สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๑ · ๕ สิงหาคม ๒๕๕๘

ประเสริฐ ชิตพงษ์ หารือเรื่องการเกษตรในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความยากลำบากในการบริหารจัดการและเสนอแนวทางปฏิรูปเกษตร โดยเฉพาะการกำหนดพื้นที่การเกษตร (โซนนิง) เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกันภัยพืชผล และเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงของพืชและภัยธรรมชาติ รวมถึงการปรับปรุงระบบประกันภัยให้มีความชัดเจนและเป็นธรรม

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงษ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดส งขลา ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้หยิบเอาเรื่องการประกันภัยพืชผลยกมาเปึน วาระการปฏิรูปเพิ่มเติม เพราะว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่และเปึนเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งที่บ้านเรา คิดว่าเรื่องของการดูแลภาคเกษตรและดูแลเรื่องของพืชผลเกษตร โดยเฉพาะที่จะช่วย ประกันภัย แต่ก็เรียนนะครับว่าเรื่องการประกันภัยพืชผลเกษตร ผมบังเอิญอยู่ในภาคเกษตร ในฐานะนักวิชาการด้วย แล้วก็ส่วนหนึ่งก็มีเรื่องของการทําการเกษตรเองอยู่บ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ว่าพืชพันธุ์ที่ผมทํานี่อาจจะไม่อยู่ในข่ายที่จะประกันภัยได้ ก็อยากจะเรียนว่า เห็นท่านศึกษาแล้วก็มีข้อสรุปมาแล้ว ที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้กรุณาอภิปรายไปนั้น ผมเองก็เห็นด้วยเกือบทั้งหมดที่ท่านอภิปรายเพิ่มเติมไปนี่ แล้วก็เช่นเดียวกันครับ ผมเรียนว่า พอดูรายละเอียดผมอ่านทั้งหมดเลยนะครับทุกหน้าเลย แล้วก็มาอ่านในเพาเวอร์พอยต์นี่อีก แล้วก็เห็นว่าท่านได้พยายามที่จะทํา แล้วก็ได้พยายามจะให้เหมือนกับจะทําอย่างไรถึงจะให้ เรื่องของประกันพืชผลมันเปึนไปได้ แต่ข้อเสนอที่ท่านเสนอผมขอเรียนว่ามันยังไม่มีอะไร ที่น่าจะเปึนน้ําหนักไปถึงขั้นที่บอกว่านี่คือการปฏิรูป ต้องเรียนตรง ๆ ต้องขออภัย ไม่ได้บอกว่า ท่านทําไม่ดีหรือว่าไม่ได้ทําให้ครบถ้วน แต่ก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่ามันเปึนปัญหาที่หาทางออก ยากครับเรื่องประกันภัยพืชผล อย่างที่ผมเรียนนะครับ ผมเรียนและสอนอยู่ทางเกษตร แล้วก็มีลูกศิษย์ลูกหาทํางานอยู่ในวงการเกษตรเยอะมาก เขาก็พูดเช่นเดียวกันเลยว่า เรื่องประกันภัยนี่มันไปไม่รอด แล้วข้อมูลที่ท่านเสนอมาตอนแรกทําอยู่ป้ ๒ ป้ก็มีกําไรออกมา ป้ละแสนกว่าบาท สุดท้ายพอโอนไปให้กรมส่งเสริมการเกษตรขาดทุนเปึนล้านบาทเลย อย่างนี้เปึนต้น ไม่ได้บอกว่าภาครัฐเองก็ทํางานไม่ได้ดีแล้วทําให้เกิดภาวะขาดทุน แต่ในเรื่อง การประกันภัยพืชผลมันมีอาการอย่างนี้จริง ๆ มันยากและลําบากที่จะทํา แล้วสภาวะของ

การเกษตรในบ้านเราเปึนการเกษตรในลักษณะเกษตรกรรายย่อย ถึงแม้จะมีฟาร์มขนาดใหญ่ อยู่บ้างเปึนร้อยเปึนอะไรไร่นะครับ แต่อย่าลืมว่าพืชผลส่วนใหญ่ที่อยู่ในข่ายที่จะ ทําประกันภัยเปึนพืชล้มลุก เปึนพวกข้าว พวกข้าวโพด พวกฝัาย พวกอะไรต่อมิอะไรพวกนี้ อยู่เปึนส่วนใหญ่ ซึ่งก็เปึนเกษตรกรที่ไม่ใช่รายใหญ่มาก เปึนรายย่อยอยู่ เมื่อเปึนเช่นนี้แล้ว มันก็ทําให้เกิดความยากลําบากในการที่จะดําเนินการการบริหารจัดการ ผมขออนุญาต มีความเห็นสักนิดหนึ่งว่าถ้าเผื่อเราเอาเรื่องของสิ่งที่เราได้พูดกันในเรื่องของการปฏิรูปเกษตร อยู่บ้าง ในเรื่องของภาคการผลิต เราเอาเรื่องของโซนนิง (Zoning) มาเปึนตัวหลักขึ้นมา เอากําหนดพื้นที่การเกษตรให้ชัดเจนเลยว่าพื้นที่ใดปลูกพืชใด แล้วพื้นที่ที่กําหนดมานั้น ไปเปึนเงื่อนไขสําคัญของการที่ว่าจะทําให้การประกันภัยพืชผลเปึนไปได้ขึ้นมา จริงอยู่ครับ ราคาการประกันภัยอาจจะสูงหน่อย แต่เมื่อมีโซนนิงขึ้นมาแล้ว แล้วให้ดําเนินการ เรื่องการประกันภัยพืชผลให้เปึนไปตามโซนนิงที่กําหนด โซนนิงไหนกําหนดให้ปลูกข้าว โซนนิงไหนกําหนดให้ปลูกพืชไร่ ประเภทข้าวโพด ฝัาย ถั่วเหลือง ถั่วลิสงได้นี่ แล้วพยายาม เอาระบบประกันภัยพืชผลเข้าไปให้สอดคล้องกับโซนนิงที่กําหนด แล้วรายละเอียด ที่ประกอบเรื่องของโซนนิงนั้น

เช่น เรื่องภูมิอากาศ ความเสี่ยงของพื้นที่ ความเสี่ยงของภัยที่จะเกิดขึ้น ซึ่งภัยที่จะเกิดขึ้น อาจจะมีทั้งอุทกภัย หรืออาจจะเปึนภัยแล้ง หรืออาจจะเปึนวาตภัย และที่คาดการณ์ไม่ได้คือ ศัตรูพืช และศัตรูพืชนี่มันมีเงื่อนไขซับซ้อนเข้ามาอีกมากมายเลย ไปประกันแล้วนี่เกษตรกร ก็จะไม่ยอมลงทุนเรื่องการใช้สารกําจัดศัตรูพืชแล้ว เพราะเขาบอกว่าเดี๋ยวถ้าศัตรูพืชลงมากิน ก็ได้เบี้ยประกันภัย เพราะฉะนั้นอะไรหลายอย่างมันเปึนตัวแปรอย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ได้กรุณาพูดไปแล้วนี่มากมายเลย แต่ผมคิดว่าเรื่องของการกําหนดโซนนิง แล้วไปกําหนด ชนิดพืช แล้วชนิดภัยให้มันชัดเจนขึ้นมานี่ แล้วก็ถ้าอยู่ในโซนนิงนั้นแล้วนี่เรื่องของ การประกันภัยก็น่าจะเข้าไปได้ แต่แน่นอนอัตราค่าประกันภัยคงจะสูง แล้วก็ทําอย่างไร รัฐถึงจะไปซับซิดีในเรื่องของค่าประกันภัยได้ หรือถ้าไม่ซับซิดีมีระบ บอื่น ระบบร่วมกับ สถาบันการเงิน หรือระบบที่รัฐอาจจะไปดูแลเรื่องการประกันภัยเอง เพราะเข้าใจได้ รัฐไปซับซิดี ในที่สุดเงินที่ซับซิดีมันก็ตกมาอยู่กับต่างประเทศอีก ซึ่งก็น่าห่วงใยอีกเพราะว่า บริษัทประกันภัยนั้นก็ทราบกันอยู่แล้วว่าเขาไม่ได้เอาเงินเก็บไว้ที่ประเทศ ไทย ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์บริษัทรับประกันภัยนี่ที่จะมาทําเรื่องประกันภัยตรงนี้นี่มักจะเปึน สาขาย่อยของบริษัทใหญ่ในต่างประเทศ เพราะเขาก็ต้องประกันความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องขออนุญาตเพิ่มเข้ามา เรื่องของชนิดและเรื่องของโซนนิง เสร็จแล้วไปดู เรื่องชนิดพืช แล้วก็ไปดูเรื่องของชนิดภัย แล้วก็คิดว่าน่าจะพอปรับขึ้นมาได้สักหน่อยหนึ่ง แต่ว่าร่างที่ท่านเสนอมาแล้วนี่ผมคิดว่าผมไม่ถึงกับบอกว่าท่านเอากลับไปเถอะ ถึงขนาดนั้นนะ แต่ผมคิดว่าทําอย่างไรให้มีความรู้สึกว่ามันมีอะไรที่พอเปึนนามธรรม เปึนรูปธรรม ขึ้นมาได้บ้าง เพราะว่าที่เสนอมานั้นท่านก็พยายามแล้วผมเข้าใจครับ แต่ก็ยังคิดว่าเปึน นามธรรมอยู่มากครับ