สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๓ · ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๘

เบญจวรรณ สร่างนิทร พูดถึงการแก้ไขปรับปรุงเอกสารและกฎหมายการจัดตั้งองค์การมหาชน โดยเสนอแก้ไขหลายประการ เพื่อปรับปรุงและยกระดับบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณภาพสูงขึ้น นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายที่จะลดขนาดราชการส่วนกลาง

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร ประธานกรรมการ

เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านนะคะ เนื่องจากว่า ตอนที่เอกสารตอนนําเสนอวิป (Whip) ตัวที่จะแนบไปกับการขอแก้ไขปรับปรุงตามที่ ท่านอาจารย์อรพินท์เล่ามานั้น ก็ต้องขอเอ่ยชื่อนะคะ เราได้รับความอนุเคราะห์จาก สปช. วรรณชัย บุญบํารุง สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ช่วยทํารายละเอียดประกอบ ว่าได้มีการปรับในเรื่องอะไร มาตราไหน ก็เปึนเอกสารประกอบ ก่อนอื่นขออนุญาต ท่านประธานขอให้แจกในที่ประชุมเพื่อรับทราบด้วยนะคะว่าตามที่ได้มีการเสนอนั้น เราได้มีการดําเนินการเพื่อประกอบในรายงานนี้ไปด้วยนะคะ ประการแรก ก็ให้เจ้าหน้าที่ แจกตัวกฎหมายตัวนี้ประกอบด้วยเพื่อให้เห็นว่าในการทําเรื่องนี้นั้นจะมีตัวที่จะต้องไป ดําเนินการต่อในส่วนไหน อย่างไรบ้าง ประการแรกก็คือคําจํากัดความขององค์การมหาชน มันไม่ใช่เพียงแค่ตามกฎห มายที่ออกเมื่อป้ ๒๕๔๒ เท่านั้น มันเปึนองค์การมหาชน แบบที่ออกตามกฎหมายเฉพาะด้วยนะคะ ในประการที่ ๒ ก็คือเพิ่มเติมในมาตรา ๕

เปึนมาตรา ๕/๑ กําหนดกิจการที่องค์การมหาชนไม่ควรดําเนินการนะคะ มีเรื่องอะไรบ้าง ที่ไม่เปึนลักษณะของการที่จะจัดตั้งเปึนองค์การมหาชน ก็คือ การกําหนดนโยบาย การวางแผนและการกําหนดยุทธศาสตร์ การส่งเสริมงานวิจัย การจัดสรรงบประมาณ การบังคับใช้กฎหมาย การประสานงาน การขับเคลื่อนนโยบายแห่งรัฐ และภารกิจที่เกี่ยวกับ ความมั่นคงแห่งรัฐนะคะ นี่เพื่อให้เห็นหลักของการจัดตั้งองค์การมหาชนที่แท้จริงนะคะว่า งานบางลักษณะนั้นเข้าข่ายที่จะจัดตั้งกับงานบางลักษณะไม่เข้าข่ายที่จะจัดตั้ง ในส่วนต่อไปนั้นเนื่องจากข้อเสนอของอาจารย์อรพินท์บอกว่าองค์การมหาชน จะมี ๓ ประเภท ประเภทแรกก็คืองานบริการสาธารณะทั่วไปที่รัฐบาลสามา รถที่จะ ซื้อบริการจากหน่วยงานประเภทนี้ได้ รูปแบบที่ ๒ ก็คือมีช่วงเวลาในการจัดตั้งมีวัตถุประสงค์ เปึนงานเฉพาะกําหนดว่าตั้งวันนี้แล้วจะเสร็จเมื่อไร กับในรูปแบบที่ ๓ รัฐบาลขึ้นมา รัฐบาลมีนโยบายพิเศษในการจัดตั้ง เพราะฉะนั้นใน ๓ ประเภทนี้เราก็จะไปกําหนดไว้ใน วัตถุประสงค์ ในมาตรา ๗ (๓) ว่าวัตถุประสงค์ในแต่ละลักษณะเปึนอย่างไรบ้าง แน่นอนค่ะ จุดนี้มันจะไปโยงกับผู้รักษาการ ก่อนหน้านี้ผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ มีเพียงรัฐมนตรีเท่านั้น ตอนนี้ใน ๓ ประเภทนี้เราจะจําแนกออกว่าถ้าเปึนงาน บริการสาธารณะทั่วไปให้ปลัดกระทรวงเปึน ผู้รักษาการ ถ้าเปึนองค์การมหาชนที่จัดตั้ง โดยมีช่วงเวลานั้นอาจจะให้รัฐมนตรีเปึนผู้รักษาการ

แต่ถ้าเปึนองค์การมหาชนจัดตั้งตามนโยบายรัฐบาล ให้นายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐมนตรี เปึนผู้รักษาการ เพราะฉะนั้นส่วนนี้ก็จะไปกระทบกับผู้รักษาการขององค์การมหาชนที่จะ จัดตั้งขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะมีการขอปรับแก้ตรงส่วนนี้ แน่นอนค่ะมันจะไปกระทบจุดอื่น ๆ ที่พูดถึงว่าตรงจุด ไหนที่เขียนว่ารัฐมนตรีรักษาการก็จะมีการปรับแก้ว่าผู้รักษาการ ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเปึนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตรงนี้ ประการต่อไปเกี่ยวกับเรื่อง งบประมาณรายจ่าย ทางสํานักงบประมาณก็ขอแก้ไขว่าในการใช้จ่ายงบประมาณของ องค์การมหาชน ถ้าท่านดูนั้นมันจะอยู่ในมาตรา ๖ เปึนการเพิ่มมาตรา ๑๗/๑ ว่าให้เปึนไปตาม หลักการรักษาวินัยทางการคลังและหลักธรรมาภิบาล ในส่วนต่อไปที่เปึนมาตรา ๗ ก็คือ แก้ไขมาตรา ๑๙ เดิม แล้วก็เพิ่มเปึนมาตรา ๑๙/๑ นั่นก็คือว่าตัวประธานนั้นไม่ควรจะเปึน ปลัดกระทรวง ควรจะเปึนผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกนะคะ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือองค์ประกอบ ของกรรมการ เมื่อสักครู่นี้ที่บอกว่าไม่ควรจะเปึนผู้แทนหน่วยงานกลาง อย่างเช่น สํานักงบประมาณไปเปึนบอร์ดขององค์การมหาชนที่ไหนก็แล้วแต่ มันอาจจะถือว่าเปึนผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียสําหรับหน่วยงานนั้น เพราะฉะนั้นเราคิดว่าผู้แทนหน่วยงานกลางทั้งหลาย ไม่ควรเปึน เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็ขอแก้ไขทั้งหมดนะคะ ในบทบัญญัติอันต่อไป ในมาตรา ๙ ว่าเจ้าหน้าที่ในส่วนที่เปึนบุคลากรก็ต้องเปึนไปตามสัญญาจ้างนะคะ ในส่วน ๒ ข้อสุดท้ายที่เราขอแก้ไขก็คือในมาตรา ๓๙ วรรคสอง เดิมมาเปึนมาตรา ๑๑ ใหม่นั้น เดิมนั้นบอกว่าระบบการตรวจสอบภายในของแต่ละองค์การมหาชนนั้นให้เปึนไปตามที่ คณะกรรมการกําหนด แต่กฎหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น กฎหมายเขียนบอกว่า เว้นแต่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจะกําหนดเปึนอย่างอื่น เพราะฉะนั้นตรงนี้เราคิดว่าไม่ควรจะมีว่า ตัวพระราชกฤษฎีกาที่จัดตั้งนั้นกําหนดเปึนอย่างอื่นได้ มันจะต้องเปึนไปตามที่คณะกรรมการ หรือบอร์ดเปึนคนกําหนดเท่านั้น ในจุดสุดท้ายก็คือ มาตรา ๑๓ ที่ปรากฏในเอกสาร มันก็เปึนเรื่องเกี่ยวกับการประเมินผล ในเรื่องการประเมินผลที่เปึนจุดอ่อนนั้น นอกจากเปึนไปตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนดแล้ว ในกฎหมายเดิมเขียนไว้อีกนะคะว่ำ เว้นแต่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจะกําหนดระบบการประเมินผลไว้เปึนอย่างอื่น มันก็จะกลายเปึน จุดที่องค์การมหาชนต่าง ๆ สามารถใช้ข้อนี้หลบได้นะคะว่าเขาสามารถจะจัดตั้งในลักษณะไหน อย่างไรก็แล้วแต่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง ส่วนอื่นก็เปึนส่วนที่จะต้องไปดําเนินการทบทวน ที่ออกมาเปึนมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ แล้วก็มาตรา ๑๘ ในรายละเอียดที่เอกสารแจกเพิ่มเติม

ดิฉันขอเรียนอย่างนี้ว่าผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับจากการดําเนินการตามข้อเสนอแนะ จากผลการศึกษาของเราแล้ว ประการแรกนั้นจะมีการจัดประเภทหน่วยงานของภาครัฐ ให้ชัดเจนและเปึนไปตามหลักการการจัดแบ่งภารกิจหน้าที่ที่เหมาะสม กําหนดให้ ส่วนราชการทําหน้าที่ด้านนโยบายกํากับดูแล บังคับใช้กฎหมาย งานด้านปกครองแล้วก็ ส่วนงานบริการเชิงพาณิชย์กับอุตสาหกรรมให้เปึนรัฐวิสาหกิจ แต่ถ้าเปึนบริการสาธารณะ ทางสังคมกับวัฒนธรรมแล้วก็ไม่แสวงหากําไร ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเปึนส่วนราชการ ให้แยกออกไปเปึนองค์การมหาชน ถ้าดําเนินการตามนี้แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จะสามารถแยกงาน ที่เปึนหน่วยเรกูเลเตอร์กับหน่วยโอเปอเรเตอร์ได้ชัดเจน ประการต่อไปจะทําให้บทบาท ที่แยกไปนั้นจะสามารถกําหนดมาตรฐานการบริการสาธารณะได้ชัดเจน ประการต่อไป ก็สามารถปรับปรุงและยกระดับบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณภาพสูงขึ้นได้ ที่สําคัญต่อไปก็คือสามารถลดขนาดราชการส่วนกลาง โดยการยุบเลิก ถ้าหน่วยไหนได้จัดตั้งเปึนองค์การมหาชนแล้ว เราก็จะยุบเลิกหน่วยงานนั้น ยุบทั้งตัวจํานวน ส่วนราชการ ยุบทั้งจํานวนข้าราชการที่แปลงสภาพไปเปึนเจ้าหน้าที่องค์การมหาชน ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการแล้วนะคะ

ที่สําคัญทําให้ระบบการให้บริการสาธารณะมีความคล่องตัวและมีการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรและบุคลากรให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล และมีความคุ้มค่ามากขึ้น ก็ขอนําเรียนเสนอในภาพรวมของการศึกษาเรื่องการปฏิรูปองค์การมหาชน เพื่อที่จะให้ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ข้อสังเกต แล้วก็ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ขอบพระคุณมากค่ะ