สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๐ · ๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการปฏิรูปราคาน้ำมันและแก๊ส โดยเน้นย้ำความเป็นธรรมต่อประชาชน และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานปฏิบัติตามประกาศที่ลดราคาก๊าซหุงต้ม พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการใช้พลังงานทดแทนและลดภาระประชาชน

นางสาวรสนา โตสิตระกูล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันเองก็คงอยากจะขอเพิ่มเติม นอกเหนือจากส่วนที่มีอยู่ในรายงานคือกรรมาธิการได้พูดถึงการปฏิรูประบบราคาเชื้อเพลิง ที่มีการแข่งขันเสรีแล้วก็เปึนธรรม ทีนี้ประเด็นที่ดิฉันคิดว่าขาดหายไปคือประเด็นเรื่องแก๊ส เพราะว่ากรรมาธิการไปลงรายละเอียดในเรื่องของตัวน้ํามัน ทั้งที่ต้องบอกว่าป่โตรเลียมที่เรา ผลิตได้ภายในประเทศนั้นแก๊สเปึนหลักมากกว่าน้ํามัน เพราะฉะนั้นในส่วนของแก๊สเรา ไม่ได้มีการพูดถึงว่าเราจะปฏิรูปอย่างไรที่จะให้เกิดความเปึนธรรม ลองดูวันนี้นะคะ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพิ่งประกาศเมื่อวาน ลดราคาแก๊สหุงต้ม ๑ บาทต่อ กิโลกรัม แต่ปรากฏว่าในราคาแก๊สที่จะเปึนเฉพาะเนื้อแก๊สที่ยังไม่รวมภาษี ไม่รวมกองทุน

อยู่ที่ ๑๔.๙๐ บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่เวลานี้ราคาตลาดโลกอยู่ที่ ๓๗๙ เหรียญต่อตัน เอา ๓๕ บาทคูณเข้าไปหารออกมาราคาอยู่ที่ ๑๓.๒๐ บาท ห่างกันอยู่ที่ ๑.๖๓ บาท ต้องตั้ง คําถามว่าราคาที่เนื้อแก๊ส ๑๔.๙๐ บาท ซึ่งเปึนราคาถ่วงน้ําหนักแล้ว ระหว่างแก๊สที่มาจาก โรงกลั่น แก๊สที่มาจากโรงแยก และแก๊สนําเข้า แต่ราคายังแพงกว่าราคานําเข้าถึง ๐๑.๒๗ บาท ดิฉันคิดว่าอันนี้เปึนประเด็นสําคัญว่าความไร้ประสิทธิภาพมันอยู่ตรงจุดไหน มันอ้วนเกินไปหรือเปล่าที่โรงกลั่น หรือที่โรงแยกแก๊ส หรืออะไร ซึ่งในส่วนนี้เราไม่ได้พูดถึงว่า จะปฏิรูปอย่างไรให้เกิดความเปึนธรรมกับประชาชนที่ต้องใช้ของในประเทศแพงกว่า ราคานําเข้า อันนี้ประการที่ ๑ ประการต่อมาเมื่อท่านพูดถึงเรื่องของโครงสร้างราคาน้ํามัน เอาละถึงจะยกเลิกอิมพอร์ต แพริตีไปแล้ว ถ้าเราดูโครงสร้างของราคาน้ํามันขายปลีก นอกจากเนื้อน้ํามันที่ราคาหน้าโรงกลั่นแล้วยังมีกองทุน ยังมีภาษีต่าง ๆ ทีนี้โดยปกติแล้ว ภาษีสรรพสามิต ดิฉันคิดว่ามันน่าจะต้องมีการกําหนดให้มันชัดเจนว่าไม่ควรจะเกิน กี่เปอร์เซ็นต์ของเนื้อน้ํามัน เช่น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่เวลานี้เบนซิน ๙๕ เก็บอยู่ที่ ๐๕.๖๐ บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ ๓๒.๗๔ เปอร์เซ็นต์ของเนื้อน้ํามัน ดีเซล อยู่ที่ ๒๘.๔๕ เปอร์เซ็นต์ แอลพีจีหรือแก๊สหุงต้มอยู่ที่ ๑๔.๕๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วอันนี้ ยังไม่รวมกองทุน เมื่อเรามีการพูดถึงเอียร์มาร์ก (Earmark) แทกซ์ (Tax) ที่เก็บเข้ามา ในกองทุนสําหรับ สสส. กับไทยพีบีเอสแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้

แต่ปรากฏว่าท่านทราบไหมครับว่ากองทุนน้ํามันกับกองทุนอนุรักษ์พลังงานที่เก็บแล้ว ถ้าเทียบกับภาษีสรรพสามิตนะคะ เบนซินเราเก็บกองทุน ๒ กองทุนเท่ากับ ๑๑๔ เปอร์เซ็นต์ ของภาษีสรรพสามิต แล้วเราเก็บดีเซล ๒ กองทุนนี้เท่ากับ ๗ เปอร์เซ็นต์ของภาษีสรรพสามิต ถ้ามาดูแอลพีจีคือแก๊สหุงต้มเก็บ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ของภาษีสรรพสามิต สิ่งเหล่านี้ มันเปึนภาระของประชาชน ซึ่งกรรมาธิการก็ยังไม่ได้พูดถึงประเด็นเหล่านี้ เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่ากองทุ นทั้ง ๒ กองทุนท่านทราบไหมว่ามีเงินอยู่เท่าไร กองทุนอนุรักษ์พลังงาน มีเงินอยู่ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท กองทุนน้ํามันก็ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒ กองทุน รวมกันแล้ว ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าการใช้กองทุนอย่างอนุรักษ์พลังงานเพื่อที่จะ ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทน มีการประหยัด เราเคยมีการวัดผลไหม ตั้งแต่ป้ ๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบันว่าใช้เงินไปป้หนึ่งปัจจุบันป้ละ ๙,๐๐๐ ล้านบาท มีเงินที่เข้ามาในเงิน ของกองทุนอนุรักษ์ ๙,๐๐๐ ล้านบาทถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผลที่ได้เกิดขึ้นนั้นช่วยให้เกิด การประหยัดไหม ช่วยให้เกิดการทําให้ต้นทุนราคาต่าง ๆ มันต่ําลงไหม ลองดูอย่างกรณี อย่างแผนพีดีพีเวลานี้ท่านกรรมาธิการ ท่านวิบูลย์ คูหิรัญ ก็ยอมรับนะคะ เราก็เถียงกันในที่ประชุมว่าพลังงานสํารองเวลานี้มันเกินจาก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เปึน ๒๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าแผนพีดีพียังเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ ในป้ ๒๕๖๒ จะเกินไม่ต่ํากว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ถึงป้ ๒๕๖๗ จะเกินไปเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือภาระของ ประชาชนทั้งสิ้น แต่อันนี้ต้องบอกว่าการปฏิรูปเราไม่ได้แตะในเรื่องที่เปึนโครงสร้างหลัก ๆ ว่าการที่ปล่อยให้การสํารองพลังงานเกินขนาดนี้ใครรับผิดชอบ ประชาชนรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นคนที่ออกแผนเขาไม่ได้สนใจเลยว่าจะทําอย่างไรให้มันดีขึ้นกว่านี้ แล้วก็อันที่จริง ดิฉันคิดว่าอาจจะมาที่ประเด็นสําคัญที่สุดก็คือว่าคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ที่เปึนผู้กํากับในเรื่องของแผนพีดีพีด้วย แล้วก็ในเรื่องของโครงสร้างของ กฟผ. ซึ่งโครงสร้าง กฟผ. เวลานี้เขาใช้อาร์โอไอซี (ROIC) ๘.๔ เปอร์เซ็นต์ อาร์โอไอซีมาจากคําว่ารีเทิร์น ออน อินเวสเตดแคป่ตอล (Return On Invested Capital) เพราะฉะนั้นการกําหนดโครงสร้าง แบบนี้เท่ากับกําหนดพฤติกรรมของ กฟผ. ให้เน้นการลงทุน เพราะว่าถ้าคุณลงทุน ๑๐๐ บาทคุณจะได้เงินประกันกําไร ๐๘.๔๐ บาท เพราะฉะนั้นก็ต้องลงทุนไปเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าพลังงานจะเกินก็ไม่สนใจเพราะไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ประชาชนเปึนผู้รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหาก กกพ. ที่เปึนองค์กรกํากับจะเข้ามาพิจารณาว่าในแผนพีดีพี

มีเรื่องเอนเนอจีเอฟฟ่เชียนซี (Energy Efficiency) ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เวลานี้เรามีการทําเรื่องนี้ แค่ไหน ดีมานด์ ไซด์ แมนเนจเมนต์ (Demand Side Management) เรามีการทํามากน้อย แค่ไหน ทําไมเราไม่เปลี่ยนโครงสร้างของ กฟผ. ว่าให้เน้นที่เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) เช่น ถ้าคุณประหยัดได้มากเท่าไรให้คุณได้ กําไรไปเลย ๐๘.๔ เปอร์เซ็นต์ไม่มีใครว่าอะไร แต่ไม่ใช่ลงทุนไปเรื่อย ๆ แล้วก็เพิ่มภาระให้กับประชาชน ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เปึนเรื่องที่ เรายังไม่ได้มีการพูดถึงมากพอในกรรมาธิการนะคะ อันนี้ไม่รวมไปถึงเรื่องที่ท่านอนุสรณ์ ขอเอ่ยชื่อท่าน ได้พูดไปแล้วในเรื่องแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุกับการเป่ดสัมปทานใหม่ ซึ่งการแก้ พ.ร.บ.ป่โตรเลียมก็ปรากฏว่าเราก็ไม่ได้มีการนํามาพูดถึง อันนี้ที่จริงแล้วถ้าพูด เรื่องไฟฟัาเรากําลังจะเจอแบบเดียวกับสัมปทานที่จะหมดอายุ ก็คือโรงไฟฟัาที่กําลังจะถึง กําหนดปลดระวางเพราะว่าถึงเวลาที่สัญญาหมดอายุ สิ่งเหล่านี้มันจะต้องมีการรีเพาเวอร์ริง (Repowering) การรีเพาเวอร์ริงเหล่านี้จะตกลงราคาอย่างไร เพราะว่าประชาชนได้จ่ายเงิน ให้กับโรงไฟฟัาที่เปึนไอพีพี (IPP) ทั้งหลาย ครอบคลุมค่าใช้จ่าย ทั้งที่ดิน ที่ตั้งโรงไฟฟัา อุปกรณ์ เครื่องมือ แต่เสร็จแล้วโรงไฟฟัา ๒๕ ป้อาจจะยังใช้ต่อไปได้อีกเปึน ๕๐ ป้ก็ได้ ถ้ามีการปรับปรุงดี ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีการพูดถึงว่าระบบการที่จะทําให้การใช้ในพื้นที่เดิม ในราคาที่ให้ประชาชนถูกลงนี่กระทรวงพลังงานจะทําอย่างไร

เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าในเวลาอันจํากัด ดิฉันก็คงจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ แต่ก็ขอท้วงติง ข้อหนึ่งในหน้า ๑๐ ที่เราไปสรุปบทวิเคราะห์ว่าภาคประชาสังคมส่วนใหญ่เห็นว่าควรยกเลิก กองทุน แต่ให้รัฐและ ปตท. จัดงบประมาณอุดหนุน ดิฉันคิดว่ากรรมาธิการเราไม่เคยฟัง หรือจัดการพูดคุยในส่วนของภาคประชาสังคม การไปอ้างภาคประชาสังคมว่าต้องการให้รัฐ จัดเงินมาอุดหนุนดิฉันคิดว่าไม่จริง เพราะฉะนั้นเวลานี้แก๊สหุงต้มราคาตลาดโลกมันถูกกว่า ในประเทศซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่าเปึนเรื่องที่ประหลาดมาก แล้วก็ไม่เคยมีใครคิดจะสนใจว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร ตอนนี้กลับจะบอกว่าให้ไปเพิ่มการเก็บภาษีสรรพสามิตในแอลพีจี เพิ่มขึ้น ซึ่งอันนี้ดิฉันก็ขอคือพูดในที่ประชุมแล้วอาจจะไม่ได้มีการบันทึกก็ขอถือโอกาสพูด ในสภาใหญ่เพื่อให้มีการบันทึกสิ่งเหล่านี้เอาไว้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ