สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๔ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘

เขมทัต สุคนธสิงห์ หารือเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างนิคมอุตสาหกรรมและชุมชน โดยเน้นแนวคิดเชิงนิเวศน์ และเสนอแนะว่าไม่ควรย้ายคนจากถิ่นอื่นเข้าไปทํางานในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เขายังแสดงความกังวลเกี่ยวกับระบบการควบคุมมลพิษและน้ำเสีย และเรียกร้องให้มีเอกภาพและแนวทางการควบคุมที่ชัดเจน

นายเขมทัต สุคนธสิงห์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ ท่านกรรมาธิการ ผม เขมทัต สุคนธสิงห์ หมายเลข ๐๒๕ นะครับ ขออนุญาต ประทานโทษ ท่านกรรมาธิการและคณะทํางานที่จะต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมแล้วก็ให้ความเห็นในฐานะที่ผม เคยเปึนกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แล้วก็เปึนประธานคณะกรรมการ จัดทําบันทึกข้อตกลงการประเมินผลของการนิคม อุตสาหกรรม เรื่องของการอยู่ร่วมกัน อย่างยั่งยืนระหว่างนิคมอุตสาหกรรมและชุมชนด้วยแนวคิดเชิงนิเวศนั้น

เมื่อประมาณ ๖ ป้ที่แล้วคณะกรรมการจัดทําบันทึกข้อตกลงได้ออกข้อกําหนดตาม ข้อกําหนดเชิงนโยบายที่เรียกว่าสเตทเมนต์ ออฟ ไดเรกชัน (Statement of Direction) นี่นะครับ ขอให้การนิคมอุตสาหกรรมนั้นดําเนินการทําข้อกําหนดคุณลักษณะเกณฑ์ตัวชี้วัด เปึนเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ท่า นศึกษาอยู่ในตาราง ๓.๑ นะครับ และจริง ๆ แล้ว เราให้ทําต่อด้วยคือไม่ใช่ทําข้อกําหนดอย่างเดียวให้ดําเนินการต่อเลย เพราะฉะนั้น ไม่จําเปึนต้องตั้งองค์กรใหม่ครับ งานตรงนี้การนิคมอุตสาหกรรมอยู่ในพันธกิจและภารกิจ ที่จะต้องทําอยู่แล้วนะครับ ถึงแม้จะเปึนนิคมอุตสาหกรรมที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของ การนิคมอุตสาหกรรมก็สามารถจะทําได้ ทั้งที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไปถึงเรื่องการตั้ง องค์กรผมเรียนยืนยันว่าไม่ต้องตั้งครับ ใช้ตรงนี้ทําต่อไปได้เลยนะครับ ส่วนต่อไปก็คือ เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรใน ๒ รายงานนี่นะครับ ปกติแล้วนิคมอุตสาหกรรม หรือโรงงานอุตสาหกรรมควรจะต้องใช้บุคลากรหรือประชากรที่อยู่รอบนิคมอุตสาหกรรม มาทํางานก่อนนะครับ แต่ที่เรำทําผิดมาตลอดก็คือย้ายคนจากถิ่นอื่นเข้าไปทํางาน ในนิคมอุตสาหกรรม แล้วก็ไปทําให้เกิดความเสียหายกับทรัพยากรแล้วก็สิ่งแวดล้อม รอบนิคมอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครช่วยกันรักษา ก็เลยกลายเปึนข้อขัดแย้ง ระหว่างชุมชนที่อยู่รอบนิคมอุตสาหกรรมหรือรอบโรงงานอุตสาหกรรมกับในโรงงานอุตสาหกรรม หรือนิคมอุตสาหกรรมซึ่งพยายามจะมองเห็นประโยชน์โดยการที่ใช้เทคโนโลยีเกินขอบเขต อันนี้เปึนปัญหา เพราะฉะนั้นในรายงานของท่าน ๒ เรื่องนั้นถ้าเผื่อพูดให้ชัดเจนว่า ถ้าเราไม่ต้องให้คนย้ายถิ่น โรงงานอุตสาหกรรมเข้าไปอยู่ตรงไหนขอให้ไปช่วยกันพัฒนา บุคลากรรอบโรงงานอุตสาหกรรมให้เขาเข้ามาทํางานให้เปึน คนก็จะไม่ต้องย้ายถิ่นมา ผมคิดว่าตรงนี้น่าจะเปึนข้อเสนอที่มีความจําเปึนมากกว่าแล้วจะทําให้การอยู่ร่วมกัน จะอยู่แบบยั่งยืนอย่างแท้จริง ในต่างประเทศทําแบบนี้หมดนะครับ เมืองอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ประชากร ๘๐ เปอร์เซ็นต์เลยนะครับทํางานในโรงงานในรูปแบบต่าง ๆ มีการอยู่ร่วมกัน นิคมอุตสาหกรรมตั้งโรงเรียนให้ประชาชนทําเปึนเชิงนิเวศอย่างแท้จริง ลองนึกเปึนตัวอย่าง เรื่องที่ ๓ ในเรื่องของการติดตั้งระบบรายงานผลคุณภาพน้ําและอากาศ ต้องกราบเรียนว่า การให้ติดตั้งนั้นติดตั้งแล้วจะรายงานจริ งหรือเปล่า ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคงจําได้ว่าเราเคยมีปัญหาเรื่องนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดบอกว่ารายงานแล้วเสร็จแล้ว อยู่ ๆ ก็มีปัญหาว่าออกมาเกิน กรมควบคุมมลพิษยืนยันว่ามีรายงานตลอด เราก็บอกว่า

รายงานนั้นมันเปึนแค่ตัวกระดาษออกมา อันนั้นเปึนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อประมาณ ป้ ๒๕๕๓ ป้ ๒๕๕๔ ต้องมีมาตรการว่าการรายงานนั้นเปึนจริง แล้วระบบท่านพูดถึง กรมโรงงานอุตสาหกรรม แต่คนที่ดูเรื่องน้ําเสีย อากาศเสียยังมีกรมควบคุ มมลพิษ เรื่องน้ําเสียยังมีกรมเจ้าท่า เพราะฉะนั้นระบบต้องเปึนเอกภาพและต้องมีแนวทางการควบคุม ที่ชัดเจน ไม่ใช่ ๓ กฎหมายมาทํากันคนละระบบเสร็จแล้วเอกชนไม่ทราบจะทําอันไหนแน่ ที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของการสอบเทียบค่าที่วัดได้ เราละเลยเรื่องมาตรวิทยา เรื่องการสอบเทียบนะครับ ต่อให้มีระบบอย่างไรก็ตามถ้าไม่ได้สอบเทียบก็ทะเลาะกันไม่หยุด หรอกครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้เปึนเรื่องที่ผมขออนุญาตเรียนท่านกรรมาธิการ ท่านอนุกรรมาธิการนะครับช่วยกรุณาลองดู หลายเรื่องทําอยู่แล้วเพียงแต่เปึนเรื่องของ การบังคับใช้กฎหมายหรือทําให้เกิด ความมีเอกภาพแล้วก็ทําให้เกิดจริง ที่ท่านรายงานมานี่ ผมไม่แตะเรื่องสุดท้ายเรื่องกองทุนนะครับ ผมคิดว่า ๔ เรื่องแรกทําได้หมดโดยที่ไม่ต้องตั้ง องค์กรใหม่ เพียงแต่มีการบังคับใช้กฎหมายสร้างความเปึนเอกภาพ แล้วก็ใช้เทคโนโลยี ในทางที่เหมาะสมที่ถูกต้องนี่มาบังคับใช้ ขอบพระคุณครับ