พลเดช ป่ืนประทีป หารือเรื่องปัญหาความไม่มั่นคงภาคใต้ โดยเน้นย้ำถึงการใช้งบประมาณและทรัพยากรบุคคลในการแก้ไขปัญหา และเสนอแนะการปฏิรูปใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงการจัดตั้งองค์กรกึ่งรัฐเพื่อสนับสนุนชุมชนและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ กระผม พลเดช ป่ืนประทีป สมาชิก สปช. หมายเลข ๑๕๒ ในฐานะ ที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ผมขออนุญาตนําเรียนที่ประชุมอยู่ ๒ เรื่องครับ เปึนเรื่องที่ ๔ ที่คุณฑิฆัม พรได้ส่งมานะครับ เรื่องที่ ๔ เปึนเรื่องการจัดตั้งกลไกส่งเสริม การฟุ๋นฟูและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องนี้มีกรอบแนวคิด หรือว่าข้อมูลที่สําคัญประมาณนี้นะครับ ปัญหาเรื่องไฟใต้นั้นผมคิดว่าเปึนปัญหาที่ฝังลึก อยู่ในความวิตกกังวลอยู่ในใจลึก ๆ สําหรับคนไทยทั่วประเทศนะครับ เปึนอย่างนี้มาหลายป้ ตรงนี้ก็เรียกว่าข้ามทศวรรษกันแล้วนะครับคือ ๑๑-๑๒ ป้ ปัญหาความสูญเสียนับวันสะสม พอกพูนขึ้นยังไม่หยุดนะครับ ทั้งในเรื่องของจํานวนคนบาดเจ็บ ทั้งในเรื่องการตาย ทั้งเหตุร้ายที่เกิดขึ้น ระเบิดต่าง ๆ ทั้งหลายนะครับ รวมทั้งงบประมาณต่าง ๆ ที่ใช้ไป ในแต่ละป้ก็ประมาณป้ละ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาทในแต่ละป้ สะสมไปเรื่อย ๆ ตรงนี้ก็ประมาณ เกือบ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะครับ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรบุคคลคือผู้บริหารระดับสูง ไม่ว่าจะเปึนทางฝ์ายทหาร ตํารวจ พลเรือนหรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้ใช้ทรัพยากรเหล่านี้ไปอย่างมากมาย แต่การแก้ไขปัญหานั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะมีข้อยุติ แนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาไฟใต้ของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมานะครับ ในรอบ ๑๒ ป้ สามารถจะพูดได้ว่าเปึนการใช้กําลังทหาร กําลังตํารวจ กําลังอาวุธที่เหนือกว่าไปกดทับ สถานการณ์เอาไว้ครับ แล้วก็ใช้มาตรการทางด้านความมั่นคงนําหน้า ใช้งานพัฒนาเปึนเพียง เครื่องมือรับใช้งานความมั่นคงเท่านั้น ตรงนี้เปึนประเด็นสําคัญที่จะนํามาสู่การมีข้อเสนอ การปฏิรูปนะครับ งบประมาณที่ทุ่มลงไปนั้นโดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละป้ร้อยละ ๕๕ ที่ใช้ไป
ในเรื่องของความมั่นคง ส่วนที่เหลือเพียงร้อยละ ๔๕ ก็ใช้ไปในเรื่องของงานพัฒนา แต่อย่างไรก็ตามครับงบที่ใช้ในเรื่องการพัฒนาทั้งหมดนี้ก็ดําเนินการโดยผ่านส่วนราชการ หน่วยราชการต่าง ๆ ของกระทรวงต่าง ๆ ๑๐ กว่ากระทรวง ๒๐ กระทรวงนี่นะครับ ลงไปทํางาน สําหรับในส่วนแรกที่เปึนงบประมาณในเรื่องของความมั่นคงนั้นก็คงมี ลักษณะเฉพาะมีข้อจํากัดเฉพาะของเขา อันนั้นเราจะไม่กล่าวถึงนะครับ แต่ในส่วน งานพัฒนานั้นเราพบว่ามีข้อจํากัดอยู่มาก จึงเปึนที่มาของการมีข้อเสนอในการปฏิรูปครับ งบการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีอยู่เปึนจํานวนมากนี้ เราพบว่าปัญหาที่สําคัญที่สุดคือข้าราชการไม่สามารถลงพื้นที่ได้ ส่วนหนึ่งก็เปึนเพราะว่าความขัดแย้งระหว่างอํานาจรัฐกับชุมชนข้างล่างมีความเห็น ที่แตกต่างกันจนกลายเปึนความรุนแรง จนกลายเปึนภาวะกึ่งสงครามที่ว่านะครับ ตรงนี้ ทําให้ข้าราชการตกเปึนเปัาหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่จะถูกทําร้าย ถูกทําลายในกระแส ความขัดแย้งที่ยังไม่มีการคลี่คลาย ดังนั้นงบประมาณที่จะใช้ในการลงไปพัฒนาจึงลงไป ไม่ค่อยถึงพื้นที่แต่อย่างไรก็ตามครับเงินหมดทุกป้ เงินหมดทุกป้โดยที่ไม่มีระบบการประเมิน ผลลัพธ์ที่ดีพอแต่อย่างใดนะครับ ตรงนี้ก็เปึนวิถีปกติของระบบราชการไทย ตรงนี้ต้องเปึน เรื่องของการปฏิรูปใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์การทํางานของการพัฒนา ชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับ ในรูปแบบองค์กรนอกภาครัฐคือ องค์กรภาคประชาสังคมเราพบว่าในรูปแบบการทํางานแบบนั้น องค์กรแบบนอกภาครัฐนั้น สามารถเข้าถึงชาวบ้านได้ดีกว่า
เพราะว่าไม่ติดระบบระเบียบของทางราชการ การทํางานก็ไม่ตกเปึนเปัา เพราะไม่ได้เปึน คู่ขัดแย้ง อย่างไรก็ตามในความเปึนจริงการทํางานขององค์กรภาคประชาสังคมที่ไปทํางาน อยู่ในพื้นที่นั้นยังเปึนการทํางานในระดับจุลภาคเปึนจุดเล็ก ๆ เพราะว่าเปึนไปตามกําลัง ทรัพยากรที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุน ซึ่งแหล่งทุนส่วนใหญ่ก็จะเปึนแหล่งทุนจาก ต่างประเทศแล้วก็แหล่งทุนที่หาเงินบริจาคมาทํางานกันเอง ดังนั้นข้อเสนอในการปฏิรูป การจัดระบบการจัดการแก้ปัญหาไฟใต้ในเชิงนโยบายและระบบที่เครือข่ายภาคประชาสังคม แล้วก็คณะกรรมาธิการชุดของเราได้พิจารณาครับ คือต้องจัดให้มีองค์กรแบบใหม่ซึ่งเปึน องค์กรกึ่งรัฐให้เปึนกลไกเพื่อไปทําหน้าที่ ไปสนับสนุน ไปเติมเต็ม ไปป่ดช่องว่างการทํางานของ หน่วยงานพัฒนาของภาคราชการในพื้นที่ที่มีสถานการณ์พิเศษแบบจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลไกที่ว่านี้จะมีภารกิจสําคัญในการฟุ๋นฟูและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในระดับฐานรากทั่วทั้ง ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขยายเปึน ๕ จังหวัด ส่งเสริม สนับสนุนการมีส่วนร่วมของ ทุกภาคส่วน ทุกภาคี ให้เข้ามาช่วยกันค ลี่คลายปัญหาไฟใต้ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ การสื่อสารสังคม การจัดการความรู้ การสร้างชุมชนเข้มแข็ง ให้สามารถจัดการปัญหาของ ตนเองได้ รวมทั้งช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในวิถีชีวิตในรูปแบบวิถีการทํางานของ ชุมชน นอกจากนั้นมีหน้าที่ในการพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้ มีความเข้มแข็งในทุกด้าน องค์กรนี้จะเปึนองค์กรในเชิงส่งเสริมการฟุ๋นฟูชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปึนการเฉพาะกิจและเฉพาะกาล เฉพาะกิจหมายความว่าทํางานเฉพาะเรื่องการพัฒนา ชุมชนในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะเดียวกันก็เฉพาะกาล เฉพาะกาลหมายความว่า องค์กรนี้ควรเปึนองค์กรชั่วคราว องค์กรชั่วคราวที่มีระยะเวลาทํางานอย่างเช่น ๑๐ ป้ จากนั้นต้องกลับเข้าสู่ในระบบปกติได้ เปึนองค์กรที่เกิดขึ้นมาเพื่อเติมเต็ม เพื่อป่ดช่องว่าง ทั้งนี้งบประมาณในการทํางานขององค์กรนี้ก็ไม่จําเปึนจะต้องไปเพิ่มเปึนพิเศษแต่อย่างใด เพราะแค่เจียดแบ่งจัดสรรจากส่วนงบประมาณ งบพัฒนาที่ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านส่วนราชการต่าง ๆ อยู่แล้วมาให้องค์กรแบบกึ่งรัฐเปึนคนทําบ้าง อย่างน้อยสักประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีมากเพียงพอที่จะสร้างนวัตกรรมการแก้ไขปัญหา และพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีไฟลุกโชนแบบนี้ตามแนวทางใหม่นี้ได้ อย่างมากเพียงพอแล้ว ผลที่เราคาดว่าจะได้รับ ถ้าหากว่ามีสถาบันที่เปึนกลไกฟุ๋นฟูแบบนี้ เปึนองค์กรแบบกึ่งราชการกึ่งรัฐแบบนี้ สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นก็คือว่าประเทศของเรา
และสังคมไทยจะได้มีเครื่องมือที่เปึนทางเลือกใหม่ในการแก้ไขปัญหาไฟใต้ เปึนเครื่องมือทาง นโยบาย เปึนเครื่องมือในการแก้ปัญหา รวมทั้งในการฟุ๋นฟูพัฒนาชายแดนใต้ให้กลับสู่ ความสงบ ถ้าชายแดนใต้กลับสู่ความสงบได้ภายใน ๕ ป้ ๑๐ ป้ ตรงนี้ชายแดนใต้จะเปึน สถานะที่สําคัญจะเปึนสะพานเชื่อมโลกอาเซียน แล้วก็ตะวันออกกลางและโลกมุสลิม ได้เปึนอย่างดีนะครับ อันนี้ก็เปึนกรอบแนวคิดต่าง ๆ ส่วนรายละเอียดของการจัดตั้งองค์กร แบบกึ่งราชการแบบที่ว่านี้ก็จะอยู่ในร่างพระราชกฤษฎีกาสถาบันส่งเสริมการฟุ๋นฟู และพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในภาคผนวกแล้วนะครับ มาอีกเรื่องหนึ่ง เปึนประเด็นที่ ๕ ก็คือประเด็นเรื่องการผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยสวัสดิการชุมชนครับ เรื่องสวัสดิการชุมชนนี้เปึนองค์ประกอบหนึ่งที่สําคัญของระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสม กับประเทศไทย ปัจจุบันเรามีพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๖ เปึนเครื่องมือหลักในการส่งเสริมและพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมที่หลากหลาย อยู่แล้วนะครับ ในกฎหมายฉบับนี้มีกลไกทํางานใหญ่ ๆ อยู่ ๒ กลไก กลไกหนึ่งเรียกว่า เปึนคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมสวัสดิการสังคมระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน อันนี้อยู่ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนที่ ๒ ก็มีกองทุนครับ มีกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมอยู่ที่สํานักงานปลัดกระทรวง การพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ตรงนี้มีภารกิจในการส่งเสริม สนับสนุนพวกองค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรวิชาชีพ องค์กรศาสนา องค์กรสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ให้ไปมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมให้เกิดขึ้นนะครับ
ในช่วงป้ ๒๕๕๐ ได้มีสิ่งใหม่ที่เปึนนวัตกรรมเราเรียกว่าเปึนนวัตกรรมระบบสวัสดิการชุมชน แบบใหม่ ที่เปึนความริเริ่มของชุมชนอย่างหนึ่งเกิดขึ้นครับ คือชาวบ้านที่มีความแข็งแรง จํานวนหนึ่งในชุม ชนมีการรวมตัวกันแล้วเริ่มให้เงิน คือการสละหรือการบริจาคเงิน อุทิศเงินให้เอาไว้เปึนกองทุนกลาง แล้วก็เงินกองทุนกลางนี้จะถูกนําไปจัดเปึนสวัสดิการ ชุมชนให้แก่คนทั้งหมู่บ้าน คนทั้งตําบล รวมทั้งตัวเขาเองด้วย เช่น ให้วันละบาทที่เรียกว่า กองทุนวันละบาท เช่น เขาให้วันละบาท สละเงินวันละบาท เดือนละ ๓๐ บาท ป้หนึ่ง ๓๖๕ บาท บางแห่งก็ ๒ บาท บางแห่งก็ ๓ บาท ๕ บาท ๑๐ บาท ก็มี อันนี้ก็แตกต่างกันไป ตามสถานะ สวัสดิการสังคม สวัสดิการชุมชน ที่ชุมชนเขาจัดการแบบนี้ส่วนใหญ่เขาจะทํา ในเรื่องของวิถีชีวิต เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่น ถ้ามีใครคลอดบุตร เรื่องการให้ทุนการศึกษา ช่วยผู้พิการ ผู้ยากไร้ ให้บริการสาธารณะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้เปึนต้น เมื่อเห็นดังนี้รัฐบาลในสมัยนั้นเมื่อป้ ๒๕๕๐ จึงได้มีโครงการสนับสนุนความคิดริเริ่มของ ชุมชนด้วยการสมทบทุนเข้ากับกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ ชุมชนเปึนฝ์ายริเริ่มนี้อย่างเปึน ระบบและทําอย่างต่อเนื่อง ต่อมาคือการจัดสรรงบประมาณภายใต้การดูแลของ คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติที่ผมว่าเมื่อกี้ แล้วก็ให้เงินผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. ตรงนี้รัฐจะสมทบไปจํานวน ๓๖๕ บาทต่อหัวสมาชิก ถ้ากองทุนไหนมีสมาชิกอยู่ ๑,๐๐๐ คน ก็เอา ๓๖๕ บาทคูณเข้าไป ก็มีเงินสมทบตรงนั้น อบต. ได้เห็นดังนั้น อบต. ก็เลยเข้าร่วมสมทบเข้าอีกทางหนึ่ง เปึน ๓ ทาง อันนี้จึงเกิดกระบวนการครับ ในช่วงที่ผ่านมาเกิดกระบวนการพัฒนาระบบ กองทุนสวัสดิการชุมชนแบบนี้ขยายตัวออกไป จากข้อมูลเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗ เมื่อป้ที่แล้วพบว่ามีจํานวนกองทุนแบบนี้ในระดับตําบลรวมทั้งสิ้น ๕,๘๖๔ กองทุน มีสมาชิกอยู่ ๔,๑๑๐,๐๐๐ คน มีเงินเหลือในกองทุนขณะนี้รวมแล้วทั้งสิ้นประมาณ ๖,๐๓๐ ล้านบาท สวัสดิการชุมชนมันหมายถึงหลักประกันความมั่นคงของคนในชุมชน อยู่บนหลักการของ การพึ่งตนเอง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยทั้งเปึนผู้ให้แล้วก็เปึนผู้รับในคราวเดียวกัน เกิดการเห็นคุณค่าระหว่างคนกับคน รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการจัดบริการสาธารณะร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การปัองกันและแก้ไขปัญหาพิบัติภัยชุมชน และการแก้ปัญหา ระหว่างชุมชนด้วยกันด้วยตามความเหมาะสม ทั้งนี้ก็อยู่บนฐานของความหลากหลายของ แต่ละภูมิสังคม ภูมิประเทศ ส่วนกองทุนสวัสดิการชุมชนคือกองทุนที่ประชาชนจัดตั้งกันขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสวัสดิการให้กับคนที่อยู่อาศัยในชุมชน ทีนี้ทั้งหมดนี้เพื่อเปึนการส่งเสริม และสนับสนุนระบบสวัสดิการชุมชนดังกล่าวให้กลายเปึนโครงข่ายนิรภัยทางสังคมที่เรียกว่า โซเชียล เซฟตี เนต (Social safety net) ที่แข็งแรง แล้วเปึนความแข็งแรงที่อยู่ในระดับ ฐานรากทั่วประเทศ และสามารถเชื่อมโยง หนุนเสริม เติมเต็ม กับระบบสวัสดิการใหญ่ อย่างเช่น กอช. ที่เราผ่านกันไปนะครับ หรือระบบสวัสดิการทางด้านประกันสังคม หรือระบบสวัสดิการราชการ ตรงนี้จะเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากว่ามีโครงข่าย ฐานรากที่แข็งแรง เราจึงเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเ สริม การจัดสวัสดิการสังคม ฉบับที่ ๒ เมื่อป้ ๒๕๕๑ โดยมีสาระในการที่จะแก้ไขดังนี้ ประการแรกเราจะมีการเพิ่มเติมคําว่า สวัสดิการชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชน ตรงนี้ ให้มีความชัดเจน มีความครอบคลุม เราจะกําหนดสถานะของกองทุนสวัสดิการชุมชน ต่อไปนี้ถ้าหากว่าได้รับการจดทะเบียนจะมีสถานะเปึนนิติบุคคล จะต้องถูกตรวจสอบดูแล แล้วมีความน่าเชื่อถือได้ จะมีการระบุแหล่งและทรัพย์สินที่ได้มาดําเนินการจากสมาชิก แล้วก็สามารถรับสมาชิกได้ไม่จํากัดเพศ วัย สถานะ กําหนดวิธีการจัดตั้ง ยกเลิก ยุบรวม หรือแยกกองทุนได้ จัดตั้งกลไกบริหารกองทุนให้เปึนหน้าที่ของรัฐและ อปท. มาเปึน เจ้าภาพหลัก แล้วก็ให้มีอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม แห่งชาติให้เปึนกลไกเชิงนโยบายสําหรับเรื่องของสวัสดิการชุมชนครับ
ทั้งหมดนี้นะครับ ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. เปึนกลไกสนับสนุนงานสวัสดิการ ชุมชนนะครับ รายละเอียดก็จะปรากฏอยู่ในเอกสารที่แนบนะครับ ทั้งหมดนี้ก็จะเห็นได้ว่า ไม่ได้เปึนการออกกฎหมายใหม่นะครับ แต่เปึนการแก้กฎหมาย ปรับปรุงแก้ไขให้มี ความสมบูรณ์ แล้วก็ให้มาในทิศทางของการส่งเสริม โซเชียล เซฟตี เนต ในระดับฐานราก แล้วก็ไม่ได้มีการตั้งองค์กรใหม่นะครับ ให้ภารกิจนี้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนที่เปึน องค์การมหาชนอยู่แล้ว ก็จะสามารถดําเนินการงานอันนี้ได้ ขอบคุณครับ