สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๑ · ๕ สิงหาคม ๒๕๕๘

กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล หารือเรื่องการปฏิรูป ระบบการประกันภัยพืชผล โดยเปรียบเทียบกับระบบประกันสุขภาพ และเสนอแนะว่าควรจะรวมกลุ่มผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยชัดเจน กลุ่มเด็กเร่ร่อน และกลุ่มผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ใช้สิทธิ์ประกันสุขภาพเข้าระบบประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระของภาครัฐ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเพิ่มรายได้ประชาชนทั้งประเทศเพื่อเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพเอกชน และการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ โดยมีจุดคานงัด 3 ประเด็น และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนช่วยในการเตรียมความพร้อมในช่วงวัยชรา

รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในส่วนที่เปึนเรื่องของแนวทางการปฏิรูป ระบบการประกัน ประกันภัยพืชผลก็คงเปึนอะไรที่ทําลําบากเมื่อมาเทียบกับประกันภัย ด้านสุขภาพ ซึ่งระบบประกันสุขภาพน่าจะจัดการได้ง่ายกว่า และรัฐก็อาจจะทุ่มเงินลงไป มากกว่า ทีนี้ส่วนที่ดิฉันคิดว่าอยากจะขอ อภิปรายเพิ่มเติมในเรื่องนี้ก็คือในเรื่องของระบบ ประกันสุขภาพที่ทางคณะกรรมาธิการได้ศึกษามา เหมือนกับว่าในระบบประกันที่เรามีอยู่ ในปัจจุบันนี้ซึ่งมันก็ยังไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราดูว่าครอบคลุมคนเท่าไร และใช้เงิน งบประมาณไปเท่าไร เราครอบคลุมคน ๖๔.๘ ล้านคน ส่วนใหญ่ก็คือประมาณ ๔๘.๖ ล้านคนอยู่ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือทุกคนต้องอยู่ในระบบนี้ ที่จริงก็เพิ่งมี มาประมาณ ๑๐ ป้ และเสมือนกับว่าเราอยากจะผลักดันให้ไปใช้ระบบประกันสุขภาพเอกชน เพิ่มขึ้นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐ ซึ่งกลุ่มคน ๓.๔ ล้านคนที่ท่านบอกว่าสามารถ ประกันสุขภาพเอกชนได้ ดิฉันเข้าใจว่าเขาก็อยู่ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดว่าในประชากรไทย ๖๔.๘ ล้านคนที่มีอยู่เราจะเอาไปไว้ที่ไหนในระบบ

ประกันสุขภาพอย่างไร จะเกลี่ยอย่างไร ก็เหมือนกับว่าเราต้องเกลี่ย ๔๘.๖ ล้านคนให้มาเข้า การประกันสุขภาพเอกชนซึ่งมีอยู่ประมาณ ๓.๔ ล้านคนให้เพิ่มขึ้นเพื่อลดภาระของภาครัฐ หรือภาระงบประมาณ ทีนี้ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ระบบประกันไม่ได้รวมอยู่ดิฉันคิดว่าน่าจะ ประมาณสัก ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนถ้าลองดูคร่าว ๆ ก็คือเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่จะอยู่ในกลุ่มไหน ได้เลย ได้แก่กลุ่มภิกษุสามเณรซึ่งท่านไม่ได้อยู่ในกลุ่มไหนเลยที่จะใช้สิทธิทั้ง ๓-๔ ด้านนี้ได้ นอกจากว่าท่านจะมีเงินไปประกันสุขภาพเอกชน หรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ น่าจะมี ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนรวมทั้งกลุ่มผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยชัดเจน กลุ่มเด็กเร่ร่อนอะไรพวกนี้ อีกประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนที่อาจจะตกสํารวจไป อันนั้นเปึนประเด็นที่ ๑ ดิฉันอยากให้ เอาไปอินคลูด (Include) ด้วยนะคะ ประเด็นที่ ๒ คือข้อเสนอแนะประเด็นปฏิรูปของท่าน ดิฉันก็จะมองหาว่าจุดคานงัดคืออะไรเช่นเดียวกับการประกันภัยพืชผล ทีนี้เวลามองหา จุดคานงัดมันก็ค่อนข้างจะไม่ชัดเจนว่าแล้วเราจะลดโหลด (Load) ตรงนี้ ลดโหลดภาระของ งบประมาณแผ่นดินได้อย่างไร เพราะว่า ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประจําป้จะต้อง เอามาใช้จ่ายในเรื่องของระบบสวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคมและประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสุขภาพถ้วนหน้ำนี้เยอะมากอาจจะเพิ่มขึ้นมาถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในป้นี้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ดิฉันก็อยากจะมองว่า ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณหรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ถ้าเราจะผลักภาระให้ผู้มีรายได้ดีหรือสามารถช่วยตัวเองได้ จะทําได้อย่างไร

ตรงนี้มันจะไปเกี่ยวกับการที่ว่าเราต้องเพิ่มรายได้ประชาชนทั้งประเทศอยู่ดี ถ้าประชาชน ทั้งประเทศมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเขาก็สามารถที่จะไปเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพเอกชนได้ อันนั้นก็เปึนทางหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าจุดคานงัดก็ต้องไปทําตรงนั้นด้วย จุดคานงัดประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันมองเห็นก็คือด้านการปัองกันของท่าน ด้านการปัองกันที่ท่านเขียนไว้น่าจะใช้เปึน จุดคานงัดได้ว่าถ้ามีระบบปัองกันและส่ งเสริมสุขภาพที่ดีมันจะไปลดรายจ่ายในด้าน การรักษาพยาบาล เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าการประกันที่เราตีราคาไว้สูงแต่ละป้ ถ้าคนไม่เจ็บป์วยนี่ประกันที่ตั้งเอาไว้มันก็จะใช้น้อยลง ไม่ว่าจะเปึนกลุ่มข้าราชการ กลุ่มประกันสังคม หรือกลุ่มของสุขภาพถ้วนหน้าก็ตาม ทีนี้ประเด็นของด้านการปัองกัน ดิฉันคิดว่าท่านยังไม่สามารถตีได้ตรงจุด เพราะว่าแค่มองสิ่งที่ท่านพูดไว้ ๓ ข้อ อันที่ ๑ ท่านจะสนับสนุนให้สํานักงาน สสส. ทําแผนงานส่งเสริมสุขภาพอย่างครบวงจร ทําไมเงิน สสส. หลายพันล้านบาทที่ได้รับไปกําลังจะถูกตัดทอนลงนี่ก็คงเนื่องจากว่าเขาทําตรงนี้ ออกมาให้เปึนรูปธรรมไม่ได้ ท่านต้องเสนอให้เขาทําเปึนรูปธรรมให้ได้ว่ามันจะไปถึงตัวชี้วัด ของท่านว่าประชาชนทั่วไปมีสุขภาพดีขึ้น ก็จะลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล แต่เกณฑ์ ที่ไปวัดว่าประชาชนทั่วไปมีสุขภาพดีขึ้น สสส. ต้องทําออกมาให้ได้ว่าจะวัดจากอะไร อย่างไร ไม่ใช่แค่ลดอุบัติเหตุ ลดการสูบบุหรี่ อีกนิดหนึ่งค่ะท่านประธาน แล้วก็ประเด็นที่ ๒ ของท่าน ที่ว่าจะให้ส่งเสริมองค์กรและชุมชนท้องถิ่นไปมีบทบาทในการส่งเสริมสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน หรือไพรมารี เฮลต์ แคร์ (Primary health care) ของชุมชน ท่านคงต้องใส่รายละเอียด ให้ด้วยว่าทั้งเรื่องงบประมาณ และบุคลากรของชุมชนท้องถิ่นหรือองค์กรท้องถิ่นนี่เขาอยู่ใน ศักยภาพที่ทําได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งในงบประมาณที่จะไปให้เขาแล้วบุคลากรที่จะทําให้เขา ดูแลสุขภาพในเรื่องการส่งเสริมสาธารณสุขขั้นพื้นฐานให้ได้ โดยเฉพาะในแง่การปัองกัน และการส่งเสริมสุขภาพ มันต้องการรายละเอียดชัดเจนว่าต้องไปให้เขารับประทานอาหาร อย่างไร ออกกําลังกายอย่างไร มีกลุ่ม มีเครือข่าย ที่จะสร้างเสริมสุขภาพอย่างไร ซึ่งดิฉัน คิดว่า สสส. ก็ยังไม่ประสบผลสําเร็จในการทําเรื่องนี้ ก็เรียนฝากเพื่อที่จะให้ท่านเอาไปทํา ให้เปึนจุดคานงัดให้ได้ ส่วนข้อ ๓ ส่งเสริมให้ประชาชนมีจิตสํานึก จิตสํานึกให้เตรียม ความพร้อมเข้าสู่วัยชรา ดิฉันคิดว่าไม่น่าจะถูกต้อง จิตสํานึกตรงนี้ต้องเปึนจิตสํานึกของ คนทุกวัยในการที่จะทําให้เขาดํารงภาวะสุขภาพที่ดีได้ ไม่ว่าด้านการกิน การออกกําลังกาย อากาศ การหายใจอะไรก็ตาม ทําอย่างไรให้ประชาชนทุกคนมีจิตสํานึกว่าเราต้องมีสุขภาพที่ดี

และเราต้องไม่เจ็บป์วย อันนี้คือสิ่งสําคัญ ไม่ใช่ให้เขาไปเตรียมเข้าสู่วัยชรา ทุกคนก็รู้ อยู่แล้วเข้าสู่วัยชรามันต้องเจ็บป์วย ดิฉันอยากให้เตรียมทุกช่วงอายุ แล้วก็ในการตื่นตัว หรือการเตรียมตรงนี้สถานศึกษาภาคเอกชนและทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องมีส่วนช่วยกัน ขอบคุณค่ะ