สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๑ · ๕ สิงหาคม ๒๕๕๘

อุบล หลิมสกุล หารือเรื่องการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย โดยนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของสมองในเด็กช่วงอายุแรกเกิดถึง 3 ปี และเรียกร้องการลงทุนในด้านการดูแลเด็กปฐมวัย เพื่อส่งเสริมสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ การให้เงินอุดหนุนในการเลี้ยงดูบุตร และการส่งเสริมครอบครัวให้เข้มแข็ง นอกจากนี้ยังเสนอการปฏิรูปด้วยการออกกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาเด็กปฐมวัย และการพัฒนาระบบบริการทางเลือกสำหรับเด็กที่ครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

นางอุบล หลิมสกุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉัน นางอุบล หลิมสกุล รองประธานกรรมาธิการ ขอนําเสนอแผน ปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย รายงานฉบับนี้เล่มใหญ่อยู่ใน ภาคผนวก ก ความหนาประมาณ ๖๐ หน้า เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นและประหยัดเวลาของ สภาแห่งนี้ดิฉันได้เขียนบทความเรื่องเดียวกันนี้เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่คงจะแจกจ่ำยให้ทุกท่านแล้วนะคะ ขอมาทบทวนความสําคัญของเด็กปฐมวัยพอสังเขป ดังนี้นะคะ เด็กช่วงอายุแรกเกิดถึง ๓ ป้ เปึนช่วงที่สมองเจริญเติบโตมากที่สุดถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของชีวิตคนคนนั้น

และความสามารถและอุปนิสัยของคนส่วนใหญ่จะก่อรูปเรียบร้อยในช่วงวัยนี้ ปัญหาของ เด็กไทยขณะนี้คือเด็กแรกเกิดมีปัญหาด้านพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไอคิว (IQ) อยู่ที่ลําดับ ๕๓ จาก ๑๙๒ ประเทศทั่วโลก ไอคิวเด็กนักเรียนไทยโดยเฉลี่ย ทั้งประเทศอยู่ที่ ๙๘.๕๙ เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาด้านอีคิว (EQ) เช่นการปรับตัวต่อปัญหา ความกระตือรือร้น ขาดแรงจูงใจใฝ์สัมฤทธิ์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา จากการที่เด็กไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร อาทิ ปัญหาพฤติกรรมของเด็ก ผลการเรียนตกต่ํา ไม่รู้หนังสือ ออกจากการเรียนกลางคัน การใช้สารเสพติด อาชญากรรม คดีเด็กและเยาวชน มีถึง ๓๖,๐๐๐ รายต่อป้ การมีเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เด็กที่ตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควรเฉลี่ยอายุ ๑๒ ป้เท่านั้นเอง โดยรวมขาดพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งเรื่องนี้ สอดคล้องกับประเด็นที่กรรมการเอ จจิง โซไซตี (Ageing Society) เสนอเมื่อวานนะคะ เด็กเกิดน้อยแต่ด้อยคุณภาพ จากการศึกษาของกรรมาธิการพบว่าปัญหาหลัก ๆ ในการ ดําเนินงานในเรื่องนี้มี ๓ ประการ ประการที่ ๑ ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการดูแล เด็กปฐมวัย โดยเฉพาะในเรื่องระบบสวัสดิการที่เหมาะสม ประการที่ ๒ มีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องหลายฉบับแต่ขาดกลไกรองรับการทํางานในระดับพื้นที่ ประการที่ ๓ การดําเนินงานยังขาดคุณภาพและมาตรฐาน การลงทุนในมนุษย์ตัวเล็ก ๆ นี้ยังมีความเหลื่อมล้ํา อยู่มากซึ่งได้เคยนําเสนอไปแล้ว ในรอบแรก ในระบบสวัสดิการที่เหมาะสมที่เราได้ ศึกษา วิเคราะห์แล้วควรจะต้องมี สําหรับเด็กปฐมวัยนั้นก็คือการจัดระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ และหลังคลอด คือเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์ให้ครอบคลุม ๓ มิติ มิติที่ ๑ เปึนเรื่องของเวลาว่า ทําอย่างไรให้พ่อแม่ ครอบครัว มีเวลาเลี้ยงดูลูกเองเปึนหัวใจสําคัญ มิติที่ ๒ เรื่องรายได้ หากมีปัญหาเรื่องรายได้ระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด ควรได้รับการหนุนช่วย มิติที่ ๓ คือมิติบริการที่มีทางเลือกที่หลากหลาย ที่สนองตอบต่อความต้องการของทุกกลุ่มเปัาหมาย ไม่ว่าจะเปึนแรงงานในระบบ นอกระบบ กลุ่มพิเศษ เช่น แม่เลี้ยงเดี่ยว แม่พิการ คนป์วย ผู้ต้องขัง เปึนต้ น ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปมี ๓ ประเด็นสําคัญ ประกอบด้วย ๑. ให้มียุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาระบบสวัสดิการเด็กปฐมวัย โดยยุทธศาสตร์นี้ ให้ประกอบด้วย ๓ เรื่อง เรื่องแรก ก็คือการพัฒนาระบบการดูแลหญิงระหว่างตั้งครรภ์และ หลังคลอด ให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับการฝากครรภ์อย่างน้อย ๕ ครั้ง ตัวเลขขณะนี้หญิงตั้งครรภ์ ที่ได้ฝากครรภ์ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองนะคะ สนับสนุนค่าครองชีพทดแทนรายได้

หากขาดรายได้ในช่วงนี้ ส่งเสริมสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ให้เข้าสู่ระบบการฝากครรภ์ เช่น มีคลินิกนิรนาม ระบบเฝัาระวังและช่วยเหลือเชื่อมโยง ระบบสาธารณสุขในชุมชน ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป เรื่องที่ ๒ ที่ควรอยู่ในยุทธศาสตร์ก็คือ การส่งเสริมระบบการเลี้ยงดูบุตรในครอบครัว เช่นการให้เงินอุดหนุนในการเลี้ยงดูบุตร ตั้งแต่ ๐-๖ ป้ ซึ่งทุกวันนี้ผู้ที่จะได้รับเงินอุดหนุน อันนี้จะมีเฉพาะผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม เราล้าหลังต่างประเทศที่กําลังพัฒนาอยู่มากในเรื่องนี้ ซึ่งเขามีเรื่องของการอุดหนุน เลี้ยงดูบุตร เช่น ประเทศบราซิล ประเทศเม็กซิโก ประเทศแอฟริกาใต้ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมองโกเลีย เปึนต้น เรื่องที่ ๓ เรื่องการส่งเสริมดูแลบุตรในครอบครัว ส่งเสริมครอบครัวให้เข้มแข็งเพื่อให้ทําบทบาทหน้าที่ได้ เมื่อวานจะสอดคล้องกับของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนานะคะ ที่ขอเอ่ยนาม อาจารย์จุรีได้นําเสนอเรื่องบทบาทของครอบครัวนะคะ

จัดให้มีระบบช่วยเหลือพิเศษสําหรับครอบครัวที่ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรเองได้ จัดให้มีระบบ การให้คําปรึกษาและช่วยเหลือครอบครัว เช่น เรื่องการวางแผนครอบครัว การวางแผนชีวิต การแนะแนวชีวิตสมรส ระบบการฝากเลี้ยงบางเวลา โดยมีส่วนร่วมจากท้องถิ่นและชุมชน ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปเรื่องที่ ๓ ที่ควรให้อยู่ในยุทธศาสตร์ คือการพัฒนาระบบบริการ ทางเลือกสําหรับเด็กหากครอบครัวไม่สามารถดูแลเด็กได้ เช่น การพัฒนาบุคลากรที่ดูแลเด็ก ตามบ้าน พัฒนาศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล สถานสงเคราะห์ให้มีมาตรฐาน การสนับสนุน ชุมชนรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดูแลเด็กในชุมชนได้ จัดให้มีศูนย์เด็กเล็ก ในสถานประกอบการ หมู่บ้านจัดสรร สถานที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ เปึนต้น ข้อเสนอ เพื่อการปฏิรูปประเด็นที่ ๒ คือการทบทวนกฎหมาย เมื่อกี้ได้กล่าวถึงว่ามีกฎหมายอยู่ หลายฉบับนะคะ ให้ทบทวนกฎหมายให้เอื้อต่อการดําเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่เสนอ ในประเด็นที่ ๑ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับวันลาเพื่อการหยุดของแรงงานในระบบหรือข้าราชการ ที่จะมีเวลาดูแลลูกได้ กฎหมายเกี่ยวข้องกับจํานวนบุตรที่จะได้รับสิ ทธิและสวัสดิการ เช่น พ.ร.บ. สวัสดิการสังคม พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวานมีข่าวว่า สปสช. ได้มีการกําหนดว่าไม่มีการกําหนดจํานวนบุตรแล้วที่จะได้รับสิทธิสวัสดิการ แต่ว่าจะเริ่มในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเด็นที่ ๓ ก็คือ การออกกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาเด็กปฐมวัยเปึนการเฉพาะ โดยมีสาระสําคัญ ประกอบด้วย ๓ ส่วนหลัก ๆ ส่วนที่ ๑ ว่าด้วยการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่จะให้เด็ก ได้รับการพัฒนา ที่เราเรียกว่าเซฟตี โซน (Safety Zone) ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย กับเด็กในสถานที่เหล่านี้ เช่น บ้าน ครอบครัว ชุมชน โรงเรียนอนุบาล สถานสงเคราะห์ เปึนต้น ส่วนที่ ๒ ว่าด้วยการจัดระเบียบความสัมพันธ์ของภารกิจระหว่างกลไกต่าง ๆ ซึ่งสรุปได้ก็คือเซฟตี โรล (Safety Role) เพราะว่ามีหน่วยงานหลายหน่วย เช่น กระทรวงหลัก ๆ ที่ทําเรื่องนี้ก็จะมีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กทม. แล้วก็ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ส่วนที่ ๓ ว่าด้วยการกําหนดยุทธศาสตร์ และแผนงานเพื่อให้มีทิศทางและการดําเนินงาน เปึนเครื่องมือสําหรับบูรณาการ ระหว่างกลไกต่าง ๆ โดยมีเด็กเปึนศูนย์ก ลาง แล้วก็มีบทลงโทษ เรียกสั้น ๆ ว่าเปึน เซฟตี ซิสเต็ม (Safety System) ทุกอย่างนี้ก็ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ ระบบสวัสดิการสังคมนั้นมีเปัาหมาย ที่จะทําให้คนในสังคมมีความเปึนอยู่ที่ดีขึ้นและได้รับการดูแลจากสังคมถึง ๗ ด้านนะคะ ดิฉันไม่ขออ่านรายละเอียด ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการลงทุน ในเรื่องนี้ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เจมส์ เจ. เอคแมน นักเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบล ได้กล่าวไว้ว่าการลงทุนพัฒนา เด็กปฐมวัยเปึนการลงทุนที่คุ้ มค่าและให้ผลตอบแทนแก่สังคมที่ดีที่สุดในระยะยาว โดยให้ผลตอบแทนกลับคืนมาในอนาคต ๗-๑๐ เท่า สําหรับบ้านเมืองของเราโจทย์ที่แท้จริง จึงไม่ใช่คําถามว่ารัฐควรจะลงทุนด้านนี้หรือไม่ แต่เปึนคําถามว่ารัฐจะสามารถรับ ความเสียหายจากการไม่ลงทุนด้านนี้หรือไม่ สุดท้ายนี้ดิฉัน มีบทกวีที่จะขอฝาก แต่ว่าจะไม่อ่านนะคะ เปึนบทกวีจากกาเบรียล่า มิสทรัล สตรีจากประเทศชิลี ผู้ได้รับ รางวัลโนเบลด้านวรรณกรรม และถอดความโดยศาสตราจารย์กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ ราชบัณฑิต ขอให้ทุกท่านได้อ่านและซาบซึ้งด้วยตัวเองค่ะ ขอบพระคุณค่ะ