สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๓ · ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๘

สรณะ เทพเนาว์ หารือเรื่องการยุบเลิกกองทุนต่าง ๆ เพื่อโอนเงินไปใช้ในกองทุนพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน และกองทุนเอสเอ็มแอล และวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณขององค์กรมหาชนหลายแห่ง และเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบความจำเป็นขององค์กรเหล่านี้ และจัดทำพระราชบัญญัติองค์การมหาชนที่ครอบคลุมและชัดเจน และควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณขององค์การมหาชน เพื่อรักษาวินัยทางการคลังและหลักธรรมาภิบาล และส่งเสริมการปฏิรูป

นายสรณะ เทพเนาว์

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติอันทรงเกียรติ ท่านคณะกรรมาธิการที่เคารพครับ กระผม นายสรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เลขที่ ๒๐๙ ด้านปกครองท้องถิ่นครับ ท่านประธานครับ

ผมมีคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ป้ ๒๕๕๗ มีมติให้ยุบเลิกกองทุนต่าง ๆ โดยงบประมาณของกองทุนต่าง ๆ ที่ถูกยุบให้โอนย้ายไปยัง หน่วยงานอื่นมีกองทุนพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน และกองทุนเอสเอ็มแอล (SML) กองทุนเอสเอ็มแอลเปึนกองทุนที่มหาศาล ๕,๗๐๐ กว่าล้านบาท กองทุนช่วยเหลือหมู่บ้าน และชุมชนอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท โครงการพัฒนาเมืองอีก ๑,๒๒๕ ล้านบาท ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเงินเหล่านี้มิได้หายไปไหน แต่ขณะเดียวกัน คสช. เองได้โอนเงินจํานวนที่กระผมได้กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าให้กองทุนเงินให้กู้ยืม ทางการศึกษาคือ กยศ. ถือว่าเปึนประโยชน์อย่างยิ่งครับ เพราะเห็นกับสภาวะการศึกษาของ บ้านเมืองเราที่จะต้องพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา นักเรียนที่ยากจนตามเขา ตามดอย ตามชุมชนต่าง ๆ หมู่บ้านต่าง ๆ เปึนปัญหามาก เงินเหล่านี้เปึนสิ่งที่น่าชื่นชมที่รัฐบาลแปร หรือปฏิรูปให้กองทุนนี้ มิใช่เน้นในเรื่องประชานิยมอย่างเดียว กระผมมีความประสงค์ ที่อยากจะฝากไปยังคณะกรรมาธิการอย่างนี้ว่า การปฏิรูปองค์การมหาชนที่หลายสิบแห่ง ใช้งบประมาณในแต่ละป้รวมกันแล้วหลายพันล้านบาท หลายท่านก็คงมีข้อมูล โดยการสํารวจ และประเมินผลอย่างจริงจังว่าองค์การมหาชนทั้งหลายมีความจําเปึนจริงหรือไม่ มีความซ้ําซ้อนจากหน่วยงานที่ปฏิบัติตามระบบของการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ มีการทํางานบรรลุเปัาหมายและบทบาทหน้าที่เพียงใด มีองค์การมหาชนใดไม่จําเปึนและ สิ้นเปลืองงบประมาณก็ควรที่จะดําเนินการยุบไปเสีย

หากมีความจําเปึนอยู่จริงก็ต้องเร่งพัฒนาให้การพัฒนา หรือการทํางานให้เปึนไปตาม เปัาหมายอย่างแท้จริง อันนี้ตั้งข้ อสังเกตไว้นะครับ องค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นมีอยู่ ๒ ลักษณะด้วยกัน ๑. ตราพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งองค์กำรมหาชนตามมาตรา ๕ ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน ป้ ๒๕๔๒ ภายใต้รัฐบาลของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย อีกลักษณะหนึ่งคือออกตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งองค์กำรมหาชนโดยการเฉพาะ โดยวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กำรมหาชนที่กําหนดไว้ในมาตรา ๕ วรรคแรก ของ พ.ร.บ. องค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่นเดียวกัน องค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา มีอยู่ ๒๗ แห่ง ตราโดยพระราชบัญญัติเฉพาะอีก ๑๖ แห่ง รวมแล้ว ๔๓ แห่ง มีทั้งขึ้นตรงต่อ นายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงต่าง ๆ เช่น สํานักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ท่านประธานครับ ประเด็นเรื่องนี้ผมได้รับ การร้องเรียนจากครูในสังกัดประถมศึกษาหรือ สพฐ. ต้องการให้ยุบ สมศ. นี้ด้วย หลายท่าน มีความห่วงใย สํานักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ ทําหน้าที่อย่างไรครับ คําว่า ซิปา (SIPA) เขาทําหน้าที่บทบาทอย่างไร สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) สํานักงานนวัตกรรมทั้งหลาย ท่านได้เปลี่ยนแปลงอนาคตประเทศไทยสู่วิสัยทัศน์ประเทศไทย อย่างไร ท่านไม่ได้ตอบคําถาม โจทย์เหล่านี้หลายท่านไ ม่ได้ประชาสัมพันธ์องค์กรเลย องค์การมหาชนที่ไม่ค่อยปรากฏชื่อและเงียบหาย ไม่เปึนที่รับรู้ อาทิ สํานักงานบริหาร และพัฒนาองค์ความรู้ สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาค สํานักงานความร่วมมือ พัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านจอยท์ เวนเจอร์ (Joint Venture) กับ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ผมฝากตั้งข้อสังเกต องค์การมหาชนที่มีความจําเปึนอย่างแท้จริง หรือไม่ ประโยชน์การใช้ทรัพยากร รวมทั้งการจัดทํารายงานข้อเสนอต่าง ๆ และแผนงาน แต่ละป้ไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ รัฐบาลสามารถ ทําผ่านโดยกํากับดูแลอย่างไร เปึนปัจจัยสําคัญ ในส่วนสุดท้ายผมอยากจะฝากการประกอบ ร่างพระราชบัญญัติองค์กำรมหาชนที่ท่านคณะกรรมาธิการได้ร่างมา ผมตั้งข้อสังเกต ในมาตรา ๕ (๑) วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์การมหาชนนั้น เอกชนที่สามารถดําเนินการได้ หรือได้มีการถ่ายโอนตามภารกิจให้กับองค์ก รปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น แต่ละภารกิจนั้น ท่านต้องจําแนกและแผนกิจกรรมที่การถ่ายโอนตามพระราชบัญญัติแผนขั้นตอน กระจายอํานาจนั้น ในความรู้สึกของประชาชนได้มีพีเพิล ปาร์ติซิเปชัน (People participation)

ได้มีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนเพียงใด มาตรา ๖ การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายของ องค์การมหาชนให้เปึนไปตามหลักการรักษาวินัยทางการคลัง และหลักธรรมาภิบาลนั้น ตรงนี้รัฐบาลเองหรือว่าองค์กรที่จะต้องควบคุมต้องควบคุมให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นรัฐต้อง สูญเสียงบประมาณอย่างใหญ่หลวงกับสิ่งเหล่านี้ครับ ส่วนสุดท้ายผมอยากจะฝากกราบเรียน ว่าประเด็นการปฏิรูปสิ่งสุดท้าย