วรเวศม์ สุวรรณระดา พูดถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยเสนอแนวคิดการส่งเสริมการทํางานของผู้สูงอายุ และการปรับปรุงระบบบํานาญให้มีความยั่งยืนและเพียงพอ รวมถึงการสร้างความมั่นคงให้กับระบบบำนาญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบการอภิบาลและบำนาญที่ดีในการทำให้การปฏิรูปเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านครับ ในส่วนของข้อเสนอ การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมสูงวัย พวกเรามีข้อเสนอดังต่อไปนี้ ผมขออนุญาต เริ่มจากข้อเสนอการปฏิรูปเพื่อการขยายอายุเกษียณและการทํางานต่อเนื่องของประชากร วัยทํางานก่อนนะครับ เหตุผลที่พวกเราต้องเสนอการปฏิรูปอย่างที่จะกล่าวต่อไปก็เพราะว่า สังคมไทยกําลังเผชิญความท้าทายทางประชากรและ แรงงานอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเปึน ในเรื่องของการที่ประชากรวัยทํางานกําลังลดลงเรื่อย ๆ ประชากรวัยเด็กก็ลดลง อันนี้ก็ส่งผล ให้ประชากรไปทํางานลดลง ประชากรวัยทํางานออกจากตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร รวมไปถึงประชากรวัยทํางานในช่วงตอนต้น ๆ อย่างประมาณผมมีภาระครอบครัวจึงเลือก ที่จะต้องออกจากงานเร็วกว่าปกติ
ตรงนี้จึงนํามาซึ่งปัญหาการลดลงของกําลังแรงงานในระดับประเทศมากกว่าที่ควรจะเปึน ที่ผ่านมาอย่างที่ปรากฏในวีดิทัศน์ สังคมไทยเราพึ่งพาการนําเข้าแรงงานจากประเทศ เพื่อนบ้านเปึนสําคัญ แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ทางประชากรของประเทศเหล่านั้นแล้ว เราพบว่าอีกไม่นานการนําเข้าแรงงานต่างด้าวของประเทศไทยจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายอีกต่อไป ถามว่าเพราะว่าอะไร เพราะว่าในอีกประมาณ ๒๐ ป้ข้างหน้า ไม่ว่าจะเปึนประเทศเมียนมาร์ ประเทศกัมพูชา หรือประเทศ สปป. ลาว ก็จะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเช่นเดียวกับประเทศไทย ในตอนนี้ และยังรวมไปถึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) นี้ด้วย เพราะฉะนั้น พวกเราก็ได้ทําการศึกษาข้อมูลในเชิงลึก แล้วก็ยังได้ดําเนินการทําโฟกัส กรุป (Focus group) ซึ่งก็มีภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนนายจ้าง ลูกจ้า ง ภาครัฐ มาให้ข้อมูล ให้ความคิดเห็น พวกเราจึงเสนอข้อเสนอสําคัญ ๓ ประการที่เกี่ยวกับเรื่องของการแก้ปัญหา ความท้าทาย การลดลงของกําลังแรงงานของประเทศไทย ข้อแรกก็คือเราเสนอว่าควร ให้มีการขยายอายุเกษียณของภาคราชการ โดยที่จะต้องกําหนดให้เปึนนโยบาย แล้วมี การกําหนดเปัาหมายด้านเวลาให้ชัดเจน โดยที่การขยายอายุเกษียณภาคราชการนั้นควรที่จะ ดําเนินการเฉพาะสายงานที่ขาดแคลน ไม่ควรขยายอายุเกษียณกับสายงานที่ใช้กําลังแรงงาน เปึนหลัก ซึ่งตรงนี้มันก็จะเชื่อมโยงกับเรื่องของการเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องของการบริหาร ราชการแผ่นดิน ที่จะเน้นการใช้กําลังคนไปสู่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทน ไม่ว่าจะเปึน ทั้งในส่วนงานราชการทั่วไป กองทัพด้วยเช่นกัน แล้วก็การขยายอายุเกษียณราชการนั้น ควรจะต้องคํานึงถึงประเด็นสําคัญก็คือเรื่องของการขยายอายุเกษียณให้กับตําแหน่ง ในสายงานบริหาร หรือว่าผลกระทบต่อภาระทางการเงิน การคลัง การงบประมาณ แล้วก็ควรที่จะดําเนินไปพร้อมกับในเรื่องของการปรับปรุงและพัฒนาระบบบริหาร ราชการแผ่นดิน ข้อ ๒ ก็คือในเรื่องของการส่งเสริมการจ้างงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคเอกชน ตรงนี้เราเสนอว่าควรที่จะส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีมาตรการที่ยืดหยุ่น แล้วก็หลากหลายในการจ้างงานประชากรวัยทํางานให้ทํางานต่อเนื่องได้ ไม่ว่าจะเปึนในเรื่อง ของการขยายอายุเกษียณ การจ้างงานต่อเนื่องแบบประจํา การจ้างงานแบบบางเวลา การจ้างงานในลักษณะเปึนที่ปรึกษา หรือการจ้างงานให้ทําเปึนชิ้นที่บ้าน โดยที่รัฐบาล เปึนผู้สนับสนุนจัดให้มีแรงจูงใจ อย่างเช่น มาตรการเงินอุดหนุน หรือมาตรการทาง ภาษีอากรสนับสนุนในเรื่องนี้ ข้อ ๓ ซึ่งเปึนข้อสุดท้ายในเรื่องการทํางาน ก็คือเรื่องของ
การส่งเสริมการทํางานของผู้สูงอายุ คือผู้ที่อาจจะออกจากงานไปแล้วแล้วตอนนี้มีอายุมาก เราเสนอหลักการสําคัญทั้งหมด ๔ ข้อด้วยกัน ก็คือว่าข้อแรกให้มีเจ้าภาพรับผิดชอบงาน ด้านการส่งเสริมการทํางานของผู้สูงอายุ โดยควรที่จะเปึนการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง กระทรวงแรงงานและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในส่วนของ กรมกิจการผู้สูงอายุซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรง ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในอาชีพ ที่เหมาะสมกับวัยวุฒิ ประสบการณ์ และสมรรถภาพของท่าน โดยให้มีการระบุอาชีพ เปัาหมายที่จะส่งเสริมให้ชัดเจน เพื่อที่จะเกิดการขับเคลื่อนที่เปึนรูปธรรม แล้วก็เราควรที่จะ สร้างตลาดแรงงานผู้สูงอายุ หรืออาจจะเรียกว่าเปึนศูนย์ข้อมูล เปึนศูนย์กลางข้อมูล ในการหางาน หาคนที่เปึนผู้สูงอายุในการทํางานในแต่ละพื้นที่ แล้วก็ในระดับชาติ ด้วยเช่นกัน สุดท้ายรัฐบาลก็ควรที่จะเปึนผู้สนับสนุนสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนจ้างงาน ผู้สูงอายุ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เ หมาะสมในการทํางานสําหรับผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเปึน ในเรื่องของการลดหย่อนภาษีอากร การประกาศเกียรติคุณ เปึนต้น ในด้านของการปฏิรูป ระบบบํานาญเพื่อสร้างหลักประกันทางรายได้และการดํารงชีวิตให้กับผู้สูงอายุ และประชากรรุ่นใหม่ ตรงนี้ผมอยากจะย้ําสาเหตุสําคัญที่ประเทศไทยจะต้ องเร่งปฏิรูป ระบบบํานาญให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
เพราะว่าเรานี่กําลังเผชิญความท้าทายทั้งทางด้านประชากรอย่างที่กล่าว ไปแล้วและ ความท้าทายจากระบบบํานาญที่เปึนอยู่ในปัจจุบัน ความท้าทายทางประชากรผมสรุปสั้น ๆ ก็คือว่าคนไทยเราอายุยืนขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่เราเลิกทํางานเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ยาวขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันคนไทยเราก็มีลูกน้อยลง ที่ผ่านมาลูกเปึนแหล่ง หลักของรายได้ของผู้สูงอายุ แต่จากนี้ไปคนมีลูกก็อาจจะดีไป แต่คนที่ไม่มีลูกก็จะมีจํานวน มากขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้จะทําอย่างไร ในขณะเดียวกันก็มีการสํารวจที่พบว่าประชากรวัยทํางาน ขาดการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับยามชราภาพของตนเอง เพราะฉะนั้นจึงทําให้ผู้สูงอายุ ทั้งในปัจจุบันและในอ นาคตขาดความมั่นคงทางด้านรายได้ ถ้าเราลองดูความท้าทาย ที่เกิดขึ้นจากระบบบําเหน็จบํานาญที่เปึนอยู่ในปัจจุบัน อย่างที่ทุกท่านเห็นในสไลด์ (Slide) อยู่ในมือทุกท่าน เราจะพบว่าปัจจุบันประเทศไทยเรามีระบบบําเหน็จบํานาญมากมายหลาย ระบบ แต่ละระบบก็มีวิธีการหาเงินอาจจะใช้คําว่าเปึนวิธีการทางการเงินการคลังแตกต่างกัน ออกไป มีทั้งที่เปึนระบบบํานาญที่ใช้เงินงบประมาณของรัฐหรือเงินของรัฐบาลนี่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือบางระบบใช้วิธีร่วมด้วยช่วยกันลงขันแล้วใครถึงเวลา ถึงเวลานี่ หมายถึงเข้าสู่วัยสูงอายุหรือเกษียณก็มาดึงเงินจากขันหรือตุ่มนั้นออกไปก่อน หรือบางระบบ ก็ใช้หลักการการออมเงินระยะยาวเปึนหลักแต่ละคนมีบัญชีตัวใครตัวมันเราจะเห็น ความหลากหลายของวิธีการทางการเงินการคลัง ในขณะเดียวกันก็มีกระทรวงหรือว่า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเปึนจํานวนมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราลองใช้หลักเกณฑ์อย่างที่ อาจารย์เจิมศักดิ์ได้กล่าวไปไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของความครอบคลุม ความเพียงพอ ความยั่งยืน แล้วผมขอแถมในเรื่องของการมีระบบอภิบาลที่ดีมาลองพิจารณาระบบบําเหน็จ บํานาญของประเทศไทยในปัจจุบัน เราจะพบข้อเท็จจริงบางอย่างว่าในด้านความครอบคลุมนี่ ปัจจุบันเรามีเบี้ยยังชีพสําหรับผู้สูงอายุเสมือนหนึ่งทําหน้าที่เปึนบํานาญพื้นฐานมาช่วยขยาย ความครอบคลุมของบํานาญให้ไปสู่ผู้สูงอายุทุกคนที่ขาดหลักประกัน เพราะฉะนั้นในด้านของ บํานาญพื้นฐานความครอบคลุมก็ดูเหมือนว่าไม่มีปัญหา แต่ว่าในขณะเดียวกันหากเราลองดู ประชากรวัยทํางานในปัจจุบันจํานวนมากที่เขายังไม่มีโอกาสเข้าถึงระบบการออมระยะยาว เพื่อยามชราภาพ อย่างเช่นคนที่ทํางานในสถานประกอบการที่ไม่ใหญ่มากนัก สถานประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อย จนนายจ้างเขาไม่ได้จัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพให้ เพราะฉะนั้นในแง่ของความครอบคลุมของการออมระยะยาวบางอย่างมันก็ยังครอบคลุมไป
ไม่ทั่วถึงประชากรวัยทํางานทุกคน ด้านความเพียงพอตรงนี้คงไม่ต้องย้ําว่าเมื่อเราลอง พิจารณาจํานวนเงินเบี้ ยยังชีพสําหรับผู้สูงอายุที่รัฐบาลจัดสรรให้อยู่ในปัจจุบันที่เปึน จํานวนเงินตามอายุ ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน ถ้าผู้สูงอายุท่านนั้นรับเบี้ยยังชีพ เพียงอย่างเดียวนะครับ ด้วยจํานวนเงินนั้นเราก็คงจะทราบกันดีว่าคงจะไม่เพียงพอ ต่อการดํารงชีพขั้นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ควรจะทําอย่างไร ผู้สูงอายุในปัจจุบัน ผู้สูงอายุ ในอนาคตที่ยังพอมีเวลาที่จะเตรียมการ เพราะฉะนั้นความเพียงพอตรงนี้ก็เปึนเรื่องที่มี ความซับซ้อนอยู่พอสมควรในด้านความยั่งยืนซึ่งเปึนหัวใจสําคัญ หากเราลองพิจารณาระบบ บํานาญที่มีอยู่ในปัจจุบันเราจะพบว่าหลายระบบเลยยกตัวอย่างเช่นเบี้ยยังชีพหรือบําเหน็จ บํานาญข้าราชการแบบที่เราคุ้นเคยกัน หรือแม้กระทั้งสิทธิประโยชน์ชราภาพของกองทุน ประกันสังคม ตรงนี้เปึนระบบที่เราเรียกว่าเปึนระบบที่พึ่งพาภาษีอากรของรัฐทั้งหมด หรือเปึนระบบแบบร่วมด้วยช่วยกันลงขัน ระบบในลักษณะนี้ถ้าเราลองคิ ดลงไปลึก ๆ เราจะพบว่ามันจะก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังในระยะยาวอย่างแน่นอน แล้วก็ มีโอกาสที่จะผลักภาระทางการเงินการคลังเหล่านี้ไปยังคนรุ่นหลังลูกหลานของเราในรูปแบบ ของการแบกภาระทางภาษีอากร
หรือว่าเขาจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมากยิ่งขึ้น สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังได้เคยคาดประมาณว่าภาระทางการเงินการคลังของรัฐบาลในปัจจุบัน ที่มีต่อระบบบําเหน็จบํานาญต่าง ๆ ตอนนี้อยู่ที่ประมาณตัวเลขเมื่อป้ ๒๕๕๖ ๒.๑๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ๒.๑๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีนี้ยังไม่นับรวมเงินสมทบที่จะ เข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ยังไม่นับรวมเงินที่กองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นจ่ายให้กับข้าราช การหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น และยังไม่ได้รวมภาระผูกพัน ในอนาคตที่ยังมองไม่เห็นที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเกิดอะไรขึ้นกับ กองทุนประกันสังคม รัฐบาลอาจจะต้องเข้าไปรับผิดชอบ ภาระตรงนี้ไม่ได้บุก (Book) ไม่ได้มี ตัวเลขอยู่ใน ๒.๑๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดี พีที่ผมกล่าวไป ๒.๑๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีนี้ เปึนเพียงแค่ยอดภูเขาน้ําแข็งที่ซ่อนอะไรอยู่ข้างล่างไว้จํานวนมากมายนะครับ แล้วถ้าเราลองมาดู ความท้าทายทางประชากร ดูตัวเลขทางประชากรนิดหนึ่งเราจะพบว่าถ้าเราเปรียบเทียบ จํานวนประชากรวัยทํางานต่อประชากรผู้สูงอายุ ๑ คน มันก็มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ปัจจุบัน ประชากรวัยทํางานประมาณ ๔ คนต่อผู้สูงอายุ ๑ คน ในอีก ๒๐ ป้ข้างหน้าจะลดลงไป ต่ํากว่า ๒ นะครับ ตัวเลขตรงนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าถ้าสังคมไทยยังคงให้น้ําหนักกับ ระบบบํานาญแบบที่พึ่งพาภาษีอากรหรือระบบบํานาญแบบประกันสังคมที่ลงขันร่วมด้วย ช่วยกันมากจนเกินไป ผมย้ํานะครับว่ามากจนเกินไป ไม่ได้แปลว่าไม่จําเปึนนะครับ จะเปึน การผลักภาระที่หนักอึ้งให้กับคนรุ่นหลังคือลูกหลานเราต่อไปอย่างแน่นอน อยากให้ทุกท่าน ดูสไลด์นี้นะครับ ในด้านการอภิบาลระบบบํานาญที่เปึนอยู่ในปัจจุบันนี้เราจะพบว่า การดําเนินการเกี่ยวกับกิจการที่เกี่ยวข้องกับบําเหน็จบํานาญในปัจจุบันของประเทศเรานี้ มีลักษณะเปึนแบบต่างคนต่างทํา ขาดการประสานกัน ขาดหน่วยงานหรือกลไกที่มองเรื่อง ของบําเหน็จบํานาญอย่างเปึนระบบ จึงทําให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ถ้าปล่อยให้แต่ละ ระบบบําเหน็จบํานาญจัดการตนเอง แล้วก็ตัดสินใจกันไปอย่างไม่มีทิศทาง ตรงนี้มันจะนํามา ซึ่งปัญหาความไม่ยั่งยืนของระบบบํานาญในภาพรวมของประเทศในอนาคตอันใกล้ สุดท้ายนะครับ ที่ผมอยากจะย้ําในเรื่องของประเด็นท้าทายของระบบบําเหน็จบํานาญของ ประเทศไทยในปัจจุบันก็คือว่าด้วยระบบบํานาญที่เปึนอยู่นี้มันมี ปัญหาในตัวของมันเองด้วย ยกตัวอย่างเช่นบําเหน็จบํานาญข้าราชการ อันนี้กฎหมายก็ออกมานานแล้วตอนที่ อายุค่าเฉลี่ยของคนไทยยังไม่สูงมากนัก อาจจะเรียกได้ว่ายังไม่ถึง ๖๐ ป้ด้วยซ้ํา
คนรับบํานาญก็มีจํานวนไม่มาก แต่ในอนาคตภาระงบประมาณของบําเหน็จบํานาญ ข้าราชการในส่วนนี้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามจํานวนผู้รับที่จะเพิ่มมากขึ้น แล้วแถมแต่ละคน ก็ยังมีอายุยืนขึ้นอีกด้วย สิทธิประโยชน์ชราภาพของกองทุนประกันสังคมก็เปึนประเด็น ในอนาคต หลายคนเปึนห่วงความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมในอนาคต ในส่วนนี้ประเด็น ที่หลายท่านเปึนห่วงก็คือว่าประเด็นที่ควรที่จะต้องปรับเปลี่ยน อย่างเช่นเรื่องอัตราเงินสมทบ อายุที่จะรับเงินสิทธิประโยชน์ชราภาพนะครับ ก็ไม่ได้ถูกนํามาพิจารณาที่จะปรับเปลี่ยน หรือ ว่าเงินบางส่วนรัฐบาลก็ไม่ได้ใส่เข้าไปสมทบร่วม หรือว่าปัญหาการบริหารจัดการของ ตัวกองทุน หลายท่านก็บอกว่ายังมีปัญหาอยู่ ปัจจัยเหล่านี้มันไปมีผลต่อเสถียรภาพของ กองทุนประกันสังคมในระยะยาว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนประเด็นที่จําเปึนต้องมีการปฏิรูป หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการออมเมื่อยามชราภาพ ซึ่งปัจจุบันก็มี อย่างเช่น กบข. กอช. กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ต่าง ๆ ตรงนี้ก็ยังครอบคลุมประชากรวัยทํางานไปไม่ทั่วถึงนะครับ อย่างที่ผมนําเรียนข้างต้นว่าประชากรวัยทํางานที่ทํางานอยู่ในสถานประกอบการเล็ก ๆ นี่ เขาก็ไม่ได้มีกองทุนสํารองเลี้ยงชีพมารองรับในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นจากความท้าทายที่ผม กล่าวมานี้พวกเราจึงมองว่าจะต้องมีการปฏิรูประบบบํานาญอย่างเปึนระบบ โดยเรามองว่า จะต้องเริ่มจากการสร้างระบบบําเหน็จบํานาญให้เปึนระบบหลายชั้น โดยเริ่มตั้งแต่การมี ระบบบํานาญขั้นพื้นฐาน
โดยใช้เงินภาษีอากรของรัฐเข้ามาสร้างหลักประกันถ้วนหน้าเพื่อคุ้มครองขั้นพื้นฐานด้วยสิทธิ สมกับการเปึนผู้สูงวัย ถัดมาเปึนระบบบํานาญแบบร่วมจ่าย เพื่อสร้างความเพียงพอ ให้มากขึ้น และสร้างความยั่งยืนให้กับตัวระบบบํานาญเอง ลําดับถัดมาก็เปึนระบบการออม เพื่อยามชราภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น แล้วก็สุดท้ายเปึนเรื่องของ การออมภาคสมัครใจ โดยที่ผมจะขออนุญาตป่ดท้ายด้วยการกล่าวถึงรายละเอียดของ การปฏิรูประบบบํานาญดังต่อไปนี้ ประเด็นแรก เราควรที่จะสร้างระบบบํานาญชั้นที่ ๑ เพื่อคุ้มครองขั้นพื้นฐานด้วยสิทธิสมกับการเปึนผู้สูงอายุ โดยเราเสนอว่าให้มีการ เปลี่ยนสถานะกฎหมายของเบี้ยยังชีพสําหรับผู้สูงอายุในปัจจุบันให้เปึนพระราชบัญญัติ บํานาญพื้นฐาน โดยให้กับประชากรผู้สูงอายุทุกคนที่ยังมีบํานาญไม่ถึงขั้นพื้นฐาน โดยที่เรา ต้องคํานึงถึงฐานะทางการเงินการคลังของรัฐไปพร้อมกับการที่ให้บํานาญพื้นฐานนี้ทําหน้าที่ ทําให้ผู้สูงอายุไม่ตกอยู่ในภาวะอดอยาก ซึ่งเราก็อาจจะอ้างอิงอย่างเช่นเกณฑ์ เช่นความยากจนด้านอาหารมากําหนดระดับของตัวเงิน เปึนต้น ข้อที่ ๒ ก็คือเราควรที่จะ สร้างระบบบํานาญขั้นที่ ๒ ให้ผู้รับบํานาญมีส่ว นร่วมจ่าย เพื่อสร้างความเพียงพอและ ความยั่งยืนให้กับระบบบํานาญ โดยเราเสนอว่าเราควรที่จะมีการบูรณาการสิทธิประโยชน์ ชราภาพของกองทุนประกันสังคม ตรงนี้ผมหมายถึงในส่วนของมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๙ ให้เข้ากับกองทุนการออมแห่งชาติ โดยที่มีความจําเปึนที่จะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุน การออมแห่งชาติเพิ่มเติมไปอีก อันนี้จะคนละประเด็นกับในส่วนของมาตรา ๔๐ เพื่อที่จะเป่ดรับสมาชิกกลุ่มลูกจ้างที่ทํางานในสถานประกอบการให้เข้ามาเปึนสมาชิกได้ด้วย โดยที่แยกส่วนตรงนี้จากสมาชิกของกองทุนการออมแห่งชาติเดิมที่มีอยู่ในกฎหมาย พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ เมื่อป้ ๒๕๕๔ อยู่แล้ว โดยที่สมาชิกกองทุนประกันสังคม ที่สมัครใจจะย้ายตนเองจากประกันสังคมมาสู่กองทุนการออมแห่งชาติในส่วนใหม่นี้ ก็จะสามารถออมเงินต่อได้โดยมีบัญชีส่วนตัวของตนเอง แล้วก็ยึดเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติประกันสังคมเอาไว้ด้วยการให้มีการออม ๓ ฝ์าย ทั้งในส่วนของเจ้าตัว หรือเจ้าของบัญชี นายจ้าง แล้วก็รัฐบาล แล้วก็ลูกจ้างที่เริ่มทํางานใหม่ อย่างเช่น จบมหาวิทยาลัยเริ่มเข้าทํางานก็มาออมกับกองทุนการออมแห่งชาติ ในลักษณะที่ ผมกล่าวไปสักครู่นี้ตั้งแต่ต้น ตรงนี้ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาในเรื่องของเสถียรภาพของ กองทุนประกันสังคมที่หลายคน หลายภาคส่วนกังวลกันอยู่ในตอนนี้ได้ไปทีเดียว
ในส่วนข้อที่ ๓ เพื่อเปึนการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบบํานาญ เราควรที่จะส่งเสริม การออมเพื่อการชราภาพ โดยมีข้อเสนอย่อยใน ๓ ประเด็น ก็คือเสนอเปลี่ยนระบบกองทุน สํารองเลี้ยงชีพให้เปึนระบบบังคับ แล้วเราควรที่จะต้องบูรณาการกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ที่มีอยู่จํานวนมากมายนี่ยุบรวมเข้าด้วยกันให้เหลือจํานวนน้อยลง อันนี้ก็เพื่อประโยชน์ ในการย้าย ย้ายงานไปย้ายงานมาให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น แล้วก็จะเปึนการส่งเสริมให้มี การแข่งขันระหว่างกองทุนกันด้วย เพื่อเพิ่มธรรมาภิบาลในการบริหารกองทุน แล้วก็ส่งเสริม ให้มีแผนทางเลือกการลงทุนในแต่ละกองทุน ให้ประชาชนมีทางเลือกเพื่อความมั่นคง ในรายได้ยามชราภาพของตนเองมากขึ้น ข้อที่ ๔ เปึนการส่งเสริมการออมภาคสมัครใจ โดยเฉพาะในส่วนที่เปึนการออมของผู้ ที่อาจจะไม่มีเงิน แต่ว่าอาจจะมีที่ดิน หรือเปึนเกษตรกร โดยส่งเสริมให้ประชาชนเหล่านั้นสามารถปลูกไม้มีค่าในที่ดินของ ตนเองได้ โดยที่รัฐบาลเข้าไปขจัดปัญหา แก้ไขกฎหมายที่เปึนอุปสรรคต่าง ๆ ถ้าเริ่มปลูก ตั้งแต่ตอนหนุ่ม ตอนสาว แล้วก็ทิ้งเอาไว้ ๒๐-๓๐ ป้ในอนาคต ตรงนี้ก็จะกลายมาเปึน บํานาญชีวิตได้ ท่าน สปช. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้มอบคํากลอนให้เรา ผมขออนุญาตอ่าน เสียงอาจจะไม่ไพเราะเท่าท่าน ปลูกไม้ไว้รับผล ประโยชน์ยลระยะยาว งอกงามอร่ามราว ดั่งได้รับบําเหน็จ บํานาญ
สุดท้ายการปฏิรูปทั้งหมดที่กล่าวไปจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราไม่มีระบบการอภิบาล ระบบบํานาญที่ดี การมีการอภิบาลระบบบํานาญที่ดีจะทําให้การปฏิรูปเปึนไปตามแนวทาง ที่เรากําหนด แล้วก็จะเกิดระบบบํานาญแห่งชาติที่มีความยั่งยืนในระยะยาวในอนาคต และไม่เปึนภาระกับลูกหลาน ข้อเสนอข้อสุดท้ายแต่ว่าเปึนเรื่องที่สําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ข้อแรก ๆ ก็คือเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายบํานาญแห่งชาติที่ขึ้นมา รับผิดชอบในด้านกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายบํานาญของประเทศ ชี้ทิศบํานาญ ของประเทศในอนาคต เปึนมันสมองที่จะเสนอกลั่นกรองงานด้านนโยบายบํานาญให้กับ คณะรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของการขยายอายุเกษียณ หรือเรื่องของการส่งเสริม การทํางาน การปฏิรูประบบบํานาญเปึนเรื่องเร่งด่วน หากไม่รีบทําในวันนี้ผมคิดว่ามันจะสาย เกินไปสําหรับสังคมไทย และภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับลูกหลานของเราในอนาคต อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วเราก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้เมื่อเวลานั้นมาถึง ขอบคุณมากครับ