สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๒ · ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘

คุรุจิต นาครทรรพ หารือเรื่องการจัดการขยะ และการสร้างพลังงานจากขยะ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทรีตขยะให้เป็นขยะแห้ง แยกขยะก่อน และสร้างพลังงานจากขยะที่มีค่าความร้อนสูง นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการจัดการขยะและสร้างพลังงานจากขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และควรจะมีการบูรณาการระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมในการจัดการคดีสิ่งแวดล้อม

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่นําเสนอวาระวันนี้มาถึง ๓ วาระ แต่ไม่ค่อยแฟร์เลยที่ให้เวลาเพียง ๕ นาที ที่จะพูดให้ครบทั้ง ๓ วาระ ก็เลยจะยกประโยชน์ให้กับดอกเตอร์ธรณ์จะไม่พูดของท่าน เพราะว่าเห็นความตั้งใจและมุ่งมั่นที่ท่านทํามาตลอด ผมก็จะขอพูด ๒ เรื่อง คือเรื่องของ วาระปฏิรูปที่ ๒๕ เรื่องขยะของอาจารย์สุชาติซึ่งก็ชอบกัน แล้วก็เรื่องการจัดตั้ง ศาลสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปผมก็เห็นด้วยกับรายงานวาระปฏิรูปที่ ๒๕ ในเรื่องของการปฏิรูป ระบบกําจัดขยะเพื่อแก้ปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน แต่ผมอยากจะฝากข้อสังเกตไว้กับ ท่านกรรมาธิการเพื่อจะได้เติมเต็มรายงานให้สมบูรณ์ก่อนที่จะส่งไปให้กับรัฐบาล เมื่อกระผม

เปึนรองปลัดกระทรวงครั้งแรกเมื่อ ๙ ป้ก่อนก็ยังจําได้นะครับ เพราะว่าเราก็รณรงค์เรื่องที่จะ เอาขยะไปทําเปึนพลังงาน ก็ท่องไว้ขยะประเทศไทยมี ๔๐,๐๐๐ ตันต่อวัน ก็มาเห็นใน รายงานของอาจารย์สุชาติตอนนี้เพิ่มเปึน ๖๙,๐๐๐ ตันต่อวันแล้ว แต่ผมอยากกราบเรียนว่า ตัวเลขนี้ในทางวิชาการเราก็ต้องค้นหามา ก็ถูกต้องนะครับ แต่จริง ๆ ต้องพยายามพิสูจน์ ด้วยนะครับว่าตัวเลขขยะนี้มันเปึนตัวเลขจริงหรือเปล่า เพราะบางครั้งนี่ด้วยระบบวิธีกําจัดขยะ ของประเทศไทยที่จ่ายค่าขยะเปึนรายตันนี่มันก็ทําให้บางครั้งสมประโยชน์ทั้งผู้ให้ขยะและ ผู้กําจัดขยะที่จะมีตัวเลขขยะเยอะ ๆ แล้วก็ปริมาณขยะไม่ได้มีตามนั้นจริง แล้วพอไปออกแบบ โรงงานก็ไม่มีขยะที่จะมาปัอนโรงงานไม่เพีย งพอ อันที่ ๒ ผมต้องชื่นชมรายงานของท่านที่ บรรยายเทคโนโลยีกําจัดขยะไม่ให้มีมลพิษทั้งหลายแหล่ก็คงไม่มีใครเถียง แต่โดยหลักทั่วไป เทคโนโลยีกําจัดขยะที่จะไปทําไฟฟัามันก็มีอยู่ ๒ วิธี ๑. ก็คือทําบ่อหมักขยะให้ได้ก๊าซชีวภาพ แล้วเอาก๊าซชีวภาพนั้นไปรัน (Run) แก๊ส เอนจิน (Gas engine) หรือจะไปต้มน้ําแล้วก็ไปปัืนไฟ อีกวิธีหนึ่งก็คือเปึนเตาเผาขยะเปึนระบบแก๊สซิฟ่เคชัน (Gasification) ซึ่งเทคโนโลยีสูงกว่า แต่ว่ามันไม่ใช่เอาอะไรไปเผาก็ได้นะครับ

ความล้มเหลวของระบบกําจัดขยะเปึนพลังงานที่ติดอยู่ในหลายจังหวัดปัจจุบันนี้ เพราะเรา เข้าใจว่าเอาอะไรไปเผาแล้วก็ให้พลังงาน โดยเฉพาะระบบแก๊สซิฟ่เคชันนี่ท่านต้องทําให้ขยะ มีค่าความร้อนที่สามารถจะทําให้เกิดมูลค่า คือเผาแล้วก็เกิดความร้อนที่จะไปทําไฟฟัาตามที่ ต้องการ ไม่ใช่เตาครอบจักรวาล ไม่ใช่เตาสารพัดนึกเอาอะไรใส่เข้าไปแล้วก็เปึนไฟฟัาได้หมด มันถึงต้องทรีต (Treat) ขยะให้เปึนขยะแห้ง แยกขยะก่อน ทําให้เปึนอาร์ดีเอฟ (RDF) รีฟ่วส์ ดีไรท์ด ฟ่วเอิล (Refuse derived Fuel) ก่อน แล้วบางครั้งถ้าได้ค่าความร้อนไม่พอก็ต้อง เติมค่าความร้อนให้เต็ม สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ว่าถ้าท่านอยากให้รายงานนี้สมบูรณ์ ต้องพูดถึงเรื่อง ไม่ใช่เทคโนโลยีขยะอย่างเดียว แต่พูดถึงเรื่องว่าจะทําอย่างไรจะจัดการปัญหาเจ้าของขยะ มีเจ้าเข้าเจ้าของ ถ้าจะพูดภาษาชาวบ้านคือมีมาเฟ้ย (Mafia) ขยะ ทําให้การเอาขยะ ไปทําเปึนพลังงานหรือไปกําจัดโดยถูกวิธีนี่เปึนไปด้วยความยากลําบาก อาจจะเกิดภัยกับ ผู้ที่พยายามทําได้ เพราะว่าบางทีการไปฝังกลบ ขายที่ดินฝังกลบ หาที่ดินฝังกลบไปเรื่อย ๆ มันเปึนประโยชน์ต่อเขา เพราะฉะนั้นกระ ทรวงที่ต้องมีส่วนร่วมอย่างมากคือ กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แล้วก็สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติที่ต้องเอนฟอร์ซ (Enforce) ในเรื่องนี้ แล้วก็กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แล้วก็ต้องคัดแยกขยะ เวลามีน้อยครับ ขอพูดเรื่องศาลสิ่งแวดล้ อม ขอประทานอภัยท่านประธานถ้าเกินไปนิดหนึ่งนะครับ ผมก็มีความเปึนห่วง ผมคิดว่า เจตนารมณ์ของผู้ศึกษามานี่ดีมาก อยากอํานวยความยุติธรรมต่าง ๆ แต่ผมเปึนห่วงว่า การศึกษาคือถ้าท่านจะรวมคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีปกครองมาไว้ในศาลเดียวกัน แล้วให้เปึน ๓ ศาล การบูรณาการนี่เปึนเรื่องที่ดี แต่ถ้าบูรณาการแล้วผลลัพธ์เกิดช้ากว่าเดิม อํานวยความยุติธรรมได้ช้ากว่าเดิมมันก็ไม่เปึนความยุติธรรม แล้วคดีสิ่งแวดล้อม หรือศาลสิ่งแวดล้อมที่ท่านจะตั้งนี่ไม่ว่าจะอยู่ที่ศาลไหนก็ตาม ผมคิดว่าควรจะมี การบูรณาการ ก็ต้องกราบขอประทานโทษว่าท่านควรจะปรึกษาศาลปกครอง ในคณะศึกษา ท่านน่าจะมีตุลาการศาลปกครองด้วย ก็จะให้มุมมองได้อีกมุมมองหนึ่ง เพราะระบบในเรื่อง ของศาลปกครองกับศาลยุติธรรมเปึนคนละระบบกัน ระบบไต่สวนกับระบบกล่าวหา เพราะฉะนั้นมันก็จะต้องมีวิธีเมิร์จ (Merge) ขึ้นมา แล้วที่สําคัญผมเห็นประโยชน์ว่า ท่านอยากเห็นว่าต้องการมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเปึนผู้พิพากษาหรือเปึนตุลาการ ก็ควรจะเปึน อย่างนั้น แต่ไม่ใช่ว่าท่านใช้ระบบผู้พิพากษาสมทบ แล้วตุลาการก็จะเปึนตุลาการแบบเดิม

คือท่านเปึนนักกฎหมายอาจจะอยู่แพ่ง อยู่อาญา อยู่แรงงาน แล้วก็เวียนมาอยู่ตรงนี้ อย่างนี้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญครับ ผู้เชี่ยวชาญคือคนที่ทําเรื่องสิ่งแวดล้อมมา เห็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมา แล้วก็รู้ว่าน้ําหนักอยู่ตรงไหนก็ตัดสินตรงนั้น เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะดูแบบประเทศ ออสเตรเลียอย่างเดียวนี่ผมก็คิดว่ามันไม่ใช่โมเดล (Model) ที่พึงปรารถนาเสมอไป ทําไมท่านไม่ดูประเทศเยอรมัน ทําไมไม่ดูประเทศเนเธอ ร์แลนด์ หรือประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเขาก็มีระบบศาลคู่ และประเทศเขาก็มีสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าประเทศออสเตรเลียตั้งเยอะแยะ ผมก็อยากจะฝากกราบเรียนว่าเรื่องนี้ในเวลาที่จํากัดบางทีก็ต้องรีบทํารายงานเข้ามา แต่ว่าถ้ามีการสัมมนาในวงกว้างกว่านี้ มีผู้รู้มากกว่านี้ และระบบศาลดึงศาลปกครองมาด้วย ท่านก็จะได้รายงานที่สมบูรณ์กว่านี้ ขอบพระคุณครับ