สุทัศน เสนอรายงานยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเพื่อพัฒนาไทยสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๔ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘

นายสุทัศน เศรษฐบุญสร่างเสนอรายงานยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเพื่อพัฒนาไทยสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2575 โดยเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก นายสุทัศน เศรษฐบุญสร้างเสนอแนวทางพัฒนาประเทศแบบองค์รวม ผ่านการจัดตั้งสถาบันยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อระดมสมองระหว่างภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ในการวิจัยและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกทุก ๆ ท่าน ผม สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง สมาชิกหมายเลข ๒๑๙ หัวข้อของรายงานฉบับนี้ชื่อยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ แนวทางปฏิรูป

เศรษฐกิจไทยเพื่อเปึนประเทศที่พัฒนาแล้วภายในป้ ๒๕๗๕ อันนี้ฟังแล้วก็คุ้น ๆ หูเพราะว่า เราเพิ่งฟังเรื่องวิสัยทัศน์เปึนประเทศพัฒนาแล้ว เปึนโลกที่ ๑ ป้ ๒๕๗๕ เหมือนกัน รายงาน ฉบับนี้มีวิวัฒนาการของมันมาตั้งแต่ต้นนะครับ คือเราเริ่มทํารายงานมาตั้งแต่ตอนที่เราเริ่มมี การประชุมต้น ๆ เลยนะครับ แต่ตอนนี้รายงานตัวนี้ทําหน้าที่อีกหน้าที่หนึ่งคือพยายาม จะเปึนรายงานที่มัดห่อเรื่องของข้อเสนอต่าง ๆ ในการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจเอาไว้ด้วยกัน มันก็เลยอาจจะดูยังไม่ค่อยสมบูรณ์มากนักครับ ก็อยากจะฟังว่าท่านมีคอมเมนต์ก็ยินดีนะครับ หลักการเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่ผ่านมานี้เรามักจะมองจาก ประเทศไทยเปึนหลัก ผมคิดว่ามันจํา เปึนที่เราจะต้องคิดถึงวิธีการมองปัญหาตรงนี้ใหม่ เพราะว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้เปึนเศรษฐกิจที่ใหญ่ การเปลี่ยนแปลงในโลก มันเปึนตัวกําหนดการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยนะครับ ท่านอาจารย์พรายพล คุ้มทรัพย์ ได้นําเสนอว่าในการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทย ๗ ครั้งใหญ่ ๆ ที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เกิดจากแรงกดดันการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก

เช่นในช่วงป้ ๑๘๕๐ กว่า ก็มีการเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริงเปึนต้น แล้วก็เมื่อเร็ว ๆ นี้ วิกฤติเศรษฐกิจโลกในป้ ๒๕๔๐ วิกฤติต้มยํากุ้ง ซึ่งเริ่มจากเมืองไทยนี้เองก็เปึนชนวนสําคัญ ทําให้มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ประเทศไทยเราเดินมาถึงจุดนี้ เปึนอีกจุดหนึ่งที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างของประเทศไทยให้พร้อมรับกับ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาลรอบ ๆ ตัวเรา เศรษฐกิจของเรา โครงสร้าง เศรษฐกิจของเรา วิธีการบริหารเศรษฐกิจของเราตอนนี้มีปัญหาค่อนข้างจะมาก ไม่ใช่ แต่เฉพาะในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเศรษฐกิจเราติดลบ อันนั้นเปึน แค่เพียงอาการเล็ก ๆ แต่ว่าโลกเศรษฐกิจของเรามันยังมีลึกซึ้งมากกว่านั้น ข้อเสนอกว้าง ๆ นี่ก็คือเราควรจะมีเปัาระยะยาวของประเทศ ประเทศไทยเราไม่เคยมีเปัาเศรษฐกิจที่ชัดเจน ในระยะยาวมาก่อน เราควรจะมีเปัาระยะยาว อันนี้ก็จะเปึนวิธีการคิดในเชิงที่ค่อนข้าง จะเปึนระยะยาวเชิงลึกนิดหน่อยเปึนส แทรทิจี (Strategy) ของประเทศไทย แล้วก็ การสร้างเปัานี่เรามาในจุดที่ตอนนี้ประเทศไทยกําลังมีปัญหาเรื่องการเมือง การที่จะมีเปัา ของประเทศมันจะช่วยแก้ปัญหาการเมืองไปด้วยอีกระดับหนึ่ง ถ้าประเทศไทย ถ้าประชาชน คนไทยทุกคนถือเปัาอันเดียวกันมีเปัาหมายอันเดียวกันไม่ว่าจะเปึนเศรษฐกิจหรือสังคม ก็แล้วแต่ โอกาสที่เราจะมีรัฐบาลต่าง ๆ เข้ามามันมีสูง แต่ว่าถ้าเราถือเปัาเอาไว้มันก็จะเปึน วิธีการในการที่จะกําหนดให้รัฐบาลอยู่ในร่องในรอย ทําให้เกิดความต่อเนื่องในนโยบายของ ภาครัฐได้ เดี๋ยวผมขอสไลด์ต่อไปเลยนะครับ จากที่เราวิเคราะห์ผมจะเล่าคร่าว ๆ ตรงนี้ เพื่อประหยัดเวลาเพราะว่าเราเวียนรายงานฉบับนี้ออกไปแล้วนะครับ อะไรที่มี การเปลี่ยนแปลงที่มันน่าสนใจ ข้อที่ ๑ เลยคือการเปลี่ยนแปลงผู้นําเศรษฐกิจโลก ตัวทวีปเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีนมีอํานาจในทางเศรษฐกิจในโลกมากขึ้น เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ทั้งโลกนี่ตกใจมากที่ประเทศจีนลดค่าเงิ นไปประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ แตกตื่นกันหมด ว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าในวงของโซเชียล มีเดีย (Social media) ก็จะมีการพูดกันถึงว่ากําลังเกิด สงครามทางด้านการเงินระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศจีนแล้ว อันนี้น้ําจิ้ม ที่ตามมานี่ยังเปึนเรื่องใหญ่อยู่ข้างหลังตรงนี้อีกเยอะ เพราะว่าเศรษฐกิจประเทศจีน อย่างไรก็ตามจะต้องขยายตัวมากขึ้นไปกว่านี้อีก แล้วก็สัดส่วนที่ไอเอ็มเอฟ (IMF) กะประมาณเอาไว้ก็คือว่าภายในอีก ๕ ป้ข้างหน้า ป้ ๒๐๒๐ เศรษฐกิจของเอเชียน่าจะมี สัดส่วนอยู่ในเศรษฐกิจโลก ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ไม่มีระบบ

อัตราแลกเปลี่ยนภายในกลุ่มนี้เลย แล้วกลุ่มนี้จะทําการค้ากับกลุ่มอื่นได้อย่างไร ทุกคนตอนนี้ ยังใช้เงินยูเอสดอลลาร์อยู่ อันนี้ก็เปึนโจทย์ที่ทุกคนรู้และคงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ในโครงสร้างของระบบการเงินโลกในเวลาภายใน ๕-๑๐ ป้ข้า งหน้านี้อย่างแน่นอน การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ทําให้เศรษฐกิจภายในเอเชียมันมีแรงของตัวเองมากขึ้น เพราะว่ายุโรป กับอเมริกาตอนนี้ไม่โต ทําให้เศรษฐกิจของเอเชียโตในตัวของมันเองมากขึ้น คือต้องหันมา พึ่งตลาดภายในเอเชียเองมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอันนี้มีผลกระทบ กับประเทศไทยโดยตรง เพราะว่าการค้าระหว่างประเทศจีน ประเทศญี่ปุ์น ประเทศเกาหลี ประเทศพัฒนาแล้วทางด้านเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือนี่กับที่เหลือของเอเ ชียโดยเฉพาะ เอเชียใต้ เอเชียตะวันตกออกไปจนถึงตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรป ล้วนแต่จะต้องผ่านมา ทางประเทศไทยแล้วก็เอเชียอาคเนย์

ในเมื่อเราเปึนทางผ่านตรงนี้เราก็มีความจําเปึนที่จะต้องตั้งหลักให้ดีว่าเราจะทําตรงนี้อย่างไร ปัจจัยอีกตัว หนึ่งที่สําคัญมากที่มีการเปลี่ยนแปลงคือเรื่องของการเพิ่มของประชากร แล้วก็มีพลวัตของประชากร อีก ๕ ป้ข้างหน้านี้ประชากรในเอเชียใต้คือ ๓ ประเทศหลัก ๆ ก็คือ ประเทศปากีสถาน ประเทศบังกลาเทศ แล้วก็ประเทศอินเดียจะมีประชากรเพิ่มขึ้น ประมาณ ๑๔๐ ล้านคน ๑๔๐ ล้านคนประมาณ ๒ เท่ากว่าของประชากรไทยนะครับ คนเหล่านี้จําเปึนที่จะต้องหางานทํา จําเปึนที่จะต้องกิน จะหาอาหารที่ไหนมาให้คนเหล่านี้กิน ทั้ง ๆ ตอนนี้ที่ดินค่อนข้างที่จะจํากัดอยู่แล้ว แล้วก็จะหางานตรงไหนมาให้คนเหล่านี้ทํา คําตอบพวกนี้อยู่ที่พลวัต ถ้าคนเหล่านี้ในพื้นที่ไม่มีงานทําเขาก็ต้องเคลื่อนย้าย เราเห็นปัญหา ของโรฮิงญา แต่ว่าถ้ามาเทียบกับจํานวนโรฮิงญามีประชากรอยู่ประมาณล้านกว่าคน เรากําลังพูดถึง ๑๖๐ ล้านคนในอีกไม่กี่ป้ข้างหน้านี้ ปัญหามันคนละระดับกัน ใหญ่มาก เทคโนโลยีการสื่อสารเปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านการทําธุรกิจ ทางด้านสังคม แล้วก็การเมืองด้วย จุดเปลี่ยนตรงนี้เราจะใช้ให้เปึนประโยชน์กับการเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นต่อไป ได้อย่างไรสําหรับประเทศไทย อันสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจรอบ ๆ ประเทศไทยเราซึ่งเราจะต้องคํานึงถึงเพื่อเราจะวางแผนของเราไปข้างหน้าก็คือเรื่อง ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทางด้านรายได้นะครับ ระบบเศรษฐกิจทําให้ คนที่เข้มแข็งกว่ารวยขึ้น ประเทศที่เข้มแข็งกว่าก็รวยขึ้น วางแผนดีกว่าก็รวยขึ้น ประเทศที่อ่อนแอที่ไม่ได้วางแผนก็จะยากจนลง เพราะฉะนั้นโอกาสในการที่จะมีปัญหา ต่อไปจากนี้ก็มีค่อนข้างสูงถ้าระบบที่เรามีใช้กั นอยู่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงที่อยู่รอบ ๆ ประเทศไทย ในประเทศไทยเราเองก็มีการเปลี่ยนแปลง ในประเทศไทยเองนี่อันที่ ๑ ก็คือโครงสร้างเศรษฐกิจ ขอสไลด์ต่อไปนะครับ โครงสร้าง เศรษฐกิจของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างจะเยอะ จากกราฟ ๑๐ อุตสาหกรรม ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยนี่นะครับ จะเห็นว่าในรอบ ๑๒ ป้ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนโครงสร้างกัน ค่อนข้างจะชัดเจน ภาคเกษตร เส้นสีแดงในรอบ ๑๐ ป้ที่ผ่านมาโตขึ้นค่อนข้างจะเร็วกว่า ภาคอื่น ๆ คําถามคือภาคเกษตรโตขึ้นมาได้อย่างไรเร็วขนาดนี้ ในช่วงหลัง ๆ ตั้งแต่ ป้ ๒๕๕๓-๒๕๕๔ เปึนต้นไป อันนั้นแน่นอนว่ามาจากการจํานําข้าว แต่ก่อนหน้านั้นถามว่า ประเทศไทยภาคเกษตรโตขึ้นมาได้อย่างไร คําตอบส่วนหนึ่งก็คือการนําเข้าแรงงาน แต่การโต ของภาคเกษตรหลังจากนี้ต่อไปท่านจะเห็นว่าในป้หลัง ๆ มักจะช้าลง สาเหตุสําคัญ

ก็เพราะว่าตอนนี้ค่าแรงมันแพงขึ้น แรงงานจากประเทศอื่น ๆ ที่จะเข้ามาในภาคเกษตร ก็น้อยลง แรงงานในภาคเกษตรเองก็ออกไปจากภาคเกษตร เพราะฉะนั้นภาคเกษตรจะต้อง มีการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่ป้ข้างหน้านี้อย่างค่อนข้างจะแรงนะครับ เซกเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยจริง ๆ ก็คือการค้าขาย ซึ่งเคยเปึนแรงสําคัญในการที่จะทําให้ประเทศไทยโต แต่ตอนนี้จะเห็นว่าสัดส่วนของการค้ามันลดลงไปเยอะ เกิดอะไรขึ้นกับการเติบโตของภาคนี้ ทั้ง ๆ ที่เรามีทั้งแมคโคร ทั้งโลตัส ทั้งเซเว่นอีเลฟเว่น แต่ภาคการค้าตรงนี้กลับลดลง เซกเตอร์อีก ๒ ตัวที่น่าสนใจก็คือเปึนตัวที่ใหญ่เปึนที่ ๓ ก็คือคมนาคมโลจิสติกส์ (Logistics) เซกเตอร์นี้ตอนนี้อยู่ประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ของประเทศไทย แต่ก็ลดลงมา ตลอดเวลาในแง่ของสัดส่วนคือโตช้า สาเหตุใหญ่ก็เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ไม่ค่อยมีการพัฒนามากขึ้นเท่าไร ทําให้เซกเตอร์นี้โตเท่าที่ควรจะโตไม่ได้นะครับ

เซกเตอร์ที่ ๔ ก็คือเรื่องของการเงิน อันนี้ก็สําคัญมากเพราะว่าเซกเตอร์การเงิน มักจะฟลัคชิวเอท (Fluctuate) ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามภาวะเศรษฐกิจ คือเซกเตอร์การเงินมีการโต ประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ก่อนที่เราจะวิกฤติเศรษฐกิจช่วงป้ ๑๙๙๑ ถึงป้ ๑๙๙๖ แต่ตอนนี้เซกเตอร์นี้กําลังโตช้าลงในแง่ของเพอ ร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) ในจีดีพี โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ผมมีตัวเลขถึงป้ ๒๕๕๖ แต่ว่า เราอยู่ในป้ ๒๕๕๘ แล้วการเปลี่ยนแปลงยังมีมากขึ้นอีกเยอะ อีกภาพหนึ่งของ การเปลี่ยนแปลงคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่ ๒๐ จังหวัดที่มีการเจริญเติบโตสูงที่สุด ในประเทศไทย ๘ จังหวัดเปึนจังหวัดชายแดน ในจังหวัดที่มีการเติบโตเร็วที่สุด ๕ จังหวัด เปึนจังหวัดชายแดนเกือบทั้งหมด นี่คือการเจริญเติบโตตามแนวชายแดนรองรับสิ่งที่กําลัง จะเกิดขึ้นที่เราเรียกว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กําลังจะเป่ดเข้ามา แต่จังหวัดต่าง ๆ เหล่านี้ตอนนี้ราคาที่ดินไม่ต้องพูดถึงไม่ต้องไปซื้อแล้ว ครับ ช้าไปแล้วครับ โตนั่นไปหมดแล้ว อันนี้การเติบโตของจังหวัดตามชายแดนรอบ ๆ ประเทศไทยทางซ้ายมือยังไม่ค่อยโตเท่าไร มีที่อําเภอแม่สอด จังหวัดกาญจนบุรี เดี๋ยวก็พูดกันถึง แต่ว่าการเติบโตนี้มันเปึนตัวชี้วัดว่า อีก ๕ ป้ถึง ๑๐ ป้ข้างหน้านี้การเติบโตของประเทศไทยมันจะมาจากที่ไหนบ้าง ในเชิงพื้นที่ มันจะมาจากจังหวัดตามแนวชายแดน แล้วก็ตามแนวที่จะมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ต่อไป อันนั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงที่มันเกิดขึ้น แต่ปัญหาในการที่เราจะเปึนประเทศ ที่พัฒนาแล้วต่อไปข้างหน้ายังมีเยอะมาก เศรษฐกิจกําลังเปลี่ยนแปลง โลกเปลี่ยน ข้างในเราก็เปลี่ยน ถามว่าแล้วเรามีปัญหาอะไรในการที่จะพาตัวเองให้ไปเจริญเติบโตต่อไป ในข้างหน้าได้ อันที่ ๑ ปัญหาที่เราเห็นก็คือว่าความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ลดลงมาโดยตลอด แสดงว่าโครงสร้างระบบบริหารเริ่มมีปัญหา ไม่ว่าจะดูจาก คอมเพททิทีฟเนส (Competitiveness) ของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) หรือว่าของอาร์แอนด์ดี (R&D) ก็ตาม เรามีการพัฒนา ความสามารถในการแข่งขัน ของเราลดลง ในอาเซียนเองถ้าเราไม่ทําอะไรเลยตอนนี้เราเปึนเศรษฐกิจใหญ่อันดับ ๒ ไม่ทําอะไรเลยอีก ๕ ป้เรากลายเปึนอันดับ ๔ เราไม่มียุทธศาสตร์เปึนอันหนึ่งอันเดียว ของประเทศ เรามียุทธศาสตร์เยอะครับประเทศไทย ผมมานับได้เกือบจะ ๔๐-๕๐ อันอย่างต่ํา คือหน่วยงานทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวงเขามีแผนยุทธศาสตร์ของตัวเอง แต่ถามว่า ยุทธศาสตร์เหล่านี้พาไปที่ไหน คือพาให้ประเทศไทยคล้าย ๆ ว่าดีขึ้นแต่ทุกคนก็ต่างคนต่างทํา

ไม่ได้มีเปัาที่มันเปึนเปัาที่ชัดเจน เปัาที่ชัดเจนมันจะต้องพอจะจับต้องได้ พอจะเห็น มันถึงจะทําให้ทุกคนวิ่งเข้าไปหาได้ ถ้าเปัามันกว้างเกินไปก็ไม่สามารถที่จะทําให้ทุกคน วิ่งเข้ามาหาพร้อม ๆ กันได้ เราต้องมียุทธศาสตร์ เราต้องมีเปัาที่ชัด เราขาดการพัฒนา ที่ต่อเนื่องเพราะว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองบ่อย นอกจากการเมืองเปลี่ยนแล้ว ในหน่วยงานต่าง ๆ ก็มีการเปลี่ยนเจ้าหน้าที่สลับไปสลับมาทําให้ขาดความต่อเนื่อง ในการดําเนินนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐเองนะครับ ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานก็เปึนเอมไพร์ (Empire) ของตัวเอง ไม่ค่อยอยากจะประสานงานกันเท่าไร อันนี้คือปัญหาในระบบที่เรามีอยู่ตอนนี้ เราทําพวกนี้ได้ ถึงตอนนี้ประเทศไทยเรามีเขาเรียกว่า รีซิเลียนซ์ (Resilience) มีแฟลกซิบิลิตี (Flexibility) ในระบบสูงพอ แต่จากนี้ต่อไป ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นข้างนอกผมคิดว่าเราไม่มีเวลาเหลือที่จะทําอย่างนี้อีกแล้ว ประสิทธิภาพในการดําเนินนโยบายต่างประเทศของเราค่อนข้างที่จะอ่อน คือผมอยู่ในวงการ อันนี้มานานผมเห็นผู้แทนจากประเทศไทยในการประชุมต่าง ๆ ในเวทีโลกเรามักจะไม่ค่อยมี จุดยืนที่ชัดเจนของประเทศเวลาไปในการประชุม เพราะถ้าเราไม่มีจุดยืนไปสิ่งที่เราทําได้ วิธีเดียวก็คือรับ เรารุกไม่ได้ ไม่มีอะไรจะรุก เราก็ไปรับอย่างเดียวนะครับ

ถ้ารับอย่างเดียวไม่มีทางชนะ ถ้าเศรษฐกิจโลกมีอิทธิพลและจะเปึนปัญหาใหญ่ของประเทศไทย แล้วนโยบายการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของเราเปึนอย่างนี้ ผมไม่เชื่อว่า เราจะอยู่รอดปลอดภัยไปจนถึงมีประเทศ มีเศรษฐกิจไปให้ลูกหลาน ได้ดูกันนะครับ เราขาดการจัดเก็บข้อมูลเชิงลึก อันนี้ก็ตามมาจากเรื่องนโยบาย เนื่องจากเราไม่มีเปัา ที่มันชัดเจนเราก็เลยไม่ค่อยมีข้อมูลในเชิงลึก อันนี้ผมจะไปเร็ว ๆ นิดหนึ่ง ข้อเสนอเปึนเพียง ข้อเสนอเพื่อที่จะให้เอาไปคิดกันต่อ เปัาหมายที่จะเกิดขึ้นให้เปึนเปัาหมายเศรษฐกิจ ของประเทศไทยมันจะไม่ใช่เปัาหมายที่ สปช. คิด หรือเปัาหมายที่ใครก็ตามคิด แต่ว่าจะต้อง เปึนเปัาหมายที่ประชาชนเขาคิดแล้วก็เปึนเจ้าของมัน ผมก็เสนอเพียงเรามาลองคิดดูว่า จากมุมมองมุมหนึ่งเราเสนอเปัาหมายเอาไว้ ๖ ข้อด้วยกัน เปัาหมาย ๖ ข้อนี้มันชัดเจน มันจับต้องได้ ข้อที่ ๑ คือมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อหัวอย่างน้อย ๔๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน ภายในป้ ๒๕๗๕ อันนี้ก็พอจะจับต้องได้เห็นชัด อันที่ ๒ คนที่จนที่สุด กลุ่มจนที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี้จะต้องมีรายได้ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน ภายในป้ ๒๕๗๕ ตอนนี้ คนกลุ่มนี้มีรายได้ ๔,๓๐๐ บาท ก็เปึนการเพิ่มขึ้นประมาณ ๔ เท่ากว่า เราต้องลด การฉ้อราษฎร์บังหลวง ถ้าระบบมันไม่โปร่งใสก็ไม่สามารถที่จะทําให้ประเทศไทยเรา พัฒนาไปได้ เราต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มันอยู่ในทอป เทน (Top 10) ทอป ฟ่ฟทีน (Top 15) ของโลกให้ได้ ไม่ว่าจะวัดด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่นะครับ เพิ่มความรู้ ของประชากรให้อ่านออกเขียนได้ในด้านต่าง ๆ เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าโมเดิร์น เบสิก นอลเลจ รีไควร์เมนต์ (Modern basic knowledge requirement) คือนอกจากจะอ่านออกเขียนได้แล้ว ต้องมีความรู้ทางด้านการเงิน ความรู้ทางด้านการเงินจะช่วยให้เขาสามารถอยู่ในโลก ทางเศรษฐกิจได้ ต้องอยู่ ๑ ใน ๑๕ อันดับแรกของโลกเหมือนกัน ต้องเพิ่มการเข้าถึง แล้วก็ คุณภาพของสาธารณูปโภค อันนี้อาจจะวัดได้โดยการใช้ฮิวแมน ดิเวลลอปเมนต์ อินเดกซ์ (Human Development Index) ซึ่งทางยูเอ็นดีพี (UNDP) มีการวัดออกมาทุก ๆ ป้ ให้เขาวัดเรา เราไม่ต้องไปทําเอง เขามี ๖ ตัวนี้ถือว่าเปึนเปัาหมายเศรษฐกิจของประเทศไทย ทําอย่างไรให้ถึงเปัา เราเสนอเอาไว้เปึนแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจมีอยู่ ๓ มิติด้วยกัน คําว่า มิติ หมายความว่าทั้ง ๓ อันนี้มันซ้อนทั บกันอยู่ มันเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันอยู่ แต่มันมองจากคนละมิติ มิติแรกเปึนมิติเศรษฐกิจระดับประเทศอาจจะเรียกว่าเปึนแมคโคร แต่ก็คือหมายถึงกลไกร วมทั้งหมด อันนี้งานส่วนใหญ่จะน่าอยู่ในภาครัฐ เอกชนอาจจะ

เปึนคนช่วยเสริม มิติที่ ๒ เปึนแผนยุทธศาสตร์รายอุตสาหกรรมอันนี้เอกชนเปึนคนทํา รัฐเปึนคนเสริม มิติที่ ๓ เปึนเรื่องยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเชิงพื้นที่อันนี้ก็ช่วยกันทําทั้งภาครั ฐ แล้วก็ทั้งภาคเอกชน แต่ลงไปในพื้นที่ต่าง ๆ ผมจะเล่าถึงคร่าว ๆ ในมิติต่าง ๆ ทั้ง ๓ อันนี้ มิติแรกคือยุทธศาสตร์หลัก คือสแทรทิจีของประเทศไทยไปข้างหน้าจะทําอย่างไร มีอยู่ ๔ อันด้วยกัน อันที่ ๑ คือเรื่องของการทําโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อม ๒ สมุทร คือ มหาสมุทรแปซิฟ่กกับมหาสมุทรอินเดีย คือจากการวิเคราะห์จะเห็นว่าอันนี้จะเปึน จุดสําคัญมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไปในอีก ๒๐ ป้ข้างหน้าเปึนอย่างต่ํา เราต้องมีการปฏิรูปเรื่องการทําระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการที่จะอนุมัติโครงการ ดูแลโครงการในการสร้างโครงการต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะว่ามันค่อนข้างจะช้าในสมัยก่อน เวลามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเราก็มักจะไม่สามารถ ทําระบบโครงสร้างพื้นฐานได้

อันนี้ก็เปึนปัญหาที่ประเทศต่าง ๆ นี่ทํากันอยู่ ตอนนี้เรามีข้อเสนอในสภาปฏิรูป แห่งชาติ เรื่องการทําโครงสร้างพื้นฐานตรงนี้อยู่นะครับ แต่โครงสร้างพื้นฐานผมอยากจะขอให้เน้น เรื่องของการเชื่อม ๒ สมุทรเปึนหลัก เรื่องอื่นเปึนเรื่องรอง แต่เรื่องเชื่อม ๒ สมุทร เปึนเรื่องหลักคือเกิดไพรออริตีขึ้นถ้าเรามีเปัาที่มันชัดปุ็บเราก็จะเริ่มเห็นว่าปฏิรูปนี่ทุกอย่าง มันก็ทําได้หมด แต่ว่าถ้าจะปฏิรูปให้มันไปหาเปัาแล้วนี่ก็ต้องปฏิรูปเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ทําอันนี้ก่อนอย่างอื่นก็ตามมา โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยเกือบทั้งหมดอยู่ในมือของ รัฐวิสาหกิจ ถ้าไม่ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไม่ต้องไปปฏิรูปเรื่องอื่น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูปไม่ออกนะครับ เพราะฉะนั้นด้วยความจําเปึนที่เราต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเราเลยจําเปึน ต้องมีการรีบมาปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งทางคณะเศรษฐกิจ ๑ ก็ได้ทําข้อเสนอแล้วก็ได้นําส่ง ไปแล้วนะครับเปึนวาระ ยุทธศาสตร์ที่ตามมาก็คือว่านอกจากระบบรัฐวิสาหกิจมีโครงสร้าง พื้นฐาน มีการดําเนินการที่ดี และมีประสิทธิภาพแล้ว ระบบกฎหมายก็ต้องชัดเจน โปร่งใส ระบบภาษีก็ต้องชัดเจน โปร่งใส อันนั้นก็เปึนวาระปฏิรูปเรื่องภาษีอากรซึ่งก็ได้นําเสนอ ไปแล้วเหมือนกัน เราเสนอให้มีการตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภาพีบีโอ (PBO) เพื่อทําให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้นในการใช้งบประมาณต่าง ๆ อันนั้นจะทําให้เห็นว่า มันมีภาพรวมตรงนี้ในเรื่องของแมคโคร ในแมคโครเรามีเรื่องของวินัยทางการเงิน วินัยทางการคลังนี่เปึนหัวใจ อันนี้จะคลุมเรื่องของวินัยทางการคลังเอาไว้เยอะมากนะครับ ส่วนที่ ๒ ของข้อเสนอในมิติภาพรวมคือเราต้องทําให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลางของการค้า ของการลงทุนในภูมิภาคนี้ เราเรียกมันว่าพาณิชยภูมิก้าวหน้าหรือแอดวานซ์ เทรดิง เนชัน (Advance Trading Nation) หรือ ดิเวลลอป เทรดิง เนชัน (Develop Trading Nation) ก็ได้เหมือนกันนะครับ คําว่าพาณิชยภูมิก็ได้รับคําอนุเคราะห์มาจากท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เพราะว่าเราใช้คําว่าเทรดิง เนชัน (Trading Nation) คําว่าเทรดิง (Trading) มันแปลว่าค้าขาย แต่ความจริงแล้ว เราต้องการให้ประเทศไทยมีมากกว่าการค้าขาย มีการลงทุน จริง ๆ แล้วหลักของมันน่าจะเปึนการลงทุนมากกว่าการค้าด้วยซ้ํา คือพาณิชยภูมิ ก้าวหน้าก็เปึนอุปกรณ์ตัวหนึ่งในการที่จะทําให้ประเทศไทยไปหาเปัาได้ ในนี้มีเนื้อหา หลัก ๆ อยู่ ๔ ตัวด้วยกัน อันที่ ๑ คือเรื่องของการทําให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน ที่ดีขึ้น มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน แข่งขันแล้วจะได้แข็งแรงไปสู้กับคนอื่นได้นะครับ ในขณะเดียวกันเราก็มีกฎหมาย พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้าปัองกันการผูกขาด ไม่ให้การผูกขาด

มันมาล็อก การเจริญเติบโตนะครับ เรามีเรื่องของการพัฒนาส่งเสริมการลงทุนไปต่างประเทศ การลงทุนเปึนการวางโพซิชัน (Position) เปึนการวางตําแหน่งระยะยาวของประเทศ การซื้อขายนี่ซื้อขายเสร็จจบมันก็จบเปึน ทรานแซกชัน (Transaction) แต่การลงทุน เปึนการวางเปัาระยะยาว การลงทุนในต่างประเทศต่อไปนี้จะเปึนยุทธศาสตร์สําคัญ ของประเทศไทยว่าเราจะยึดอุตสาหกรรมตัวไหน แล้วก็ไปปักหลักไว้ตรงไหนบ้าง เครื่องมือสําคัญที่สุดคือการลงทุนก็ต้องมีการส่งเสริม เราเห็นประเทศอื่น ๆ ที่พัฒนาแล้ว อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างประเทศญี่ปุ์น อย่างประเทศเกาหลีเขาก็ทําตรงนี้กัน เราก็เริ่มเห็นประเทศจีนเริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะ อันนี้เปึนเรื่องที่ค่อนข้าง จะละเอียดอ่อนแต่ก็เปึนเรื่องสําคัญ เราไม่ค่อยมีการส่งเสริมการลงทุนไปต่างประเทศเท่าไร เราจะต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital) ที่เข้มแข็งเพื่อเปึนพื้นฐานในการที่เราจะ รองรับการเปึนประเทศที่เปึนศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาคตรงนี้ได้ ศูนย์กลางการค้า ในภูมิภาคอันนี้ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงเฉพาะ ประเทศในอาเซียนนะครับ หมายถึงประเทศ ในเอเชียทั้งหมดอย่าลืมว่าเราพูดถึงประเทศจีน ประเทศญี่ปุ์น ประเทศเกาหลี แล้วก็ที่เหลือ ของเอเชียทั้งหมดนะครับ ยุทธศาสตร์การเชื่อมอาเซียน

อาเซียนนี่เปึนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีความสําคัญกับประเทศไทยมาก เราไม่ได้ใช้ประโยชน์กับมันมากเท่าไร แต่ประเทศที่ใช้ประโยชน์กับมันมากเขาได้ประโยชน์ ไปแล้วเยอะนะครับ การที่จะดิว (Due) กับประเทศมหาอํานาจในโลกต่อไปข้างหน้านี้ ประเทศไทยเดินไปเดี่ยว ๆ คงจะยากนะครับ แต่ถ้าเราเดินไป ๑๐ คนมันจะได้มากกว่า แต่นอกจากนั้นแล้ววงประชุมอาเซียนเองเปึนวงประ ชุมที่มีศักยภาพในตัวมันเองสูงมาก ทุก ๆ ป้ผู้นําโลก ทั้งผู้นําของประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้นําประเทศจีน ผู้นําประเทศญี่ปุ์น ประเทศเกาหลีนะครับ ประเทศรัสเซียจะมาประชุมในอาเซียนที่ประชุมอาเซียน ซัมมิท (ASEAN Summit) เราเรียกว่าอีเอเอส (EAS) อีสต์ เอเชียน ซัมมิท (East Asian Summit) อันนั้นเปึนโอกาสที่ทําให้ทุกคนได้เจอกัน ได้คุยกันแล้วเราทําให้ประเทศไทยได้ไปพบปะ ได้ไปพูดคุยกับผู้นําต่าง ๆ ที่มาประชุม อันนี้เปึนระบบความร่วมมือในโลกที่ค่อนข้าง จะสําคัญ นอกจากนั้นเราก็มีข้อเสนอเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ํา การปฏิรูปการเงินฐานราก แล้วก็การส่งเสริมความรู้พื้นฐานทางการเงินเพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ํานะครับ แล้วก็มีเรื่องของการปกปัองคอร์รัปชัน (Corruption) ซึ่งเปึนของอีกคณะหนึ่ง อันนั้นก็เปึน ๔ หัวข้อใหญ่ ๆ ในเรื่องมิติแรก แต่มิติแรกก็คือภาพรวมก็เปึนฟังก์ชันหนึ่งของกระทรวงต่าง ๆ ที่ต้องทําให้มันพร้อม ให้มันถูกต้องนะครับ มิติที่ ๒ เปึนเรื่องของอุตสาหกรรม อันนี้ส่วนใหญ่ เอกชนแต่ว่าต้องการภาครัฐเปึนคนช่วยสนับสนุน ผมแบ่งเปึน ๓ กลุ่มใหญ่ด้วยกันนะครับ กลุ่มแรก เปึนเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง กลุ่มนี้มีอยู่ ๔ อุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ด้วยกัน ก็คือ ๑. เรื่องของอาหาร ๒. พลังงาน ๓. การเงิน แล้วก็ ๔. เรื่องของการเชื่อมต่อ ๔ อันนี้รวมกันประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศไทย ๔ อันนี้นอกจากจะมี ความสําคัญต่อเศรษฐกิจในแง่ที่จะสร้างรายได้แล้ว อันนี้พลาดไม่ได้ สักอันหนึ่ง ถ้าพลาดเศรษฐกิจไทยล่มหมดเลยที่เห ลือ เรื่องอาหารเราต้องมองภาพของอาหาร ในประเทศไทยไม่พอ เราต้องมองว่าอาหาร อุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาคเอเชียในโลก ต่อไปข้างหน้าจะเปึนอย่างไรเปึนรายตัวไปนะครับ ผมยกตัวอย่างเรื่องข้าว ด้วยประชากร ที่มันเพิ่มขึ้นในประเทศจีนแล้วก็คนเข้าสู่เมืองมากในประเทศจีน ข้าวในประเทศจีน เขาจะไม่พอกินเพราะว่าชาวนาเข้าเมืองหมด ขณะเดียวกันประเทศอินเดียประชากร เพิ่มขึ้นเยอะ ข้าวที่เคยส่งออกได้ก็จะส่งออกได้น้อยลง เหมือนกับประเทศบังกลาเทศ แล้วก็ประเทศปากีสถาน คําถามอย่างเรื่องข้าวก็คือแล้วประเทศไทยจะวางโพซิชันเรื่องข้าว

ต่อไปข้างหน้าอย่างไร ไม่ใช่เรื่อง ๒-๓ ป้ที่จะทําได้นะครับ แต่วางลงไปสัก ๕ ป้ ๑๐ ป้ เราจะอยู่ กับมันตรงนี้ได้อย่างไร นี่คือตัวอย่างอันหนึ่งว่าเราต้องมองจากข้างนอกเข้ามาหาข้างใน ไม่ใช่มองจากข้างในออกไปข้างนอก ถามว่าเราจะลดต้นทุนการผลิตได้ไหม ก็จําเปึน จะใช้เครื่องจักรกลการเกษตรไหม ก็จําเปึน แต่โจทย์มันใหญ่กว่านั้นเยอะถ้าเรามองออกไป ข้างนอกจะเห็นว่าเรื่องข้าวอย่างเดียว ถ้าสมมุติว่าประเทศจีนเขาเริ่มเข้ามาลงทุนปลูกข้าว รอบ ๆ ประเทศบ้านเราแล้วคําถามคือเราจะมียุทธศาสตร์ต่อไปอย่างไรในเรื่องข้าวนะครั บ เรื่องพลังงานมีข้อเสนอของกลุ่มพลังงานซึ่งดีมากก็คือการรักษาเสถียรภาพของพลังงาน ด้วยการทําให้ประเทศไทยเปึนจุดเชื่อมต่อด้านพลังงาน คือตอนนี้ประเทศสิงคโปร์ มีการขอซื้อไฟฟัาจากประเทศ สปป. ลาวนะครับ ก็ต้องผ่านประเทศไทย ผ่านประเทศมาเลเซีย ออกไปถึงประเทศสิงคโปร์ ถ้าประเทศไทยทําตัวเปึนศูนย์กลางของการซื้อขาย ประเทศไทย ไม่ขาดหรอกครับไฟฟัานี่ต่อไปข้างหน้า อันนั้นก็เปึนยุทธศาสตร์ในการที่จะวางแผนต่อไป เรื่องการเงินมีการคุยกันได้น้อยมากเพราะว่าจริง ๆ แล้วมีหน่วยงานในประเทศไทย ๒ หน่วยงานหลัก ๆ ก็คือกระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติ ซึ่งเราก็รู้ว่าเขาก็ไม่ค่อยคุยกันเท่าไร ก็มีปัญหากันตลอดเวลา ยามหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ผมคิดว่า ประเทศไทยเราคงต้อง เข้ามาดูตรงนี้ใหม่ว่าเราจะยังให้มีการแบ่งแยกนโยบายการเงินการคลัง อย่างนี้อีกต่อไป ดีหรือเปล่า หรือควรจะมีระบบที่มีการเชื่อมโยงกันมากกว่านี้ ทํางานด้วยกันมากกว่านี้ ตอนที่ยุโรปเขามีปัญหาในป้ ๒๕๐๘ เขาก็จับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับผู้ว่าการธนาคารกลางต่าง ๆ มานั่งคุยกัน

เปึนฟอรัม (Forum) เดียวกัน ไม่ได้แยกกัน ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วไม่เคยคุยพร้อมกัน นี่คือ ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง อันนี้ต้องมียุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ ผมลืมพูดถึงเรื่องของการเชื่อมต่อซึ่งเปึนเรื่องที่สําคัญต่ออนาคตของประเทศไทย เราพูดถึง โครงสร้างพื้นฐาน เราพูดถึงการเชื่อมต่อ การเชื่อม ๒ สมุทรโดยเฉพาะ คือผมติดใจว่า การพัฒนาทางด้านการขนส่งทางอากาศของประเทศไทยมันค่อนข้างจะล้าหลังไปช้ากว่า ประเทศอื่นเยอะ ทั้ง ๆ ที่มีศักยภาพตรงนี้สูงมาก เราคงจะต้องมีไพรออริไทซ์ (Prioritize) เรื่องของการเชื่อมโย งต่าง ๆ พวกนี้ เพื่อที่ได้เดินต่อไปอย่างสง่างามไปข้างหน้าได้ กลุ่มที่ ๒ ผมยังไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักก็คือมี ๘ กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ๆ ด้วยกัน มีเรื่องของการค้าส่ง ค้าปลีกซึ่งแชร์ (Share) ประมาณ ๑๒-๑๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ของประเทศไทย กลุ่มท่องเที่ยวไม่ใหญ่ประมาณ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย โลจิสติกส์ ขนส่งประมาณ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็ยังใหญ่พอสมควรอยู่ แต่ก็โตช้าลง อันนี้ก็น่าเปึนห่วง เกษตรแปรรูป เกษตรรวม ๆ กันทั้งหมดเกือบ ๆ ๒๐ เปอร์เซ็นต์คือเกษตรเองประมาณ ๑๔-๑๕ เปอร์เซ็นต์ รวมกับอาหารนี่ประมาณ ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ ก็เกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก่อสร้างแล้วก็ยานยนต์นี่ก็เปึนผลตามมา จะเห็นว่ากลุ่มที่ได้เปรียบส่วนใหญ่เปึนเรื่องของ บริการไม่ใช่เรื่องของอุตสาหกรรมสักเท่าไร เรามีกลุ่มที่ต้องดูแลอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ กลุ่มที่เสียเปรียบ กลุ่มนี้แข่งขันต่อไปไม่ได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นต้องมีเอกซิต สแทรทิจี (Exit strategy) ให้เขา ผมยกตัวอย่างเปึนเรื่องของเครื่องนุ่งห่ม แล้วก็เหล็ก เครื่องนุ่งห่ม เพราะว่าแรงงานต่อไปขาดแคลนเยอะ อาจจะต้องไปลงทุนต่างประเทศบ้าง ย้ายอุตสาหกรรม ไปที่อื่นบ้างเปึนต้น ก็ต้องมีการช่วยเหลือกันออกไป เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ส่วนที่ ๒ ก็คือ ยุทธศาสตร์รายอุตสาหกรรม ในส่วนที่ ๓ เปึนยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ เราควรมีการพัฒนา มีการทําโซนนิง (Zoning) มีการแบ่งว่าพื้นที่ไหนจะปลูกอะไรนั่นก็ของเกษตร ขณะเดียวกัน ศักยภาพของทางอุตสาหกรรมก็มีการแบ่งในพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยเหมือนกัน ข้อเสนออันหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวจะเปึนอะเจนดา (Agenda) กันต่อไปที่จะคุยกันถึงก็คือเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ เศรษฐกิจชายแดน ซึ่งเดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดต่อไป นี่ก็คือมิติที่ ๓ ของการพัฒนาในเชิงพื้นที่ ข้อเสนอของการดําเนินการ ขั้นแรกก็คืออยากจะเสนอให้ประเทศไทยทํายุทธศาสตร์ชาติ ต่อไปข้างหน้านี้ ป้ ๒๕๗๕ นี่อย่างเปึนวิทยาศาสตร์ คือที่ผ่านมาเราไม่ค่อยทํา

อย่างเปึนวิทยาศาสตร์สักเท่าไร แล้วก็ไม่ได้ร่วมกันทํา อันนี้จะต้องร่วมกันทําแล้วก็ทํา อย่างเปึนวิทยาศาสตร์ ทําอย่างไรครับ คือขั้นตอนกว้าง ๆ ผมจะเล่าไว้ก็มีอยู่ ๔ อัน ก็คือเรื่องของการระดมสมองระหว่างผู้บริหารระดับสูงของประเทศ อย่างเช่น รัฐมนตรี แล้วก็พวกปลัดในกระทรวงต่าง ๆ ควรจะนั่งคุยกันใช้เวลา ๔-๕ วันทําเวิร์กชอป (Workshop) คุยกันว่าประเทศไทยนี่เราควรจะไปทางไหน ยุทธศาสตร์ ป้ ๒๕๗๕ เราควรจะเปึนอย่างไร กําหนดให้มันชัดเจน แล้วก็บอกว่าแล้วภาครัฐจะทําอะไร เอกชนจะทําอะไร ประชาชน ควรจะทําอะไร ในกลุ่มของภาคเอกชนเองก็ควรจะมีการทําอย่างนี้เหมือนกันคุยกันเองว่า ภาคเอกชนเองเห็นประเทศไทยควรจะไปทางไหน อุตสาหกรรมต่าง ๆ ควรจะไปทางไหน แล้วภาครัฐควรจะทําอะไรให้กับภาคเอกชนบ้าง เราก็เอาข้อมูล ๒ ชุดนี้มาสังเคราะห์กัน แล้วก็มานั่งคุยกันปรึกษากันว่า เอาละ ให้ลงตัวว่าต่อไปนี้ควรจะทําอย่างไรต่อไป อย่าทําเอง จ้างมืออาชีพมาช่วยกันทําตรงนี้ ข้อที่ ๔ ก็คือว่าควรจะมีการทําอย่างนี้ในระดับพื้นที่ขึ้นมา ระดับคลัสเตอร์ (Cluster) จังหวัดต่าง ๆ นี้ขึ้นมา ไม่ใช่ทําเฉพาะส่วนกลาง ทําจากพื้นที่ ขึ้นมาด้วย แล้วก็จะได้มีภาพว่าประเทศไทยควรจะไปทางไหนพร้อม ๆ กัน ในเรื่องของ การดําเนินการข้อเสนอก็คือว่าขอให้มีการตั้งสถาบันยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาเปึนสถาบันที่หนักไป ทางด้านของการทําวิจัย ค้นคว้าหาข้อมูล หาความรู้ ดึงความรู้ต่าง ๆ บรรดามีในโลกนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะในเมืองไทย เอาความรู้ต่าง ๆ ที่หาได้ที่จะช่วยในการพัฒนาประเทศไทย ดึงความรู้ต่าง ๆ อันนี้เอามาใช้ในการทําแผนพัฒนายุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศไทย

สถาบันอันนี้รายงานต่อคณะกรรมการบริหารชุดหนึ่งซึ่งผมตั้งไว้ว่ามี ๑๕ คน แต่เปึนผู้มี ความเชี่ยวชาญในสาขาด้านต่าง ๆ นะครับ ความจริงแล้วอันนี้นอกจากจะคุมเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ก็น่าจะมีเรื่องทางสังคมแล้วก็การเมืองให้มันพร้อมบริบูรณ์อยู่ในสถาบันยุทธศาสตร์ชาติด้วย แต่ผมมองจากมุมของเศรษฐกิจก็มองว่าเศรษฐกิจมันน่าจะมีการตั้งสถาบันในทํานองนี้ ขึ้นมานะครับ หน้าที่หลักคือการสนับสนุน สถาบันตัวนี้ทําหน้าที่ในการโพรเซส (Process) ข้อมูลจากที่ต่าง ๆ ช่วยในการทําแผน แล้วก็มอนิเตอร์แผน ประเมินว่าไปถึงไหนแล้ว รายงานกับประชาชน รายงานกับรัฐบาลว่าเราห่างแผนไปเท่าไร เข้าเปัาไหม กรรมการบริหาร จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติซึ่งอาจจะเขียนไว้อยู่ในรัฐธรรมนูญแล้วเรายังไม่เห็น ฉบับสุดท้ายซึ่งจะเปึนฝ์ายที่ให้นโยบายกว้าง ๆ ก็เปึนภาพรวมนะครับว่าเราควรจะมีสถาบัน ที่ทําหน้าที่ตรงนี้ในการที่จะดูแลการพัฒนาประเ ทศไทยต่อไปข้างหน้า ผมไม่มีข้อเสนอ ทางด้านกฎหมายหรือข้อเสนอในเรื่องของการตั้งหน่วยงานอะไรซับซ้อน เพียงแต่ว่า มันจะต้องมีสถาบัน มันจะต้องมีคนที่หนักไปทางด้านของวิชาการมาดูแลหน้าที่ตรงนี้ ถ้าเราทําพวกนี้ได้ทั้งหมดตามที่ผมเสนอผมคิดว่า ๑. ที่เราจะได้ก็คือเราจะมีเปัาหมายรวม ของประเทศ ๑ ชุด ซึ่งทุกคนรับเปึนสมบัติ เปึนหน้าที่ เปึนเปัาหมายของทุก ๆ คน เราจะมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดีทั้งทางด้านกายภาพในการเชื่อมต่อ แล้วก็มีระบบ โครงสร้างการบริหารการปกครองทางเศรษฐกิจมหภาคที่ชัดเจน เปึนจุดเชื่อมของอาเซียน มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง แล้วก็มีระบบการเงินที่พร้อมจะเปึนศูนย์ของภูมิภาค ประชาชนก็มีความรู้อย่างดี แล้วก็มีความสามารถในการแข่งขันสูง รายงานฉบับนี้ ก็มีเท่านี้นะครับท่านประธาน

รายงานฉบับที่ ๒ คือวาระนี้เปึนเรื่องแนวทางการพัฒนาพื้นที่ร่วมชายแดน พื้นที่ตามชายแดนเมื่อกี้ที่ผมเล่าไว้ก็คือว่าเปึนจุดที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด ของประเทศไทย แล้วก็ยังจะสูงต่อไปเปึนแกนต่อไปข้างหน้าอีกนะครับ ส่วนใหญ่เรานําเข้า สินค้าขั้นปฐมจากประเทศเพื่อนบ้านของเรา ส่งออกเปึนสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเราผลิตได้ ในประเทศ การค้าทั้งเข้าทั้งออกนี่สร้างกําไรให้กับประเทศไทยเยอะ แล้วก็ทําให้เศรษฐกิจ ของประเทศเพื่อนบ้านของเรานี่โตขึ้นไปด้วย อันนี้ก็เรียกว่าวินวินทั้งคู่ ใน ๕ ป้ข้างหน้านี้ ประเทศเพื่อนบ้านของเราจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมาก คือเฉลี่ยแล้ว ๕ ป้ข้างหน้าสูงเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์หลายประเทศด้วยกัน ของเรานี่เฉลี่ยอาจจะสัก

๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ของเขาขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจะมีการข้ามไปข้ามมาของ ประชาชน ของสินค้าเยอะแยะ มูลค่าการค้าชายแดนของเราตอนนี้มีตัวเลขของป้ ๒๕๕๗ ก็คือทั้งเข้าทั้งออกรวมกันประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกือบจะ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้านับที่มันไม่ได้อยู่ในบัญชีด้วยก็น่าจะเลย ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือเปึนการค้าขาย ใน ๔ ประเทศรอบชายแดนของเรา ยังไม่รวมอีกประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทของการค้า ที่ขายผ่านประเทศพวกนี้ออกไปสู่ประเทศที่ ๓ ประเทศพวกนี้เปึนแค่เพียงทางผ่านออกไป เช่น ขายผ่านประเทศ สปป. ลาวออกไปที่ประเทศเวียดนาม ขายผ่านเขมรออกไป ที่ประเทศเวียดนาม เปึนต้น ขายผ่านเขมร ผ่านประเทศ สปป. ลาวขึ้นไปทางประเทศจีน อย่างนี้เปึนต้น คือไปประเทศที่ ๓ รวม ๆ แล้วนี่เปึนการเติบโตของการค้าในอนา คต ที่ค่อนข้างจะสูงต่อไปข้างหน้า รัฐบาลเองก็มองเห็นจุดนี้ก็มีการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด ๑๐ เขต รอบแรกมีอยู่ ๕ เขต รอบหลังก็มีอีก ๕ เขตอยู่ตามแนวชายแดน

เพื่อที่จะรองรับสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะการเปึนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนะครับ แล้วก็อาเซียนก็มีโครงการการเป่ดการค้าเสรีเปึนพิเศษสําหรับประเทศสมาชิกอาเซียนในกลุ่ม เพื่อนบ้านของเรา เรียกว่าโครงการเอไอเอสพี (AISP) อาเซียน อินทิเกรชัน ซิสเตม ออฟ พรีเฟอเรนซ์ (ASEAN Integration System of Preferences) ประมาณนะครับ คือเหมือนกับ ทําจีเอสพี (GSP) แต่ทําจีเอสพีให้กับประเทศเพื่อนบ้านของเรา เพราะฉะนั้นกลไกต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ตอนนี้ความจริงแล้วมีค่อนข้างจะพร้อมนะครับ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือตอนนี้สินค้า นําเข้าส่งออกตามชายแดนนี่ขาเข้ามาประเทศไทยต้องผ่านด่านของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็มาผ่านด่านของประเทศไทย ๒ ด่าน ก็เคลียร์ คัสตอม (Clear custom) ๒ ครั้งนะครับ ขาออกไปก็เคลียร์ (Clear) อีก ๒ ครั้ง เพราะฉะนั้นมันก็ทําให้เกิดการล่าช้า แล้วก็เกิด ความไม่สะดวกในการทําพิธีการ คนก็เหมือนกันเราเดินทางออกไปจากประเทศไทยไปที่ด่าน ของประเทศไทยจากขาออก ไปที่ด่านของประเทศเพื่อนบ้านขาเข้า ขากลับมาก็เช่นกันนะครับ ในด้านของสินค้าข้อมูลที่ใช้ในเอกสารคืออยากเคลียร์ผ่านด่านทําพิธีการทางศุลกากร เหมือนกันนะครับ คือทุกประเทศมีอินเตอร์เนชันแนล สแตนดาร์ด (International standard) ที่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันเปึนเอกสารชุดเดียวกัน แต่เราต้องทําเอกสาร เปึน ๒ ชุดเพื่อที่จะให้แก่ด่าน ๒ ด่าน ถ้าเราลดขั้นตอนตรงนี้ได้มันก็ทําให้ค่าใช้จ่าย เวลาหายไป ลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่งนะครับ นอกจากนั้นก็มีเรื่องของการประสานงาน ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ พอชายแดนเริ่มโตการคอมมิวนิเคท (Communicate) การติดต่อสื่อสารระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ก็เริ่มมีปัญหานะครับ เพราะว่าเราบริหารจากส่วนกลางเปึนหลักนะครับ เวลาพื้นที่มีปัญหาก็ต้องมาให้ส่วนกลาง เปึนคนแก้ก็เลยเกิดปัญหาการประสานงาน ประเทศเพื่อนบ้านของเราส่วนใหญ่เจ้าแขวง หรือสเตท มินิสเตอร์ (State Minister) หรือผู้ว่าราชการจังหวัดของเพื่อนบ้านของเรา เขามีสิทธิขาดในการตัดสินใจในปัญหาเรื่องต่าง ๆ แต่ของเราไม่มี เพราะฉะนั้นผู้ว่าราชการจังหวัด ไปเจรจากับเขารับปากเขาเสร็จแล้วก็ทําในประเทศไทยไม่ได้ เปึนปัญหานะครับ เพราะฉะนั้น เพื่อให้มีการลดพิธีการทางด้านศุลกากรแล้วก็การตรวจคนเข้าเมือง แล้วก็เพิ่มศักยภาพ ของพื้นที่ตามแนวชายแดนให้เกิดความสะดวก ไม่ใช่เฉพาะ ๔-๕ ป้ข้างหน้าแต่ว่าให้มันเปึน อย่างนี้โดยตลอดเลย มีข้อเสนอในการปฏิรูปดังนี้นะครับ ข้อที่ ๑ ก็คือให้มีการพัฒนา พื้นที่ร่วมที่ชายแดน คือรวมเอาพื้นที่รอบ ๆ ด่านให้มาเปึนพื้นที่อันเดียวกัน ถือว่าเปึน

พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ อันนี้เปึนความคิดอันใหม่สําหรับประเทศไทยแต่ไม่ได้ใหม่ในโลกนะครับ เพื่อที่จะดึงเอากิจกรรมต่าง ๆ ทางด้านพิธีการเอามาอยู่ด้วยกัน พื้นที่รอบ ๆ อื่น ๆ ที่เหลือ ไม่จําเปึนต้องไปจํากัดว่ามันกว้างสักเท่าไร แต่ดีไฟน์ (Define) กว้าง ๆ เอาไว้เปึนจังหวัดเลย ก็ได้นะครับ แล้วก็ ๒. ให้รัฐบาลร่วมกันเปึนเจ้าของพื้นที่ตรงนี้ พื้นที่ร่วมเศรษฐกิจตรงนี้ ให้บริษัท ๑ บริษัทเกิดขึ้นมาถือหุ้นร่วมกันเปึนเจ้าของเขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลเปึน เจ้าของ ๒ ประเทศ แล้วจ้างผู้บริหารมืออาชีพเปึนเอกชนมาดูแลบริหารพื้นที่เศรษฐกิจตรงนี้ อย่าไปทําเอง เอามืออาชีพมาทํามันจะเกิดความโปร่งใสตรงนี้อย่างชัดเจนขึ้นมา แล้วก็ ให้บริษัทที่ดูแลพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษตรงนี้รับจ้างกรมศุลกากร อย. แล้วก็หน่วยงานราชการต่าง ๆ ในการที่จะดูแลพิธีการในการผ่านทางด้านศุลกากร เนื่องจากตรงนี้มันเปึนบริษัทเดียว คือเราดีไฟน์ให้เขาเปึนบริษัทเดียวแล้วด่านไม่มีแล้ว อยู่ภายใต้บริษัทนี้บริษัทเดียว

เพราะฉะนั้นเวลาผ่านพิธีการก็ทําครั้งเดียวจบ คือเข้ามาในด่านก็คือจบ ไม่ว่าจะเข้า ทางด้านประเทศไทยหรือเข้ามาจากทางด้านไหนคือเข้าครั้งเดียวทําพิธีการศุลกากร แล้วก็ พิธีการทางอื่น ๆ นี่ครั้งเดียวจบ นี่เปึนภาพนะครับ ข้างบนก็คือเปึนเจ้าของร่วมเปึนบริษัท อันที่ ๒ ก็มีผู้บริหารอาชีพ ดีไฟน์พื้นที่ตรงนี้เราให้การค้าขายข้างในนี้ทําประหนึ่งว่าตรงนี้ เปึนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เรากําลังอิมพลีเมนต์ (Implement) เรากําลังดําเนินการ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ในพื้นที่เฉพาะตรงชายแดนตรงนี้ อาเซียนต้องการที่จะ ทําเศรษฐกิจของทั้ง ๑๐ ประเทศให้เปึนพื้นที่เศรษฐกิจเดียวกันกับซิงเกิล มาร์เกต (Single market) ตรงนั้นอาจจะต้องใช้เวลา แต่ตรงชายแดนเราสามารถที่จะสร้างให้มันเกิด เขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมาได้ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะใช้ในเขตเศรษฐกิ จพิเศษตรงนี้ ไม่ต้องไปทําใหม่ ดึงเอากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของอาเซียนที่มีอยู่แล้วขึ้นมาใช้ เช่นเรื่องระบบ พิธีการทางด้านศุลกากรอาเซียนมีอยู่แล้ว ตอนนี้อาเซียนมีเรื่องของอาเซียน ซิงเกิล วินโดว์ (ASEAN Single Window) ก็คือให้ประเทศต่าง ๆ ในระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วก็ ส่งข้อมูลเอกสารครั้งเดียว ชุดเดียวไปได้หมดเลยทั่วทั้งอาเซียนต้องใช้เวลาในการทํา เราเริ่มก่อนเริ่มที่ชายแดนของประเทศใดประเทศหนึ่งคู่ค้าของเรา แล้วก็ใช้กฎตรงนี้ ของอาเซียนเอามาดําเนินการ การอํานวยความสะดวกทางการค้าอาเซียนก็มีเรื่อง อะกรีเมนต์ ออน เดอะ ฟาซิลิเตชัน ออฟ กูดส์ อิน ทรานสิต (Agreement on the Facilitation of Goods in Transit) ซึ่งใช้เวลาในการเจรจาประมาณเกือบ ๒๐ ป้แล้ว ตอนนี้ก็ดึงตรงนี้มาใช้ได้ สําหรับพื้นที่บางพื้นที่อาจจะใช้ความตกลงอื่น ๆ ที่มีก็ได้อย่างเช่น ในเกรทเตอร์ แม่โขง ซับรีเจิน (Greater Mekong Subregion) ของจีเอ็มเอส (GMS) บางอย่างโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับยานยนต์ข้ามประเทศของจีเอ็มเอสเขาไปไกลกว่า ของอาเซียนก็ดึงตรงนั้นมาใช้ได้ มาตรการด้านการลงทุนเรื่องของภาษีนําเข้าก็ใช้กฎเกณฑ์ ที่มีอยู่แล้วในอาเซียนมาช่วย การบริการเป่ดเสรีด้านบริการในอาเซี ยนทําไว้เยอะมาก แต่ไม่ค่อยมีการนํามาใช้เท่าไร เราสามารถที่จะใช้กฎเกณฑ์ตรงนี้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษอันนี้ คือไปตั้งบริษัทอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กฎเกณฑ์ตรงนี้คือเปึนเจ้าของธุรกิจได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วโอเปอเรต (Operate) แล้วดําเนินการผ่านบริษัทพวกนี้เข้าไป ในประเทศเพื่อนบ้านของเราได้เลย เรื่องรายงานก็เช่นเดียวกันอาเซียนก็มีการตกลงเรื่องนี้ เอาไว้มีอุตสาหกรรมหลัก ๆ อยู่ ๔ ด้านด้วยกันซึ่งตอนนี้ยังมีการใช้น้อยมาก อุตสาหกรรม

ด้านการก่อสร้าง ด้านบริการสาธารณสุข บริการธุรกิจ แล้วก็บริการด้านการท่องเที่ยว คือ ๔ อุตสาหกรรมหลักที่ให้แรงงานฝ้มือ อย่างเช่น มัคคุเทศก์ หมอ ทันตแพทย์ วิศวกร แล้วก็ สถาปนิก เขาทํางานข้ามประเทศกันได้ เราก็ใช้กฎเกณฑ์อันนั้นอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตรงนี้ได้เลย เรื่องที่เซนซิทีฟ (Sensitive) ที่สุดก็น่าจะเปึนเรื่องของระบบเงินตรา คือตอนนี้ ในการค้าชายแดนประเทศเพื่อนบ้านของเราเขาต้องการให้เราใช้เงินตราของเขาเปึนระบบ เงินตราสําหรับการค้า เราก็อยากจะใช้เงินบาท เขาก็อยากจะใช้เงินกีบ ใช้เงินเรียล ใช้เงินจ๊า ด เปึนต้น แต่เราก็มีปัญหาเพราะว่าถ้าเราขายของแล้วได้เงินจ๊า ดมาเราก็ไม่รู้ จะเอาเงินจ๊าดไปใช้อะไรต่อ อันนั้นก็เปึนปัญหา ในอาเซียนมีการคุยกันเรื่องของเพย์เมนต์ ซิสเตม (Payment System) ซึ่งตอนนี้ค่อนข้างจะก้าวหน้าไปเยอะแล้ว เราก็ดึงตรงนี้ มาใช้ได้เลย ถึงแม้อาเซียนยังไม่ได้ตกลงกันทั้งหมดเราก็สามารถที่จะดึงเอาข้อตกลงที่กําลัง ทํากันอยู่นี้มาใช้ได้เลย ในการทําโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษอันนี้ในรายงานนี้เราขอเสนอ เอาไว้ ๒ จุดด้วยกัน จุดแรกคือทําการนําร่องที่จังหวัดกาญจนบุรีกับทวาย พื้นที่ติดกับ ชายแดนที่ทวาย

เราพูดกันเรื่องท่าเรือน้ําลึก มอง ๆ แล้วก็อีกหลายป้กว่าจะเกิด นะครับ แต่อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมสําคัญมาก แล้วก็ศักยภาพของจังหวัดกาญจนบุรีกับพื้นที่ชายแดนระหว่าง ในประเทศพม่าเองก็มีค่อนข้างจะสูง อันนี้เริ่มดําเนินการไปได้เลยนะครับ ก็เสนอว่าอันนี้ เปึนโครงการแรกที่มีการทํานะครับ วิธีทําก็คือต้องมีการจัดทําวิสัยทัศน์ของพื้นที่ระยะยาว เสียก่อน คืออย่าทําลอย ๆ คือทําวิสัยทัศน์ มองระยะยาวไปเลยนะครับ ไม่ใช่แต่เฉพาะ จังหวัดกาญจนบุรี ก็เอาคลัสเตอร์จังหวัดแถว ๆ จังหวัดกาญจนบุรี มีจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดราชบุรีนี่ทําไปพร้อม ๆ กันว่าเราจะพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้มันมีความพร้อมตรงนี้ ได้อย่างไร ปรับโครงสร้างทางกายภาพให้พร้อม แล้วก็ใช้สถาบัน แล้วก็มาตรการต่าง ๆ ของอาเซียนมาจับประเด็นต่าง ๆ ที่เราต้องการที่จะพัฒนาในพื้นที่ แล้วก็ส่งเสริมการเปึน เมืองคู่แฝดระหว่างเมืองทวายกับจังหวัดกาญจนบุรี อันนั้นก็เปึนจุดหนึ่งนะครับ อันที่ ๒ ก็คือโครงการนําร่องระหว่าง จังหวัดนครพนมกับแขวงคําม่วน คือทั้งจังหวัดนครพนม แล้วก็จังหวัดกาญจนบุรีเปึนเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ในกลุ่มที่ ๒ กลุ่ม ๑ ก็มีอย่างเช่น อําเภอแม่สอด จังหวัดมุกดาหาร เปึนต้น อันนี้ก็เปึนกลุ่มที่ ๒ ซึ่งตอนนี้รัฐบาลกําลัง ลงรายละเอียดกันอยู่ก็เปึนจังหวะที่เราจะเข้าไปช่วยเสริมให้เกิดความเข้มแข็งได้เหมือนกัน อันนี้ก็เหมือนกันคือทางกลุ่มจังหวัดนครพนมซึ่งคณะของเราไปดูงานมาแล้วมีความพร้อม ค่อนข้างจะสูง โดยเฉพาะการติดต่อกับภาคเอกชน แล้วก็ภาครัฐในประเทศเพื่อนบ้านของเรา ในกรณีของจังหวัดนครพนม แขวงคําม่วน นอกจากประเทศ สปป. ลาวแล้วยังกินความลงไป จนถึงประเทศเวียดนามด้วย อันนี้ก็เปึนโครงการนําร่อง ๒ โครงการที่เรานําเสนออยู่ในรายงาน อันนี้นะครับ ตัวชี้วัดถ้าทําได้เศรษฐกิจ ชายแดนจะมีความโปร่งมากขึ้น ต่อไปนี้ถ้าสมมุติว่า โครงการเศรษฐกิจพิเศษชายแดนมันทําได้ ข้อเสนอของเราอีกอันหนึ่งก็คือว่าเราต้องการที่จะ ให้รัฐบาลนําข้อเสนอเรื่องเศรษฐกิจชายแดนนี้ไปเปึนข้อเสนอสําหรับอาเซียนให้เปึนอาเซียน อินิชิเอ ทีฟ (ASEAN Initiative) ด้วยนะครับ เหมือนกับโครงการอาเซียน อินดัสเตรียล โปรเจกต์ (ASEAN Industrial Project) โครงการหนึ่งนะครับ เพื่อที่จะให้ทุกคนในอาเซียน ได้ใช้เหมือน ๆ กันไม่ต้องมานั่งเจรจากันใหม่นะครับ ข้อดีของการที่จะมีโครงการตรงนี้ ก็คือถ้าเราจะทําเรื่องนี้กับประเท ศเพื่อนบ้านของเราแล้วมันจะไม่ใช่แต่เฉพาะเปึน เรื่องการตกลงกันเฉพาะ ๒ ประเทศ แต่ว่าเปึนการตกลงกันของอาเซียน คือเรามีอาเซียน เปึนตัวแบกอัพ (Backup) ของเราอยู่ ถ้าทําได้จากโครงการนําร่อง ๒ จุดนี้มันอาจจะขยาย

ต่อไปในจุดอื่น ๆ จนทําให้ตะเข็บชายแดนของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านของเราหาย กลายเปึนพื้นที่พื้นที่เดียว อันนั้นคือเปัาหมายอันสูงสุดของโครงการเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดนตามพื้นที่ชายแดนครับ ข้อเสนอของรายงานทั้ง ๒ ฉบับนี้ ก็มีเพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ