สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๒ · ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘

สยุมพร ลิ่มไทย หารือเรื่องการปฏิรูปศาลสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและกว้างขวางในประเทศไทย และเสนอแนวคิดการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมเป็นศาลชำนาญพิเศษ สังกัดศาลยุติธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในระบบศาล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลัก Polluter Pays Principle (3P) ที่ผู้ก่อให้เกิดมลภาวะจะต้องเป็นผู้ชดเชยและเยียวยา

นายสยุมพร ลิ่มไทย กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ท่านสมาชิก สปช. ต้องขออภัยนะครับ เรื่องของผมส่วนมากมักจะมาตอนเย็น แล้วก็มาเปึนเ รื่องสุดท้าย ผมก็พยายามใช้เวลาให้กระชับมากที่สุดนะครับ เอกสาร ที่จะนําเสนอท่านจะมี ๒ ส่วน ส่วนแรกก็จะเปึนรายงาน รายงานเรื่องนี้นะครับ แล้วก็ส่วนที่ ๒ ก็จะเปึนร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม และวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... ในส่วนของผมผมจะนําเสนอสาระสําคัญที่เ กี่ยวกับตัวรายงาน ส่วนเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติก็จะมี ผู้นําเสนอต่อไปอีก ๒ ท่าน ก็จะขอนําเสนอโดยเพาเวอร์พอยต์ ประเด็นที่ผมจะนําเสนอมี ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ประเด็นแรกก็จะเปึนสถานการณ์ ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วก็แนวโน้มในอนาคต ประเด็นที่ ๒ จะเปึนปัญหา เกี่ยวกับระบบศาลและวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยว่าในปัจจุบันมีปัญหาอะไร อยู่บ้าง ส่วนประเด็นสุดท้ายก็จะเปึนข้อเสนอในการปฏิรูปซึ่งจะมีข้อเสนอ ๒ ส่วน ส่วนแรก ก็จะเปึนข้อเสนอในการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเปึนศาลชํานัญพิเศษ

แล้วก็ข้อเสนอที่ ๒ ก็จะเปึนข้อเสนอในการจัดทํากฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมนะครับ ผมก็จะไปทีละประเด็นนะครับ โดยพยายามจะให้กระชับมากที่สุดนะครับ ประเด็นแรก เรื่องสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมนะครับ ก็เปึนที่ยอมรับนะครับว่าปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทยของเรานั้นมีปัญหามากแล้วก็มีแนวโน้มที่จะมี ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ สิ่งที่ทุกท่านได้ยินได้ฟังอยู่นี้นะครับจะเปึนปัญหา สิ่งแวดล้อมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเปึนมลภาวะจากอากาศเสีย น้ําเสีย ขยะ สารเคมี ซึ่งเกิดจาก การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกินดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับเมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมขึ้น ผลกระทบจะมีผลกระทบมากทั้งในวงแคบและวงกว้างนะครับ ผลกระทบในวงแคบก็คือ ความเสียหายที่เกิดต่อผู้ที่ไ ด้รับผลกระทบโดยตรงนะครับ ทั้งด้านสุขภาพร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สิน แล้วก็ผลกระทบในวงที่กว้างออกไปก็คือต่อกลุ่มคน ต่อชุมชน ต่อที่สาธารณะ แม่น้ําลําธาร พื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม สิ่งที่เราพบเห็นในปัจจุบัน ระบบนิเวศของธรรมชาติเสื่อมโทรม พื้นที่ป์าไม้ลดลง ความอุดม สมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติลดลง ต้นน้ําลําธารถูกทําลาย หลายพื้นที่ในประเทศไทย ขณะนี้ถูกประกาศเปึนเขตควบคุมมลพิษ แล้วก็ปัจจุบันเวลาจะมีการดําเนินการโครงการใด ๆ ที่จะไปกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่านก็จะเห็นการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ อันนี้เปึนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนะครับ แล้วก็มีแนวโน้มที่จะมากขึ้นในอนาคต ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดยิ่งขึ้นนะครับ โดยจะขอยกตัวอย่างคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้ นแล้วในประเทศไทย ที่ทุกท่านคงจําได้มาสัก ๕ ตัวอย่างนะครับ เรื่องแรก ทุกท่านคงได้ยินปัญหามลภาวะในลําห้วยคลิตี้ ซึ่งเปึนกรณีที่บริษัทเอกชนปล่อยน้ําเสีย ออกจากบ่อกักเก็บตะกอนแล้วก็ทําให้เกิดสารตะกั่วปนเปุ๋อนลงสู่ลําห้วยคลิตี้ของราษฎร ที่ตําบลชะแล อําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้านทั้งตําบลนะครับ เพราะว่าราษฎรไม่สามารถใช้น้ําในลําห้วยนี้ได้ เรื่องที่ ๒ ทุกท่านคงจําได้กรณีโรงไฟฟัาแม่เมาะ ที่จังหวัดลําปางปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเนื่องมาจากปัญหา ในการที่ไม่ได้ควบคุมดูแลเปึนผลให้ราษฎรชา วบ้านในอําเภอแม่เมาะ จังหวัดลําปาง ต้องเจ็บป์วยเปึนโรคปอดอักเสบจากฝุ์นหิน จากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อันนี้ก็เปึนกรณี ที่ทุกคนได้ยินได้ฟังมานะครับ เรื่องที่ ๓ ท่านก็คงจําได้นะครับ กรณีรังสีโคบอลต์ ๖๐ เปึนกรณี ที่บริษัทเอกชนซึ่งเปึนผู้ครอบครองเครื่องฉายรังสีโคบอ ลต์ ๖๐ เปึนเครื่องฉายที่มี

สารกัมมันตภาพรังสีบรรจุอยู่ภายใน แล้วก็ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการจัดและดูแลรักษา ทําให้เกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีออกมาเปึนผลให้ราษฎรได้รับอันตรายต่อชีวิต และสุขภาพ เรื่องที่ ๔ เปึนเรื่องที่โด่งดังไปทั่วโลก กรณีมาบตาพุด ทุกท่านทราบนะครับว่า พื้นที่มาบตาพุดที่จังหวัดระยองเปึนพื้นที่ที่มีการประกาศให้เปึนเขตนิคมอุตสาหกรรม มีการลงทุนอุตสาหกรรมมากมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับโรงแยกก๊าซ โรงกลั่น โรงไฟฟัาแล้วก็อุตสาหกรรมป่โตรเคมีตั้งแต่ป้ ๒๕๒๕ จนกระทั่งชาวบ้านได้รับผลกระทบจาก การที่มีปริมาณของสารเคมีหรือมลภาวะทางอากาศ ทางน้ํา แล้วก็ขยะในปริมาณที่รุนแรง แล้วก็มีแนวโน้มที่อาจจะเปึนอันตราย ทางราชการก็ไม่ประกาศให้เปึนเขตควบคุมมลพิษ ก็ปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งมีการฟัองร้อง ต่อศาลปกครอง สุดท้ายศาลก็ต้องมีคําพิพากษาให้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต้องประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ข้างเคียง เปึนเขตควบคุมมลพิษ

จนกระทั่งสามารถนําไปสู่โครงการในการบําบัด ฟุ๋นฟูและเยียวยาได้ต่อมาในภายหลังจนถึง ปัจจุบัน กรณีสุดท้ายก็เปึนเรื่องมาบตาพุดเหมือนกันจากการที่มีปัญหาเรื่องการประกาศ เขตมลพิษ ก็ได้มีการพิจารณาว่าโครงการที่มันอาจก่อให้เกิดผล กระทบรุนแรงต่อประชาชน แล้วก็ได้ดําเนินการไป มีการอนุญาตไปโดยที่ไม่ได้ปฏิบัติให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญขณะนั้น คือรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เขาบอกว่าโครงการอะไรที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง ต่อประชาชนไปทําในพื้นที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน แล้วก็ ต้องให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมาให้ความเห็นก่อนถึงจะพิจารณาอนุญาต หรือไม่อนุญาตได้ แต่โครงการในขณะนั้น ๗๖ โครงการทําไปโดยไม่ได้ดําเนินการ ให้เปึนไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ องค์กรภาคประชาชนก็ฟัอง ฟัองชนะจนศาลสั่ง ให้ต้องระงับโครงการ ๗๖ โครงการไว้ก่อน ทั้งหมดนี้เปึนตัวอย่างที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีมาก แล้วก็มีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าหากว่าเราดูสถิติคดี ที่เกี่ยวกับทรั พยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่ งเข้าสู่ศาล ไม่ว่าจะเปึนศาลยุติธรรม หรือว่าศาลปกครองก็ตามมากขึ้นเรื่อย ๆ เฉพาะในศาลยุติธรรมปริมาณคดีระหว่าง ป้ ๒๕๕๕ ป้ ๒๕๕๖ อันนี้ผมขอแก้ตัวเลขเลยนะครับ ตัวเลขผิดพลาด ๒ ป้นี่ ๑๗,๐๐๐ กว่าคดี เกือบ ๑๘,๐๐๐ คดีในศาลยุติธรรม แล้วถ้ามาดูในศาลปกครอง ซึ่งมีการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน คดีที่เข้าสู่ศาลปกครองในช่วงป้ ๒๕๕๔-๒๕๕๗ ในศาลชั้นต้น ๔,๐๐๐ กว่าคดี ปริมาณมากแล้วก็มีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้ก็คือ เปึนประเด็นแรกสถานการณ์ความรุนแรงด้านสิ่งแวดล้อม ประเด็นที่ ๒ ก็คือปัญหาเกี่ยวกับ ระบบศาลและวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ผมพูดถึงระบบศาลก่อนนะครับ การฟัองคดีสิ่งแวดล้อมของไทยในขณะนี้เราดําเนิ นการได้ ๓ ลักษณะ ๑. ก็คือ การดําเนินคดีแพ่ง เปึนการฟัองเขาเรียกว่าฟัองละเมิดเมื่อมีการกระทําใดที่เปึนการละเมิด ต่อชีวิต สุขภาพอนามัย หรือทรัพย์สินของบุคคลใดสามารถฟัองได้ เรียกว่าการดําเนินคดีแพ่ง ซึ่งจะเข้าสู่ศาลยุติธรรม ส่วนคดีประเภทที่ ๒ ก็คือการดําเนินคดีอำญาก็เปึนการฟัอง เพื่อให้รัฐลงโทษผู้กระทําผิดในทางอาญา ไม่ว่าจะเปึนโทษจําคุก กักขัง หรือปรับก็ตาม อันนี้ ก็เข้าสู่ระบบของศาลยุติธรรม ส่วนการดําเนินคดีประเภทที่ ๓ ก็คือการดําเนินคดีปกครอง ก็คือเปึนการที่มีผู้ฟัองหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ามีการออกคําสั่ ง ทางปกครองไปแล้วไปกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของประชาชน ก็สามารถฟัองไปที่ศาลปกครอง

เมืองไทยตอนนี้คดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมฟัองได้ ๓ กรณี แล้วก็ฟัองได้ระบบ ๒ ศาล ก็คือศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ทีนี้มันเกิดปัญหาอะไรครับ ระบบศาลที่เปึนอยู่ ในปัจจุบันนี้ปัญหาก็คือ ประการแรกทําให้มีการแยกส่วนในการพิจารณาไปตามเขตอํานาจ ของศาล ถ้าฟัองทางแพ่งคดีสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับการละเมิดทางแพ่งก็ไปศาลยุติธรรม ถ้าฟัองให้ลงโทษผู้กระทําผิดในทางอาญาก็ไปศาลยุติธรรม ถ้าฟัองในส่วนที่เกี่ยวกับ คําสั่งทางปกครองก็ไปศาลปกครอง แยกกันพิจารณาตามเขตอํานาจของศาล แม้ว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมันจะเปึนเรื่องเดียวกันก็ตาม อันนี้คือปัญหาประการแรกถูกแยกส่วน พิจารณาไป ประการที่ ๒ เมื่อถูกแยกส่วนพิจารณาก็ทําให้เกิดการพิจารณาที่ทับซ้อนกัน ในเรื่องที่เปึนข้อเท็จจริงเดียวกันพิจำรณาทับซ้อนกันตามเขตอํานาจศาล แล้วก็ทําให้ ขาดมาตรฐานและแนวทางเดียวกัน เพราะว่าแต่ละศาลนั้นก็มีขอบเขตอํานาจ มีประเด็น ข้อกฎหมาย มีระบบการพิจารณาและมีการใช้ดุลยพินิจของตุลาการหรือผู้พิพากษา ที่แตกต่างกัน ประการที่ ๓ ก็คือล่าช้า เปึนภาระแก่ประชาชน

เวลาเกิดขึ้นนี่นะครับถ้าเปึนคดีคําสั่งปกครองต้องไปศาลปกครอง ต้องไปทีนี่ ถ้าเปึนคดีแพ่ง ไปศาลยุติธรรม คดีอาญาไปศาลยุติธรรม ล่าช้าและเปึนภาระแก่ประชาชนผู้ที่ได้รับ ความเสียหาย ประการที่ ๔ ก็คือไม่เปึนไปตามหลัก ผู้ก่อมลพิษเปึนผู้จ่าย อันนี้เปึนหลักสากล พอลลูเตอร์ เพย์ส พรินซิเป่ล (Polluter Pays Principle) ๓ พี (3P) หลักนี้ก็คือใครที่ก่อให้เกิดมลภาวะ หลักสากลบอกว่าคนนั้นต้องเปึนผู้จ่าย เปึนผู้ชดเชย เปึนผู้เยียวยา ในข้อเท็จจริงส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษคือใครครับ คือโรงงาน คือผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรม โรงกลั่นทําให้เกิดน้ําเสีย โรงงานป่โตรเคมีทําให้เกิด อากาศเสีย หลัก ๓ พีก็คือคนเหล่านี้ต้องเปึนผู้ที่จะเยียวยา ชดเชย และเปึนผู้จ่าย แต่ว่าจากการที่กฎหมายไทยแยกกันไปฟัอง ซึ่งส่วนหนึ่งไปฟัองศาลปกครอง ฟัองหน่วยงาน ของรัฐ กลายเปึนว่าในหลายกรณีหน่วยงานของรัฐต้องมาเปึนผู้แก้ไขเยียวยาแทนภาคเอกชน เนื่องจากพอไปฟัองคดีปกครอง คดีปกครองก็จํากัดอยู่เฉพาะการพิจารณาต่อผู้ออกคําสั่ง ทางปกครอง คือหน่วยงานของรัฐเท่านั้น เพราะฉะนั้นการลงโทษผู้กระทําผิดมันก็ไม่เปึนไป ตามหลัก ผู้ก่อต้องเปึนผู้จ่ายโดยแท้จริง ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นความชัดเจนในบางคดี คดีลําห้วยคลิตี้ที่บอกแล้วว่ามีการปล่อยสารตะกั่วลงไปในลําห้วยคลิตี้ ปรากฏว่าคดีนี้ ประชาชนไปฟัองกรมควบคุมมลพิษ เปึนคดีปกครอง กรมควบคุมมลพิษไม่ได้เปึนคนที่ปล่อย สารตะกั่วลงไปในลําห้วย แต่ถูกฟัองในฐานะที่บอกว่าเปึนหน่วยงานของรัฐไม่ได้ไปกํากับดูแล ให้มีการปฏิบัติ แล้วก็ขอให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายด้วย อันนี้จะเห็นได้ชัดเลยว่า มันไม่เปึนไปตามหลักผู้ก่อเปึนผู้จ่าย หน่วยงานภาครัฐต้องกลายเปึนผู้ชดใช้แทน ในขณะเดียวกันก็แยกไปฟัองศาลยุติธรรมในคดีแพ่ง โดยในกรณีนี้กรมควบคุมมลพิษ ก็ไปฟัองเรียกค่าเสียหายเอากับบริษัทเอกชน ก็เรียกว่าเปึนการฟัองไล่เบี้ยเอานะครับ หรือคดีโรงไฟฟัาแม่เมาะ ซึ่งโรงไฟฟัาทําให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ชาวบ้านไปฟัอง ศาลปกครอง ก็เปึนคดีปกครอง ก็ให้การไฟฟัาฝ์ายผลิตแห่งประเทศไทยชดใช้ค่าเสียหาย ในการที่การไฟฟัาฝ์ายผลิตแห่งประเทศไทยปล่อยก๊าสซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลงไป ก็มีการชดใช้ ค่าเสียหายให้ตามคําพิพากษาของศาลปกครอง ในขณะเดียวกันก็แยกไปฟัองศาลยุติธรรม ในคดีแพ่ง ศาลยุติธรรมก็ให้การไฟฟัาฝ์ายผลิตแห่งประเทศไทยชําระค่าสินไหมทดแทนอีก จะเห็นได้ว่ามันมีความซ้ําซ้อนกันในการพิจา รณา หรือถ้าเปึนกรณีรังสีโคบอลต์ อย่างที่เรียนแล้วว่าบริษัทเก็บเครื่องฉายรังสีที่มีสารกัมมันตรังสีแล้วก็ปล่อยให้รั่วไหลออกมา

ก็ปรากฏว่ามีการไปฟัองศาลปกครอง ฟัองสํานักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ คนปล่อย รังสีโคบอลต์ออกมาก็คือบริษัทเอกชน แต่เวลาไปฟัองคดีปกครองไปฟัองสํานักงาน พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ในฐานะที่ละเลยในการปฏิบัติหน้าที่กํากับดูแลให้ชําระค่าเสียหาย ในขณะเดียวกันก็แยกไปฟัองคดีแพ่งที่ศาลยุติธรรม ก็ให้ชําระค่าเสียหายเหมือนกัน ที่ผมยกตัวอย่างก็คือจะเห็นว่ามันเกิดการทับซ้อนกันในเรื่องของการพิจารณาคดี และเขตอํานาจศาล เรื่องเดียวกัน กรณีเดียวกัน สามารถนําเข้าสู่การพิจารณาได้ทั้ง ๒ ศาล มีความทับซ้อนในการกําหนดค่าเสียหาย แล้วในแต่ละศาลจะไม่มีการนําสํานวน ของแต่ละศาลมาอ้างอิงกัน ศาลใครศาลมัน มันไม่มีกติกาที่ไหนที่บอกว่าให้เอาคําพิพากษา ของอีกศาลหนึ่งมาประกอบเปึนสํานวนของอีกศาลหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าท่านดูภาพต่อไปนี้ จะเห็นได้ว่าคดีสิ่งแวดล้อมมันจะเปึนกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน อย่างน้อยตั้งแต่ต้นจนจบ กระบวนการแรกก็จะไปเกี่ยวกับคําสั่งทางปกครอง ก็คือคําสั่งในการอนุมัติ อนุญาตให้ ประกอบกิจการสร้างโรงงาน อันนี้เขาเรียกว่าเปึนต้นน้ําของปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะว่า ในการที่มีการอนุมัติ อนุญาตไม่ถูกต้องมันก็ก่อให้เกิดปัญหาได้

การละเว้น ละเลย ล่าช้าในการกํากับดูแลก็ก่อให้เกิดปัญหาได้ต้นทาง แต่ว่าคนที่ก่อให้เกิด ปัญหาจริง ๆ ก็คือตรงกลางทางผู้ก่อให้เกิดมลพิษ ก็คือโรงงานนั่นแหละครับ โรงงาน เปึนผู้ปล่อยน้ําเสีย ปล่อยกากขยะอันตราย เปึนผู้ปล่อยอากาศเสีย คนที่ทําให้เกิดมลภาวะ จริง ๆ ก็คือผู้ประกอบการเปึนส่วนใหญ่ สุดท้ายแล้วปัญหามันจะไปอยู่ปลายทางก็คือการที่ สภาพแวดล้อมยากแก่การที่จะฟุ๋นฟูต่อมาในภายหลัง อันนี้ก็คือปัญหาที่เกี่ยวกับระบบศาล ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือปัญหาที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีนะครับ การพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม ของไทยในขณะนี้มีปัญหาเนื่องจากว่าเรายังไม่มีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม เปึนการเฉพาะ แต่ละศาลก็ใช้กฎหมายของตัวเอง แล้วก็ใช้คําแนะนําของประธานสูงสุด ของแต่ละฝ์ายในการมาประกอบการพิจารณา สิ่งที่เปึนช่องว่างช่องโหว่อยู่ในขณะนี้มีบางเรื่อง ผมขอพูดโดยรวมนะครับ ๑. อํานาจฟัองของประชาชน เนื่องจากเราไปอิงกับกฎหมายแพ่ง ซึ่งอํานาจฟัองของประชาชนตามกฎหมายแพ่งค่อนข้างจะแคบ ก็คือให้อํานาจฟัอง เปึนอํานาจค่อนข้างเฉพาะตัวกับผู้ถูกละเมิด เพราะฉะนั้นในบางกรณีชุม ชนที่เสียหาย ไปฟัองไม่ได้นะครับ อย่างเช่นมีการปล่อยสารตะกั่วลงไปคนที่ฟัองก็คือคนที่ลงไปในลําห้วย แล้วก็ได้รับผลกระทบ แต่พอให้ชุมชนหรือคนที่อยู่ในหมู่บ้านนั้นไปฟัองในทางแพ่ง กฎหมายบอกว่ายังไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ นี่ก็คือเรื่องของอํานาจฟัองของประชาชน และผู้เสียหายอยู่ในวงแคบ ประการที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องของการคุ้มครองชั่วคราว ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมนี่ครับพอมันเกิดขึ้นมาแล้วมันเกิดความเสียหายทันที แล้วก็สะสมไปเรื่อย ๆ มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กว่าศาลจะตัดสินเปึนที่ยุติบางทีใช้เวลา ๑๐ ป้ ๑๕ ป้ เพราะฉะนั้นการคุ้มครองนี่เพื่อบรรเทาความเสียหายไว้ก่อนเปึนเรื่องจําเปึน กฎหมายไทยนี่ การที่จะให้สามารถคุ้มครองผู้เสียหายไว้ก่อนก่อนที่จะยื่นฟัองคดีนี่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ มีกฎหมายรองรับเฉพาะหลังจากที่ยื่นฟัองแล้ว แล้วก็เปึนดุลยพินิจของศาลว่าจะให้ การคุ้มครองชั่วคราวหรือเปล่า เรื่องการพิสูจน์ข้อเท็จจริง เรื่องสิ่งแวดล้อมเปึนเรื่องที่ ไปเกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญแล้วก็เหตุผลในหลาย ๆ ด้านนะครับ เรื่องทางวิทยาศาสตร์ เรื่องทางการแพทย์ เรื่องอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ ระบบของศาลไทยตอนนี้มีอยู่ ๒ ระบบ ๑. ก็คือระบบกล่าวหา ระบบกล่าวหาใช้ในศาลยุติธรรม ระบบกล่าวหานี้คนที่มีหน้าที่ มีบทบาทมีภาระหนักในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงก็คือโจทก์และจําเลย ศาลเพียงแต่นั่งฟัง แล้วก็ชั่งน้ําหนักว่าจะตัดสินอย่างไรตามที่ฝ์ายโจทก์และจําเลยได้นําสืบข้อเท็จจริง

ส่วนในศาลปกครองเขาใช้ระบบไต่สวนก็คือศาลมีบทบาทมากขึ้นในการเข้าไปแสวงหา ข้อเท็จจริงไปเรียกข้อเท็จจริงมาดู ไปเดินเผชิญสืบดูข้อเท็จจริงอะไรต่าง ๆ เรื่องของ สิ่งแวดล้อมนี่เรื่องการพิสูจน์ข้ อเท็จจริงจะต้องปรับปรุงเพื่อให้ภาระในการพิสูจน์ไม่ให้เปึน ภาระกับประชาชนมากเกินไป แต่ควรจะเปึนบทบาทของฝ์ายศาลมากยิ่งขึ้น เรื่องการขาด พยานผู้เชี่ยวชาญนะครับ อย่างที่เรียนแล้วว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมไปเกี่ยวข้องกับการใช้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาก จะดูได้อย่างไรว่ามีสารเคมีเกินในลําน้ํา จะดูได้อย่างไรว่า คนที่ได้รับผลกระทบจะมีโอกาสเปึนมะเร็งจากการได้รับผลกร ะทบ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ว่าในคดีสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนะครับของไทยยังไม่ได้นําระบบผู้เชี่ยวชาญเข้ามาใช้มาก พอสมควร ยังใช้น้อยมาก เรื่องค่าธรรมเนียมศาล อันนี้เปึนปัญหาสําหรับคนยากจน และด้อยโอกาสเวลาไปต่อสู้ทะเลาะกับนายทุน ทะเลาะกับบริษัทป่โตรเคมีขนาดใหญ่นี่นะครับ ถามว่าคนจนนี่กว่าจะนําคดีขึ้นสู่ศาลได้ ๑. ก็คือไม่นําคดีขึ้นสู่ศาล เพราะว่าไม่มีเงิน ๒. พอนําคดีขึ้นสู่ศาลแล้วไม่สามารถที่จะแบกภาระค่าใช้จ่ายได้ ในขณะที่กลุ่มบริษัทใหญ่ ๆ เขาจ้างทนายชั้นยอด จ้างพยานผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาครบ

เพราะฉะนั้นเรื่องค่าธรรมเนียม ค่าฤชาศาลนี่เปึนเรื่องที่จะต้องพิจารณาว่าทําอย่างไร ถึงจะให้คนจน คนด้อยโอกาส สามารถเข้าถึง สามารถนําคดีขึ้นสู่ศาลได้โดยไม่ต้องเปึนภาระ ในเรื่องค่าธรรมเนียมนะครับ เรื่องอายุความ อายุความก็เช่นเดียวกันนะครับ อย่างที่เรียน แล้วว่าคดีสิ่งแวดล้อมบางทีกว่าผลจะปรากฏนี่ใช้เวลาเปึนสิบป้ มันไม่ได้เกิดผลขึ้นโดยทันที แต่ว่ากฎหมายไทยนี่อายุความในการฟัอง ๑ ป้ หมายความว่าถ้าคุณไม่ฟัองภายใน ๑ ป้ ฝ์ายจําเลยสามารถยกมาต่อสู้แล้วเปึนเหตุให้ไม่สามารถดําเนินคดีต่อไปได้นะครับ คดีสิ่งแวดล้อมบางทีป้หนึ่งไม่เห็นนะครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรา กว่าจะรู้ตัวว่า ได้รับผลกระทบ ๕ ป้ ๖ ป้เข้าไปแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็ต้องแก้ไขกฎหมำยเรื่องนี้ด้วย เรื่องการกําหนดค่าเสียหายนะครับ เรื่องสิ่งแวดล้อมนี้เปึนความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งเรื่อง ทางจิตใจ เวลาเสียผู้นําครอบครัวไปนี่ความเสียหายทางจิตใจมหาศาล ค่าเสียหายในอนาคต พ่อตาย แม่ตาย ลูกยังอยู่นี่ใครจะดูแล เดิมมีพ่อแม่คอยดูแลอยู่ ไม่มีการกําห นดมูลค่า ความเสียหายถ้าหากกรณีมีพ่อแม่อยู่ ค่าเสียหายในเชิงลงโทษก็ไม่ได้มีการพูดถึงนะครับ บางบริษัท บางเอกชนทําผิดซ้ําแล้วซ้ําอีกก็ยังทําผิดซ้ําอีก ในต่างประเทศนั้นเขามีค่าเสียหาย ในเชิงลงโทษ คือปรามถ้าหากว่าคุณกระทําผิดซ้ําอีกนี่คุณโดนลงโทษโดยถูกกําหนด ค่าเสียหายในเชิงลงโทษด้วย อันนี้ละครับเปึนปัญหาที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีซึ่งเรายังไม่มี กฎหมายวิธีพิจารณาคดี ส่วนประเด็นสุดท้ายก็เปึนข้อเสนอในเชิงปฏิรูป ซึ่งผมขอพูดสั้น ๆ เพราะว่าเดี๋ยวทั้ง ๒ ท่านจะมาพูดในรายละเอียด เรื่องแรกคือเรื่องการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า ๑. ควรตั้งหรือไม่ ๒. ถ้าควรตั้งควรจะอยู่สังกัดใด ผมเรียนสั้น ๆ ว่าการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมเปึนศาลชํานัญพิเศษนั้นควรตั้งและมีความจําเปึน อย่างยิ่งที่จะต้องตั้ง ซึ่งเดี๋ยวท่านอนุกรรมาธิการท่านอื่นจะมาอธิบายเรื่องนี้ว่ามีเหตุผล ความจําเปึนอย่างไรบ้าง ประเด็นที่ ๒ ก็คือถ้าควรตั้งนี่ควรอยู่ที่ไหน คณะกรรมาธิการ มีความเห็นว่าควรอยู่ภายใต้สังกัดของศาลยุติธรรม ตอนนี้มี ๒ ระบบก็คือศาลปกครองกับ ศาลยุติธรรม เรามีความเห็นว่าควรจะมาอยู่ภายใต้ศาลยุติธรรม เพราะอะไรครับ เพราะว่า ถ้าดูในแง่ของการพิจารณาคดี ที่ผมเรียนแล้วนี้ คดีแพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง ๒ ใน ๓ คดีแพ่ง คดีอาญา อยู่ที่ศาลยุติธรรมอยู่แล้ว แล้วก็หลักของการกระทําความผิดส่วนใหญ่จะเปึน เรื่องของทางแพ่ง เปึนเรื่องละเมิด ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของศาลยุติธรรม เพราะฉะนั้น เราก็มองว่าควรจะมาอยู่ที่ศาลยุติธรรม ซึ่งจะทําให้สามารถพิจารณาคดีได้ทั้ง ๓ ส่วน

โดยโอนบรรดาคดีสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับคําสั่งทางปกครองก็มาอยู่ที่ศาลยุติธรรมเสียนะครับ เพราะฉะนั้นที่ศาลยุติธรรมก็สามารถจะพิจารณำคดีสิ่งแวดล้อมในลักษณะ วัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) ได้ ประชาชนก็จะสะดวกชัดเจนครับ ต่อไปนี้ จะฟัองคดีสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะคดีอะไรก็แล้วแต่ไปที่ศาลจังหวัด ทุกจังหวัดมีศาลจังหวัด อยู่แล้ว ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ก็มาศาลสิ่งแวดล้อมกลางไม่ต้องไปแยกว่าเรื่องไหนไปศาลปกครอง เรื่องไหนไปศาลแพ่ง เรื่องไหนไปศาลอาญา ไม่ต้องมาแยกนะครับ แล้วก็ศาลยุติธรรมนี้ เขาก็มีกลไกโครงสร้างเดิมอยู่แล้วขณะนี้ที่สามารถจะต่อยอด เขาไม่ต้องไปเริ่มดําเนินการใหม่ ทั้งหมด ใช้ศาลจังหวัดเปึนศาลชั้นต้นได้ มีอยู่ทั่วประเทศทุกจังหวัดและในอําเภอใหญ่ ๆ ในศาลอุทธรณ์ก็มีแผนกคดีสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ศาลฎีกาก็มีแผนกคดีสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เพียงแต่มาตั้งศาลสิ่งแวดล้อมกลางขึ้นมาเพียงแห่งเดียวในกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้น โดยสรุปขอไปภาพสุดท้ายนะครับที่ผมได้เรียนมาแล้วว่า อันนี้เปึนภาพกรอบแนวความคิด รวบยอ ดนะครับ คอนเซ ปชวล เฟรมเ วิร์ก (Conceptual framework) ว่า เรื่องศาลสิ่งแวดล้อมนี้เราพิจารณาจากปัญหา ๒ ด้าน ก็คือซีกบนของรูปวงกลม วงรีนี้นะครับ ข้างบนก็คือปัญหาที่เกิดจากระบบศาลที่ผมเรียนมาแล้วว่ามีปัญหาอะไรบ้าง

ข้างล่างก็คือปัญหาที่เกิดจากวิธีพิจารณาคดีทําให้เกิดปัญหาทั้งซ้าย ทั้งขวานี่นะครับ ทางออกของเราก็คือจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมเปึนศาลชํานัญพิเศษขึ้นมา สังกัดศาลยุติธรรม และจัดให้มีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นเปึนการเฉพาะ ผมเรียนนะครับว่า เรื่องศาลสิ่งแวดล้อมนี้มีการพูดกันมานาน แล้วก็มีผลงานวิจัยที่มีการเรียกร้องให้ดําเนินการ เรื่องนี้กันอย่างจริงจังเสียทีเปึนร่วม ๑๐ ป้แล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าหาก สภาปฏิรูปแห่งชาติสามารถผลักดันให้ออกไปสู่การพิจารณาของรัฐบาลได้ก็จะถือว่าเปึนการ ปฏิรูปครั้งสําคัญในกระบวนการยุติธรรม ในส่วนของผมก็ขอสรุปเพียงเท่านี้ครับ ต่อไปก็จะเปึน ท่านผู้นําเสนอโดยลําดับอีก ๒ ท่านนะครับ ขอบคุณครับ