต้สัญญาว่า กระทรวงยุติธรรมหรือคณะกรรมการได้รับการจดแจ้งสัญญานี้แล้ วก็เช็กเรียบร้อยแล้วว่า ต้องตรงตามข้อสัญญาที่เปึนธรรมนะครับ อันนี้ก็จะเปึนสิ่งที่ให้เกิดเปึนทําสัญลักษณ์ก็ได้ อันนี้คือเปึนกระบวนการเดียวกับการทํากรมธรรม์ประกันต่าง ๆ คือจะมีหน่วยงานกลาง เปึนคนเช็กให้ ประชาชนซึ่งอ่านกฎหมายไม่เปึนก็จะรู้ว่ามีกรรมการคนหนึ่งเช็ก แล้วใช้ระบบ จดแจ้งก็คือว่าถ้าเกิดใครอยากที่จะให้ประชาชนเชื่อก็ส่งมาแล้วกรรมการก็จะเปึนคนดูให้ แล้วพอดูให้เสร็จก็สามารถไปเขียนใต้สัญญาได้นะครับ อันนี้ก็มีความตั้งใจให้เกิดขึ้น แล้วระบบนี้ก็มีระบบการเป่ดเผยข้อมูลผ่านระบบสื่ออิ เล็กทรอนิกส์ให้สาธารณชนทราบ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของคนเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา เรื่องสัญญา เรื่องของข้อมูล ของเกษตรกรที่เปึนคู่สัญญา การเป่ดเผยข้อมูลครับ

ในส่วนนี้ก็มีมาตรา ๑๗ อันนี้เปึนมาตราที่สอดรับกับเรื่องของการฟัองร้องแล้วก็การไกล่เกลี่ย เรากําหนดไว้ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่าบริษัทที่มีกรณีเกิดขึ้นกับตัวเกษตรกรหลายกรณี ทางคณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่ในการจัดทําและเป่ดเผยบัญชีรายชื่อของผู้ฝ์าฝ๋นดังกล่าว เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เก ษตรกรรู้ครับว่าบริษัทนี้ไปทํามาในหลากหลายพื้นที่จังหวัด แล้วก็ทําให้เกิดกรณีต่าง ๆ เหล่านี้และได้รับการฟัองร้อง เขาจะได้รู้ครับว่าคนที่เขาจะ เข้าไปทําพันธสัญญาด้วยเปึนคนที่มีพฤติกรรมที่น่ากังวลใจหรือเปล่า แล้วตัวของแบงก์เอง ก็จะช่วยเช็กด้วย ซึ่งผมคิดว่ามันจะ เปึนสิ่งที่ทําให้เกิดการปรับดุลอํานาจ นี่คือภาพที่เรา ตั้งใจให้เกิดครับ รูปด้านขวามือคือรูปเดิม ๓ รุม ๑ รูปใหม่จะเปลี่ยนไปโดยที่การจดแจ้ง ข้อกําหนดสัญญาที่ไม่เปึนธรรม การเป่ดเผยข้อมูล การร้องเรียน แล้วก็การเป่ดเผยว่า ใครมีปัญหาต่าง ๆ จะปรับสมดุลของอํานาจโดยรัฐ จากที่ยืนอยู่ข้างบริษัทก็จะเปึน คนที่ถ่วงดุล เปึนคนสร้างความโปร่งใส สร้างตัวของการตรวจสอบว่าสัญญาที่จะเซ็นกัน มีความเปึนธรรมตามกฎหมายหรือไม่ และขณะเดียวกันตัวแบงก์เองแต่ก่อนก็คือ อยากจะปล่อยสินเชื่อท่าเดียว คราวนี้แบงก์รู้แล้วว่าถ้าสัญญาไม่เปึนธรรมอาจจะโมฆ ะได้ และการเปึนโมฆะสินเชื่ออาจจะเปึนเอ็นพีแอล (NPL) ได้ เพราะฉะนั้นเขาจะกังวลใจแต่ต้น เพราะฉะนั้นแบงก์เองก็จะเปึนอีกคนหนึ่งที่ข้ามเข้ามาอยู่เปึนคนที่ช่วยดูแลความสัมพันธ์ ระหว่างเอกชนแล้วก็เกษตรกร ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะทําให้เกิดความสมดุลกับกระบวนการ เกษตรพันธสัญญา แล้วก็ขณะเดียวกันเกษตรกรก็สามารถที่จะรวมกลุ่มเองได้โดยที่ทํา สหกรณ์ก็ได้ แต่นี่เราอยู่นอกเหนือจากกฎหมายฉบับนี้นะครับ ซึ่งเราก็พบว่าในหลายจังหวัด มีการรวมกลุ่มของเกษตรกร แทนที่จะทําเปึนรายย่อยเข้าไปทําพันธสัญญากับเอกชน ๑ ต่อ ๑ ลักษณะนี้เขาจะรวมกลุ่มก่อนแล้วก็ทําพันธสัญญาเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่นสหกรณ์กล้วยหอม ที่จังหวัดเพชรบุรีเปึนต้น อันนี้ส่งไปที่ประเทศญี่ปุ์น หมวด ๔ การคุ้มครองคู่สัญญาระหว่าง ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อันนี้ก็เปึนปัญหาที่เกิดขึ้นหลายครั้ง สิ่งที่เราพบก็คือว่าเมื่อเริ่ม ทะเลาะกัน มีข้อพิพาทกันจะเกิดพฤติกรรมบางอย่างเกิดขึ้น เช่น หยุดส่งวัตถุดิบให้ ตัดน้ํา ตัดไฟฟัา ซึ่งทั้งหมดนี้ทําให้เกิดความเสียหายต่อเกษตรกร ซึ่งในมาตรา ๑๘ จะกําหนดไว้ว่า ถ้าเกิดกรณีพิพาทเกิดขึ้นระหว่างที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการตั้งขึ้นมาและกรอบเวลานี่ไม่สามารถทําพฤติกรรมเหล่านั้นได้ แล้วก็ต้องให้ ผ่านกระบวนการเหล่านั้นไปก่อนรวมถึงขั้นตอนเวลา อย่างขั้นตอนเวลาจะขึ้นอยู่กับ

แต่ละสินค้าบางตัว เช่นไก่เนื้อกรอบเวลาคือ ๔๐ วัน เพราะว่าวงจร ๑ รอบคือ ๔๐ วัน หมายความว่าต้องให้ผ่านกระบวนการนั้นไปก่อนถึงจะสามารถเลิกแล้วต่อกันได้ ระหว่างทาง ที่ยังเลี้ยงอยู่ไม่สามารถจะไปตัดน้ํา ตัดไฟฟัา หรือว่าเกษตรกรก็ไม่สามารถแกล้งคู่สัญญาได้ อันนี้ก็คือสิ่งที่ตั้งใจไว้ และขณะเดียวกันในมาตรา ๑๙ ก็ได้พูดถึงเรื่องของกระบวนการ ของการไม่ให้กระทําการต่า ง ๆ ในระหว่างที่มีข้อพิพาท ก็คือ การชะลอ ระงับ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจนให้อีกฝ์ายหนึ่งได้รับความเสียหาย ยกเว้นว่าอีกฝ์ายหนึ่ง ไม่รับเอง กระทําการใด ๆ เปึนความเสียหายต่อคู่สัญญาไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเช่น การหยุดนําส่งปัจ จัยการผลิตอย่างที่ผมเรียนไปแล้ วเปึนต้น ตกลง เพิ่มเติม หรือแก้ไข ให้คู่สัญญาอีกฝ์ายรับความเสี่ยง รับภาระ หรือมีหน้าที่เพิ่มเติมแต่เพียงลําพัง โดยที่ไม่มีค่าตอบแทน ที่เท่าเทียมกัน ทางเศรษฐกิจ โดยข้อตกลงเพิ่มเติมนั้นถือว่า บังคับใช้ไม่ได้และไม่มีผลผูกพัน อันนี้ก็จะเปึนสิ่งที่ตั้งใจที่จะทําขึ้ นมาเพื่อปกปัอง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง ๒ ฝ์ายขณะที่สินค้านั้นยังไม่จบลง แล้วก็เพื่อว่าสินค้านั้น พอจบลงแล้วส่วนจะเลิกราต่อกันนี่อันนั้นสามารถทําต่อไปได้ สุดท้ายหมวด ๕ จะเปึนหมวดเรื่องของการกําหนดโทษ ซึ่งมาตรา ๒๐ ก็คือคนที่ฝ์าฝ๋นคําสั่งคณะกรรมการ มีโทษปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ปรับอีกวันละไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท แต่ว่ามาตรา ๒๑ พูดถึงเรื่องของการใช้เครื่องหมายสัญลักษณ์หรือข้อความว่าได้รับการจดแจ้งแล้ว และได้ทํารองรับจากทางการเรียบร้อยแล้วโดยไม่ชอบจะมีโทษจําคุก ๓ ป้ฐานหลอกลวง และขณะเดียวกันก็มีการปรับไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทหรือทั้งจําทั้งปรับและมาตรา ๒๒ ก็คือถ้าเกิดมีการกระทําความผิดเปึนนิติบุคคลหรือเปึนการสั่งการ คนที่สั่งการเอง ก็ต้องรับความผิดด้วย ในบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ. ฉบับนี้

เนื่องจากการออก พ.ร.บ. จะใช้เวลานาน อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกป้กว่า ๆ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในเอกสารแนบของร่างรายงานก็ได้มีตัวอย่างร่างระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ที่เปึนธรรม ซึ่งมีข้อความคล้ายคลึงกับร่าง พ.ร.บ. ผมก็เลยไม่ขอนําเสนอในที่นี้ อันนี้ก็จะใช้ คณะกรรมการชุดนี้ดําเนินการไปก่อน จนกระทั่ง พ.ร.บ. ประกาศใช้ ร่าง พ.ร.บ. ที่ว่าด้วย ข้อสัญญาที่ไม่เปึนธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีทั้งหมด ๕ มาตรา อันนี้เปึนการเพิ่มคําว่า เกษตรพันธสัญญาเข้าไปสู่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถ้าเกิดท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเป่ดไปหน้าท้าย ๆ ของตัวเอกสารเพาเวอร์พอยต์จะเห็นเอกสารประกอบอีกฉบับหนึ่งก็คือเอกสาร พ.ร.บ. สัญญาที่ไม่เปึนธรรม อันนี้คือฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ เราตั้งใจจะแก้ไขมาตรา ๓ มาตรา ๔ และเพิ่มเติมอีก ๑ มาตรา มีทั้งหมด ๓ มาตราเท่านั้น มาตรา ๓ จะเปึนการเพิ่มเติมพูดถึง เรื่องของเกษตรพันธสัญญา จากเดิมที่พูดเฉพาะเรื่องของผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจการค้า และวิชาชีพ อันนี้คือกฎหมายเดิม กฎหมายฉบับใหม่จะมีคําว่าตัวของเกษตรพันธสัญญา ผู้ผลิตหรือผู้รับจ้างผลิต แล้วก็ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร อันนี้ก็จะเปึนคํานิยามเพื่อให้ กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมไปถึงเรื่องของคนจ้าง แล้วก็ผู้รับจ้าง แล้วก็ตัวของกระบวนการ ต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ก็จะมีคํานิยามต่าง ๆ ตามที่ปรากฏ อันนี้ก็เปึนคํานิยามที่ใกล้เคียงกับ ตัว พ.ร.บ. เรื่องของเกษตรพันธสัญญา อันนี้ก็จะมีทั้ง ๓ อย่างก็คือตัวเกษตรพันธสัญญาว่า คืออะไร ผู้ผลิต ผู้รับจ้างคืออะไร ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรคืออะไร อันนี้รวมไปถึง คนที่เปึนตัวแทนเช่นเดียวกันหรือนอมินี (Nominee) ต่าง ๆ หรือพรอกซี (Proxy) ขณะเดียวกันในมาตรา ๔ จะมีการเพิ่มเติมประเด็น ถ้าเกิดท่านสมาชิกดูในตัวร่างของ สัญญาที่ไม่เปึนธรรม ป้ ๒๕๔๐ เทียบกับตัวของ พ.ร.บ. ที่เราร่างขึ้นมาจะพบว่า ข้อความ ๑ ถึง ๙ เปึนข้อความเดิม ทางเราเพิ่มหลัก ๆ ก็คือเพิ่มคําว่าผู้ผลิตหรือผู้รับจ้างผลิต กับผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญาลงไปด้วย เพื่อให้มาตรา ๔ ครอบคลุมไปถึงเกษตรพันธสัญญา แล้วพอท้ายที่สุดในเรื่องนี้ตัวของมาตรา ๑๑/๑ อันนี้ เปึนการเพิ่มเติมเพื่อให้อํานาจกับกระทรวงยุติธรรม เราได้คุยหารือกับเจ้าหน้าที่ กระทรวงยุติธรรมเขาอยากขอให้เราเพิ่มข้อนี้เข้าไป เขาบอกว่าในกรณีที่เกิดข้อพิพาท ในเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เปึนธรรมให้กระทรวงยุติธรรมมีอํานาจรับพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ จากผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทําของผู้ประกอบธุรกิจการค้า

ผู้ประกอบธุรกิจการเกษตร รวมถึงการไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมข้อพิพำทเกี่ยวกับ การละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ผู้ผลิต รับจ้างผลิตก่อนมีการฟัองร้องต่อศาล ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา และขณะเดียวกันเพื่อประโยชน์ กระทรวงยุติธรรมอาจจะแต่งตั้งพนักงานอัยการเพื่อทําหน้าที่ดําเนินคดี อันนี้คือเพื่อช่วย เกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีทุนทรัพย์ในการที่จะฟัองร้อง ทั้งหมดนี้หลังจากตั้ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขึ้นมาทั้ง ๒ ฉบับ เราได้เชิญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงยุติธรรม บริษัท คือบริษัทขนาดใหญ่ ตัวของเกษตรกรพันธสัญญาเข้ามาดูร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับแล้ว ทั้ง ๒ ฝ์ายเห็นตรงกันว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปึนประโยชน์อย่างยิ่งสําหรับเขา แล้วก็เกษตรกร เขาบอกว่าจะเปึนซิงเกิล สตอป เซอร์วิส (Single stop service) ของเขาที่จะช่วยเปลี่ยน กระบวนการการดําเนินอาชีพของเขา และขณะเดียวกันก็จะเปึนกระบวนการที่ทําให้เกิด ข้อมูล ฐานข้อมูล แล้วก็การขับเคลื่อนเรื่องของเกษตร พันธสัญญา ซึ่งทั้งหมดนี้ผมคิดว่า เปึนโอกาสของภาคเกษตรไทยและของคนไทยที่จะสร้างสมดุล ตอบโจทย์เช่นเดียวกับที่เรา ได้เคยทํามาแล้วกับอุตสาหกรรมอ้อย และน้ําตาล แล้วก็จะเปึนประโยชน์กับประชาชน ๔๐๐,๐๐๐ รายที่อยู่ในเกษตรพันธสัญญา แล้วก็ภาคเกษตรอีก ๒๔ ล้านคน ซึ่งอันนี้ก็จะเปึน คานงัดที่สําคัญที่จะยกระดับชีวิตของประชาชนในฐานรากของประเทศไทย ขอบคุณครับ