สมชัย ฤชุพันธุ์ หารือเกี่ยวกับแผนปฏิรูปเศรษฐกิจไทยเพื่อเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี ๒๕๗๕ โดยเน้นการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นแบบทันสมัยและแก้ไขความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเกษตรกรกับบริษัทที่มีกำลังเงินสูง
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพรักครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ขออนุญาต นําเสนอรายงาน ๓ เรื่อง เรื่องแรกเปึนวาระพัฒนา เรื่องแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจ ไทย เพื่อเปึนประเทศที่พัฒนาแล้วภายในป้ ๒๕๗๕ เรื่องนี้เปึนเรื่องซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูป เศรษฐกิจ การเงินและการคลังได้ทําขึ้น เพื่อมุ่งที่จะพิจารณาและวิเคราะห์ถึงยุทธศาสตร์ ในการที่จะทําให้ประเทศไทยได้เจริญเติบโตพ้นความเปึนประเทศที่มีรายได้หลากประการ ให้กลายเปึนประเทศที่พัฒนาแล้วภายในป้ ๒๕๗๕ เนื้อหาสาระจะเปึนเรื่องของการพัฒนา เศรษฐกิจเปึนหลัก ซึ่งจะมีการวิเคราะห์ทั้งทางภาคแม คโคร (Macro) ในภาพรวม ในเศรษฐกิจ แล้วก็ทางภาคเศรษฐกิจรายสาขา เรื่องนี้อาจารย์สุทัศน์จะเปึนผู้นําเสนอ ในรายละเอียดครับ ส่วนเรื่องที่ ๒ เปึนวาระปฏิรูปพิเศษ ซึ่งมี ๒ เรื่อง เรื่องแรกเปึนเรื่อง แนวทางการพัฒนาพื้นที่ร่วมชายแดน อันนี้จะเปึนการบริหารจัดการเขตพื้นที่ชายแดน ซึ่งอยู่ใน ๒ ประเทศ ไอเดีย (Idea) หลักก็คือมุ่งจะให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารโดยที่จะ รับมอบอํานาจจากประเทศทั้งสองโดยที่ประเทศทั้งสองยังเปึนเจ้าของดินแดนในส่วนของตนอยู่ แล้วยังใช้อํานาจรัฐในส่วนของตนอยู่ แต่การบริหารจัดการจะเปึนการบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้ไม่ต้องผ่ำนด่าน ๒ ครั้ง เพื่อไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม ๒ ครั้ง ทําที่เดียวแล้วก็จบ ผ่านได้เลย เรื่องนี้ก็จะเปึนเรื่องที่ท่านอาจารย์สุทัศน์จะเปึนผู้นําเสนอในรายละเอียดนะครับ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเปึนเรื่องของการปฏิรูประบบเ กษตรพันธสัญญาให้เปึนธรรม พร้อมทั้ง จะมีกฎหมายให้พิจารณา ๒ ฉบับ ระบบเกษตรพันธสัญญาเปึนระบบที่กําลังแพร่หลาย อยู่ในวงการเกษตรอยู่มาก แล้วก็มีแนวคิดอยู่ ๒ อัน อันหนึ่งก็คือเห็นว่าเกษตรพันธสัญญา เปึนเรื่องดีมีประโยชน์ ทําให้ภาคเกษตรมีความก้าวหน้า แล้วก็มีความทันสมัย จะเปึนประโยชน์ต่อเกษตรกร แต่อีกแนวคิดหนึ่งก็คือเห็นว่าเกษตรพันธสัญญาเปึนรูปแบบ ซึ่งก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ํามากขึ้น แล้วผู้ที่เสียเปรียบคือพวกเกษตรกร คราวนี้เรื่องนี้ อยู่ในกรอบของการลดความเหลื่อมล้ํา เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังจึงมอบให้คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีดอกเตอร์กอบศักดิ์เปึนประธาน ได้ทําการศึกษาแล้วก็สรุปได้ว่าเกษตรพันธสัญญา เปึนมาตรการมีวิธีการดําเนินการด้านเกษตรที่มีประโยชน์ เพราะว่า ๑. คือช่วยลดความเหลื่อมล้ํา
และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกร ๒. คือนําเกษตรกรรายย่อยเข้าสู่ระบบ การผลิตที่มีประสิทธิภาพ ๓. คือสามารถพัฒนากระบวนการผลิตให้เปึนแบบทันสมัย โดยใช้วิทยาศาสตร์ ใช้เทคโนโลยีและใช้นวัตกรรม ถ้าเกษตรกรรายเล็ก ๆ ทําเองตามลําพัง ก็จะไม่สามารถมีวิทยาศาสตร์ มีเทคโนโลยี และมีนวัตกรรมเหล่านี้เข้ามาช่วยได้ ๔. ก็คือ ช่วยพัฒนาสายพันธุ์ พัฒนาวัตถุดิบ และพัฒนาการปัองกันโรค ๕. คือส่งเสริมการแปรรูป และช่วยในเรื่องการตลาด และเรื่องการจัดจําหน่าย ทําให้เกษตรกรไม่ต้องประสบปัญหา ในเรื่องการจัดจําหน่าย อันนั้นคือเปึนผลดี เปึนด้านดีของเกษตรพันธสัญญา แต่อย่างไรก็ตาม เกษตรพันธสัญญาที่ปฏิบัติอยู่ในประเท ศไทยในขณะนี้ก็ยังมีความไม่สมดุล อยู่เยอะ แล้วมีความไม่เปึนธรรมก่อเกิดขึ้นอย่างมากมาย เปึนที่ร้องเรียนกันในวงการเกษตรอยู่มาก ประการแรก คือดุลอํานาจทางเศรษฐกิจของคู่สัญญาทั้ง ๒ ฝ์ายไม่เท่ากัน อํานาจต่อรองของ บริษัทใหญ่มีมากกว่ามาก อํานาจต่อรองของเกษตรกรมีน้อย
๒. คือบริษัทใหญ่มีกําลังเงินสูง มีนักวิชาการสนับสนุนอย่างพร้อมสรรพ และมักจะทําเปึน สัญญาสมบูรณ์แบบ แต่เกษตรกรมีทุนน้อย ล้วก็มีความรู้น้อยนะครับ ๓. ก็คือว่า ในความไม่เท่าเทียมกันนี้ภาครัฐยังทําหน้าที่น้อยเกินไป ยังไม่ได้กํากับดูแลให้เกิด ความเปึนธรรมอย่างเพียงพอในเรื่องของการทําเกษตรพันธสัญญานะครับ ความไม่สมดุลอันนี้มีหลายมิติ ๑. คือความไม่เท่าเทียมกันทางด้านข้อมูลระหว่างเกษตรกร กับบริษัท ๒. คือความไม่เท่าเทียมกันทางด้านการรับความเสี่ยง ๓. คือความไม่เท่าเทียมกัน ทางด้านการแบ่งปันผลประโยชน์ ๔. คือความไม่เท่าเทียมกันทางด้านการบังคับใช้ กฎหมาย ๕. คือความไม่เท่าเทียมกันทางด้านศักยภาพในการเข้าใจสัญญา ความสามารถ ในการผลิตและในการบริหารจัดการ เมื่อวิเคราะห์แล้วว่าเกษตรพันธสัญญามันเปึนวิธีการ จัดการการเกษตรที่ดีที่ก้าวหน้า ที่เอื้อให้เกิดการใช้เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์เข้ามาพัฒนา ภาคเกษตรได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีความไม่เปึนธรรมในการเจรจาต่อรองนะครับ เราจึงเสนอว่ารัฐควรจะแสดงบทบาทเข้าไปช่วยให้เกษตรพันธสัญญาสามารถทําได้ต่อไป และไปช่วยให้เกิดความเปึนธรรมขึ้นโดยการออกเปึนกฎหมาย ๒ ฉบับนะครับ ฉบับแรก เรียกว่าร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เปึนธรรม พ.ศ. .... ซึ่งจะไปวางเงื่อนไขต่าง ๆ ของการทําสัญญา สัญญาคงทําโดยอิสระของคู่สัญญาทั้ง ๒ ฝ์าย แต่หลักเกณฑ์การทําสัญญา ข้อกําหนดในเรื่องความเปึนธรรมเกี่ยวกับการทําสัญญา ไม่ได้มีปรากฏในกฎหมายนี้นะครับ ส่วนร่างกฎหมายฉบับที่ ๒ เปึนการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งมีอยู่แล้วคือกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เปึนธรรม ซึ่งใช้เปึนการทั่วไปกับสัญญาทั่วไป แต่ว่าในกฎหมายฉบับนี้เดิมพูดถึงเรื่องสัญญาหลายอย่าง แต่ไม่รวมถึงเกษตรพันธสัญญา เพราะฉะนั้นจึงมีความจําเปึนที่จะต้องใช้หลักว่าด้วยสัญญาที่ไม่เปึนธรรมอันนี้ให้ครอบคลุม ถึงเกษตรพันธสัญญาด้วย จึงต้องไปแก้ไขบทบัญญัติในบางมาตรา โดยเฉพาะในเรื่องของ ขอบเขตการบังคับใช้นะครับ ทั้งหมดนี้ก็จะเปึนรายละเอียดซึ่งจะขอเชิญอาจารย์กอบศักดิ์ ได้นําเสนอนะครับ ในเบื้องแรกนี่ขอเชิญท่านอาจารย์สุทัศน์พูดเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนา เศรษฐกิจก่อนครับ เชิญครับ