ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ หารือเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการควบคู่ไปกับการสอบสวนและการมีประสบการณ์และความหลากหลายในทุกด้านของบุคลากรที่ปฏิบัติงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการดำเนินการสอบสวนให้ถูกต้องและยุติธรรม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๓๓ กระผมได้อ่านรายงาน ของคณะกรรมการจัดทําแผนปฏิรูปกิจการตํารวจแล้วก็คิดว่าตรงนี้อย่างน้อยก็เปึนเอกสาร ชุดแรกที่จะทําให้ ถึงแม้ไม่ใช่เปึนการปฏิรูประบบตํารวจทั้งระบบ แต่ก็ถือได้ว่าเปึนขั้นตอน ขั้นแรกในการที่จะปฏิรูปการทํา งานของตํารวจได้ ซึ่งน่าจะเปึนแนวทางที่จะได้ใช้ต่อไป ในอนาคตในการที่จะปฏิรูป กิจการตํารวจทั้งระบบให้เปึนที่ยอมรับของสังคมและ ประชาชนชาวไทยที่มีความคาดหวังไว้ ประเด็นที่เห็นว่าในวันนี้น่าที่จะได้รับการยอมรับ ในเบื้องต้นก็ด้วยที่ว่าบุคลากรที่มาทําหน้าที่ในการให้ข้ อมูลของคณะกรรมการชุดนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วต้องถือว่าเปึนผู้ที่มีประสบการณ์ มีความหลากหลายในทุก ๆ ด้าน แล้วก็อยู่ในแวดวงของหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมหรือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงาน ที่ต่อเนื่องจากกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเปึนทางของท่านอดีตทางฝ์ายปกครองก็ดี หรือท่านเลขาธิการ ก.พ. ก็ดี ซึ่งก็มีหลาย ๆ ท่านที่ติติงนะครับว่าถ้าประธานนั้น เปึนตํารวจ การปฏิรูปไม่ว่าจะเปึนการปฏิรูประบบการทํางานหรือภารกิจจะมีความมั่นใจ ได้อย่างไรนั้นก็คงจะสิ้นไปนะครับ เพราะว่าท่านอดีตท่านเลขาธิการท่านมาทําหน้าที่ตรงนี้ แล้วก็มีความมุ่งมั่นในการที่จะให้งานนั้นออกมาเรียบร้อยดี หลายท่านสงสัยคลางแคลงใจ ในเรื่องของการสอบสวน ซึ่งตรงนี้โดยประสบการณ์ที่กระผมทํางานในเรื่องของกระบวนการ ยุติธรรม ซึ่งทําหน้าที่ทางพนักงานอัยการอยู่นี้นะครับ โดยประสบการณ์แล้วก็ต้องยอมรับ ว่างานของทางด้านสอบสวน สืบสวน จับกุม ตรงนี้ควรที่จะมีการดําเนินการควบคู่กันไป เพราะโอกาสที่จะแบ่งแยกนั้นก็เปึนการแบ่งแยกที่ยาก เพราะว่าอะไร
เพราะว่าการสอบสวนนั้นไม่ใช่ อย่างที่สักครู่ที่ท่านวรรณชัย ก็ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านทํางานทางด้านกฎหมายมาท่านก็พอจะทราบว่าการสอบสวนนั้นไม่ใช่ว่าเปึน การสอบสวนเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทําความผิดแต่เพียงอย่างเดียว แต่เปึนการดําเนินการ เพื่อให้ได้ความชัดเจนในเรื่องของการกล่าวหา ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของผู้ถูกกล่าวหา เรื่องของผู้กล่าวหา หรือว่าผู้ต้องหา หรือผู้เสียหาย ซึ่งตรงนั้นเปึนหน้าที่ของ พนักงานสอบสวนในการที่ต้องไปรวบรวมพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเปึนพยานหลักฐานที่เปึน พยานบุคคล พยานวัตถุ หรือพยานเอกสารที่จะต้องรวบรวมมา อาจจะมีบางท่านที่ยังติดใจ ว่าเมื่อรวบรวมแล้วนั้นจะสรุปแต่เพียงว่ากระทําความผิดนั้นไม่ใช่ เพราะว่าดุลยพินิจของ พนักงานสอบสวนก็มีในการที่จะเสนอว่าควรที่จะสั่งฟัองหรือไม่ แล้วก็เสนอไปยัง พนักงานอัยการ เช่นเดียวกันครับถ้าพนักงานอัยการเ ห็นว่าในข้อมูลที่ได้รับนั้น มีพยานหลักฐานไม่เพียงพอก็จะสั่งไม่ฟัอง อันนั้นก็เปึนการตรวจสอบกันไปในตัว ทีนี้ปัญหา ที่เปึนอยู่ในทุกวันนี้ก็คือโดยส่วนใหญ่แล้วยังมีความเชื่อมั่นว่าพนักงานสอบสวน ยังให้ความยุติธรรมไม่เพียงพอ ตรงนี้ละครับที่เปึนหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ที่น่าจะไป คิดต่อว่าจะทําอย่างไรที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าการสอบสวน ของท่านนั้นให้ความยุติธรรมอย่างตรงไปตรง มา อย่างถูกต้อง แล้วก็ถูกทํานองคลองธรรม รวมทั้งถูกบทกฎหมายด้วย ถ้าทําตรงนี้ได้ผมเชื่อว่าไม่มีท่านใดที่จะติดใจหรอก ครับว่า จะแยกการสอบสวน แยกการสืบสวน แยกการปราบปรามออกไปจากกัน เพราะว่าตรงนี้ เนื่องจากว่าการสอบสวนนั้นไม่ได้สิ้นสุดแค่ตรงพนักงานสอบสวนสรุปการสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนยังมีภาระในการที่จะต้องดําเนินการต่อไปถ้าหากว่ามีการส่งฟัอง ผู้ต้องหานั้นต่อศาลแล้วมีการสืบพยาน เมื่อในชั้นสืบพยานตรงนั้นพนักงานสอบสวน ก็ยังรับภาระในการที่จะต้องติดตามพยานให้มาเบิกความเพื่อประกอบกับการพิจารณา ที่จะลงโทษตัวผู้ที่ถูกฟัองก็คือจําเลยในฐานะที่เปึนผู้ที่ถูกฟัองต่อศาล ตรงนั้นก็ส่วนหนึ่ง ฉะนั้นภารกิจไม่ได้หมดแค่ในเรื่องการสอบสวนในเบื้องต้น ฉะนั้นถ้าพนักงานสอบสวน ท่านประธานครับ สักครึ่งนาที ก็ขออภัยครับ ก็ขอให้จบในส่วนนี้ครับ ฉะนั้นผมเห็นว่า ถ้าทางคณะกรรมการสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ ผมเชื่อว่าตรงนั้นจะทําอย่างไร ที่จะสร้างกลไกในการที่จะหามาดําเนินการตรวจสอบการทํางานของพนักงานสอบสวนก็ดี ส่วนผู้ปราบปรามก็ ดี หรือในชั้นสืบสวนก็ดี ตรงนั้นปัญหายังไม่ว่า จะอยู่ตรง
พนักงานสอบสวนเปึนหลัก ฉะนั้นถ้ามีกลไกในการที่จะมาตรวจสอบได้ว่า ทําอย่างตรงไปตรงมาแล้วให้ความยุติธรรมกับทุก ๆ ฝ์ายอย่างตรงไปตรงมาปัญหาตรงนั้น ไม่เกิดครับ ก็ขออนุญาตเรียนครับ ขอบคุณครับ