สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๐ · ๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ หารือเรื่องการปฏิรูปองค์กรอัยการ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปให้เป็นอิสระ มีความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล งบประมาณ และอื่น ๆ เพื่อให้มีความเป็นอิสระในการใช้ดุลยพินิจ และไม่ถูกทางการเมืองแทรกแซง รวมถึงการคุ้มครองข้าราชการ การมีส่วนร่วมของพนักงานอัยการในระดับสากล และการปฏิรูปอัยการให้สอดคล้องกับธรรมาภิบาล โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปการสอบสวน การยุติคดี และอายุราชการของพนักงานอัยการ และยังเสนอให้ลดอายุของผู้บริหารจาก 70 ปี เป็น 65 ปี เพื่อให้เหมาะสมกับสถานะการทำงานและความสามารถในการตัดสินใจ

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ หมายเลข ๑๓๓ ครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนเรื่องของการปฏิรูปองค์กรอัยการซึ่งเปึน หน่วยงานที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับหลาย ๆ หน่วยงานที่จะต้องมีการปฏิรูป ทั้งหมด ๔ กลุ่มด้วยกัน ก็คือ ศาล อัยการ ทนาย ส่วนตํารวจนั้นทางท่านประธานดําริให้มี การตั้งคณะกรรมการพิจารณาในส่วนต่างหาก แต่ก็ยังมีองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่เบื้องต้น ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมด้วย ซึ่งกระผมก็จะขออนุญาตในโอกาสถัดไปนะครับ สําหรับองค์กรอัยการก็ขออนุญาตเรียนสั้น ๆ อย่างนี้เนื่องจากว่าองค์กรอัยการบางส่วน ต้องถือว่าเปึนอยู่ในกลุ่มของกลางน้ําของกระบวนการยุติธรรม

แต่ว่าการใช้ดุลยพินิจก็ถือว่าเปึนลักษณะการตัดสินใจในการที่จะชี้นําได้ด้วยเช่นเดียวกัน ฉะนั้นประเด็นการปฏิรูปจึงให้องค์กรอัยการนั้นเปึนองค์กรอิสระที่มีอิสระในการที่จะ บริหารงานบุคคล บริหารงบประมาณและการอื่น เพื่อให้มีความคล่องตัวในการที่จะ ไม่ถูกทางการเมืองแทรกแซง ฉะนั้นในการปฏิรูปนั้นจึงมีการศึกษาถึงประเด็นที่จะต้อง นํามาใช้ในการที่จะปฏิรูปว่ามีประเด็นใดบ้าง จึงได้ดําเนินการศึกษาในเรื่องของการทํางานก็ดี เรื่องโครงสร้างก็ดี เรื่องการทําหน้าที่ของพนักงานอัยการ เหล่านี้เมื่อได้มีการศึกษาแล้ว จึงเห็นว่าได้มีการรวบรว มข้อมูลต่าง ๆ ที่ดําเนินการมาทั้งหมด ก็เห็นว่าตรงนี้มีประเด็น ที่จะต้องมีการปฏิรูป ซึ่งเดิมทีนั้นในตัวองค์กรอัยการซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้น ได้จัดอยู่ในกลุ่มขององค์กรตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน แต่ว่าอยู่ในกลุ่มขององค์กร ที่จัดอยู่ในประเภทองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งแตกต่างจากองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ ๔ กระผมจะพูดในภายหลังด้วยนะครับ ซึ่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มีอยู่ ๔ นั้นก็จะมี กกต. ป.ป.ช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน แล้วก็ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนองค์กรอื่นที่จัดอยู่ ๓ ก็คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แล้วก็สภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งองค์กรอัยการ แต่ว่าในรัฐธรรมนูญป้ที่กําลังยกร่างอยู่นี้ ตรงนี้ของสํานักงานอัยการนั้นไปจัดอยู่ในกลุ่มขององค์กรหลักนิติธรรม ศาล แล้วก็องค์กร ที่ใช้อํานาจการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญซึ่งอยู่ในกลุ่มนี้ ก็ให้มีความเปึนอิสระก็ตรงตามที่ ทางผู้ศึกษาได้มีการศึกษาในกลุ่มนี้ว่าตรงนั้นเพื่อให้เกิดมีความอิสระในการใช้ดุลยพินิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการใช้ดุลยพินิจในการสั่งคดีก็ดี เพื่อให้เกิดความเปึนธรรมกับทุก ๆ ฝ์าย แล้วก็เปึนประโยชน์กับประชาชน รวมทั้งมีอิสร ะในการใช้ดุลยพินิจในการที่วินิจฉัย ในเรื่องอื่น ๆ เช่นเรื่องการตรวจร่างสัญญา เรื่องการตรวจร่างสัญญานั้นบางครั้งก็อาจจะ มีทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นต้องการให้เปึนไปตามที่ทางการเมืองต้องการ แต่ว่าตรงนี้ ถ้าไม่มีความเปึนอิสระก็อาจจะมีการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ เช่นเรื่องของการทําสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการที่จะต้องนําเข้าก็ดี อย่างเช่น เรื่องการนําเข้าสินค้า หรือว่าเครื่องจักรต่าง ๆ เรื่องการชําระภาษีจะชําระภาษีตรงไหน เมื่อถึงท่าเรือของประเทศที่นําส่งหรือกลับมาถึง เมืองไทยเหล่านี้เปึนต้น ตรงนี้เปึนส่วนที่ ถ้าหากว่าไม่มีอิสระนั้นมีการเมืองเข้ามาแทรก อาจจะมีการจูงใจได้ว่าให้ภาษีนั้นผลักภาระไปอยู่กับใครก็ได้ ตรงนั้น ฉะนั้นมาตรฐานตรงนี้ จะต้องมีการดูแล้วก็ศึกษาให้ถ่อง แท้ว่า จะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติอย่างไร

ฉะนั้นการใช้ดุลยพินิจก็ดี หรือการใช้ดุลยพินิจในการสั่งสํานวนหรือให้ความเห็นก็ดี จึงควร ที่จะต้องปลอดจากทางการเมือง อันนั้นเปึนเหตุผลในการที่ดําเนินการศึกษา ส่วนข้อเสนอ เกี่ยวกับเรื่องการดําเนินการ ทางคณะอนุกรรมาธิการที่ทําการศึกษานั้นได้สรุปอย่างนี้ ว่า เพื่อให้ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง ทั้งการแทรกแซงในด้านการบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ และการบริหารองค์กรด้านอื่น ๆ ตรงนี้ก็ได้กล่าวกันเมื่อครั้งที่มี การรายงานในครั้งแรก ก็ขอแทรกนิดหนึ่งครับ เรื่องการบริหารงบประมาณนั้นคงจะต้องทํา ความเข้าใจนิดหนึ่ง เนื่องจากว่าการบริหารงบประมาณอาจจะมีการเข้าใจว่าตรงนี้ถ้าเปึน องค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือว่าองค์กรอิสระนั้นคงจะสามารถเสนอคําขอแล้วก็ได้ตามคําขอ ไม่ใช่ครับ เพราะว่าลักษณะงบประมาณรายจ่ายประจําป้ซึ่งต่อไปคงจะดําเนินการในลักษณะ อย่างที่ท่านคํานูณเคยเรียนเสมอ ๆ ว่าเปึนงบประมาณ ๒ ขา ก็คือมีทั้งรายจ่ายและรายรับ

ซึ่งเดิมที่ผ่านมานี่เปึนงบประมาณรายจ่ายด้านเดียว เปึนงบประมาณรายจ่ายประจําป้ ซึ่งออกเปึนพระราชบัญญัติ ซึ่งต่อไปนี้จะมีที่มาและที่ไปนะครับ การอิสระในส่วนนี้คงไม่ใช่ว่า อิสระในการที่จะสามารถขอได้เท่าไรก็ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ แล้วก็การบริหารงานบุคคล ก็เช่นเดียวกันนะครับ คือภายใต้กรอบเช่นเดียวกัน ในข้อ ๒ ที่สรุปไว้เรื่องข้อเสนอแนะก็คือ องค์กรอัยการนั้นมีคณะกรรมการอัยการหรือว่าที่เรียกโดยย่อว่า ก.อ. ว่าตรงนั้น มีการเชื่อมโยงระหว่างบุคคลภายนอกที่สามารถเข้ามาเปึนกระบอกเสียงเสมือนเปึนตัวแทน ของประชาชนในการที่จะเข้ามาตรวจสอบในเรื่องของการแต่งตั้งก็ดี โยกย้ายก็ดี เรื่องการพิจารณาขยายอัตรากําลังหรือการลงโทษ ตรงนั้นจะได้เปึนหลักประกันในการให้ ความเปึนธรรมกับทุก ๆ ฝ์าย แล้วก็เปึนการปัองกันไม่ให้ตัวผู้บริหาร คือตัวอัยการสูงสุดนั้น มีอํานาจมากเกินไปในการที่จะใช้ดุลยพินิจอย่างไรก็ได้นะครับ อันนี้ก็เปึนตัวเชื่อมโยง ซึ่งบุคคลภายนอกที่ขณะนี้มีมาก็มีมาจาก ๒ ส่วนนะครับ ส่วนหนึ่งก็เปึน ครม. ๑ ท่าน แล้วอีกส่วนหนึ่งก็มาจากวุฒิสภาเปึนผู้พิจารณาเลือก ๒ ท่าน อันนี้ ๓ ท่าน แล้วสุดท้ายก็ยังมี เป่ดโอกาสให้ในการที่จะเลือกจากบุคคลภายนอกที่อาจจะเปึนข้าราชการก็ได้มาในส่วนนั้น โดยเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องของการบริหารงานบุคคลก็ดี เรื่องการเงินก็ดี หรือ การงบประมาณก็ดี หรือการอื่นก็เปึนการเป่ดกว้างเพื่อที่จะให้ได้ผู้ที่เข้ามาสามารถแนะนํา หรือว่าดูแลในเรื่องการบริหารงานต่าง ๆ ของทางสํานักงานอัยการสูงสุดครับ ส่วนที่ ๓ ก็คือ อัยการสูงสุดนั้นมีอํานาจในการที่จะกําหนดเรื่องการฟัองคดีอาญา เรื่องนักการเมืองที่ศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือ ง ตรงนี้ก็เปึนการเป่ดกว้าง จึงต้องให้ องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่จะตรวจสอบ แล้วก็ตรงนี้ทางรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะได้มีการ บัญญัติไว้ว่าสามารถที่จะตรวจสอบในการที่จะดุลอํานาจอัยการสูงสุดเช่นเดียวกันว่าถ้ากรณี ที่อัยการสูงสุดได้ใช้อํานาจโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หรือใช้อํานาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือ ใช้อํานาจขัดต่อกฎหมายอื่นก็เปึนเหตุที่จะถอดถอน อันนั้นเปึนทางหนึ่ง แต่ไม่ได้ยกเว้นเรื่อง คดีอาญานะครับ อันนั้นถ้ามีส่วนด้วยก็ดูถึงเจตนาก็คงจะต้องดําเนินการเช่นเดียวกัน ส่วนต่อไป อัยการสูงสุดมีความรับผิดชอบทางการเมือง อันนี้ก็ลักษณะเดียวกับที่กล่าวไปแล้วนะครับ เช่นเดียวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนต่อไปอํานาจอัยการในการที่จะแก้ต่าง ให้กับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ อันนั้นก็เพื่อที่จะเปึนหลักประกันให้กับทางองค์กร ตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันกับทางฝ์ายข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่ทางพนักงานรัฐวิสาหกิจ

หรือข้าราชการนั้นได้ดําเนินการตามอํานาจหน้าที่โดยชอบ ก็ควรที่จะได้รับการคุ้มครอง ในการที่จะให้ทางพนักงานอัยการว่าต่างหรือแก้ต่างเพื่อเปึนหลักประกันที่จะไม่ต้องมี ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป หรือว่าโดยไม่จําเปึนนะครับ อันนั้นก็เปึนหลักประกันในส่วนหนึ่ง ต่อไป ในเรื่องของคดีในระดับสากลนั้นหลายประเทศนี้ได้จัดให้องค์กรอัยการได้อยู่ในกลุ่มของ ประเทศที่ควรจะอยู่ มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านมีเอกสารก็ขออนุญาตดูนะเพราะว่า ยืดยาวนิดหนึ่ง ก็ขออภัยนะครับ เช่นประเทศทางแถบทวีปเอเชียก็จะมีประเทศอิน เดีย ประเทศพม่า สาธารณรัฐประชาชนจีนเช่นนี้เปึนต้น หรือประเทศทางแถบภูมิภาค ลาตินอเมริกาก็จะมี เช่น ประเทศเม็กซิโก ประเทศเวเนซุเอลา ประเทศปานามาเช่นนี้เปึนต้น ในข้อต่อไปนะครับ พนักงานอัยการปฏิบัติหน้าที่เปึนทนายแผ่นดินอย่างแท้จริง คือเปึนโจทย์ แทนรัฐในคดีอาญาเพื่อฟัองนําตัวผู้กระทําความผิดมาลงโทษ แล้วก็รักษาผลประโยชน์ รวมทั้งคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งขณะนี้เรื่องของการรักษาสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนนั้นได้รับการเรียกร้องค่อนข้างจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น

เนื่องจากว่าประชาชนคิดว่าในส่วนนี้ถ้าใช้โอกาสของอัยการนั้นค่าใช้จ่ายนั้นจะไม่มี ฉะนั้น ในการที่จะมาปรึกษาในการที่จะมาขอคําแนะนําเรื่องของกฎหมายทางอัยการนั้นก็จะมี ตัวพนักงานอัยการที่จะคอยดูแลในส่วนนี้แล้วก็จะใช้พนักงานอัยการที่มีประสบการณ์ ในการทํางานมายาวนานพอสมควร เพื่อที่จะได้สามารถโยงแล้วก็ใช้กฎหมายได้ครอบคลุมครบถ้วน ในส่วนต่อไปครับเรื่องของในคดีสําคัญที่พนักงานอัยการมีอํานาจสอบสวน อันนี้ก็เปึนไปตาม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในการที่จะเข้าไปร่วมในการสอบสวน ต่อไปก็เปึนเรื่องที่พนักงาน อัยการมีอํานาจในการที่จะยุติคดี ก่อนคดีถึงศาล เช่น เรื่องของการชะลอการฟัองหรือ การเปรียบเทียบปรับในชั้นพนักงานอัยการ ตรงนี้ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับเนื่องจากว่า หลาย ๆ ประเทศก็ได้มีการดําริในส่วนนี้เช่นเดียวกับที่ท่านอาจารย์อุดมท่านกล่าวในช่วง สักครู่นี้ว่าต้องการเรื่องการไกล่เกลี่ยก็ดี หรือที่ท่านประธานเสรีท่านได้กล่าวนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ตรงนั้นเพื่อที่จะยุติปัญหาในการที่จะนําคดีขึ้นสู่ศาลโดยไม่จําเปึน แล้วก็เปึนการเป่ดโอกาสให้ทั้ง ๒ ฝ์ายไม่ว่าจะเปึนคู่กรณีที่เสียประโยชน์หรือว่าได้ประโยชน์ก็ดี ได้มีโอกาสเทียบปรับแล้วก็ทําความเข้าใจ ไม่ถึงกับเปึนศัตรูกัน ฉะนั้นตรงนี้เท่ากับเปึนการให้ โอกาสในการที่ทั้ง ๒ ฝ์ายนั้นจะได้มีโอกาสเจรจาหรือทําความเข้าใจโดยที่ไม่ต้องไปเสียเวลา ในชั้นศาลด้วย เปึนการระงับคดีก่อนคดีขึ้นสู่ศาลนะครับ ต่อไปก็เปึนเรื่องของ จริง ๆ ที่เขียนว่าพนักงานอัยการต้องไม่เปึนกรรม การในรัฐวิสาหกิจ อันนี้ก็ได้เขียนอยู่แล้ว ซึ่งโดยส่วนใหญ่พนักงานอัยการนั้นก็เห็นด้วยว่าตรงนี้ไม่ควรที่พนักงานอัยการนั้นจะไปเปึน กรรมการในรัฐวิสาหกิจ ตรงนั้นก็เห็นด้วย ซึ่งตรงนั้นก็เปรียบเสมือนเปึนหลักประกันในการที่จะ ทําหน้าที่ให้เปึนทนายแผ่นดินอย่างแท้จริง แล้วก็เปึนผู้ที่สามารถใช้ดุลยพินิจโดยที่ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ก็จะสอดคล้องกับข้อที่นําเสนอเกี่ยวกับเรื่องทางอัยการนั้น เปึนทนายแผ่นดินนะครับ แล้วก็อีกสุดท้ายเรื่องอายุราชการของพนักงานอัยการ ก็เช่นเดียวกัน อันนั้นก็เพื่อให้มีการปฏิรูปให้สอดคล้องกันทางพนักงา นอัยการนั้นโดยให้ เปึนไปตามลักษณะเหมือนผู้พิพากษาศาลยุติธรรม คือทางพนักงานอัยการนั้นจะยึดโยงอยู่ กับทางผู้พิพากษาศาลยุติธรรม เนื่องจากว่าใช้คุณสมบัติเดียวกันในการเข้าสู่ตําแหน่ง ลักษณะโดยคุณสมบัติต่าง ๆ นั้นเหมือนกันทุกประการ ฉะนั้นจึงเห็นว่าในส่วนนี้ก็เปึนไป ตามที่ศาลยุติธรรม ซึ่งขณะนี้ตามร่างรัฐธรรมนูญนั้นเรื่องอายุช่วงเรื่องพิจารณาเกี่ยวกับเรื่อง ผู้สูงอายุนั้นได้มีการพิจารณาซึ่งหลายส่วนเดิมทีทางศาลยุติธรรมกับทางอัยการ

ก็ยึดโยงกันมาแล้วก็จะเป่ดโอกาสให้ผู้บริหารได้สามารถดําเนินการได้ถึงอายุ ๗๐ ป้ ซึ่งจาก ประสบการณ์ จากการดําเนินการที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผู้ที่มีอายุหลังจาก ๖๕ ป้ไปแล้วนั้น จะมีปัญหาในการตัดสินใจเรื่องการบริหาร คงจะมีไม่กี่ท่านหรอกครับที่สามารถตัดสินใจ แล้วก็ดูแลสุขภาพได้ จึงมีความเห็นว่าตรงนั้นก็ลดลงมาเหลือ ๖๕ ป้ แล้วผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่กําลังดําเนินการอยู่นี้ก็เห็นพ้องด้วยนะครับ อันนั้นก็คงจะเปึนทิศทางเดียวกัน อันนั้น ก็เปึนแนวทางของการปฏิรูปองค์กรอัยการ ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพทุกท่านครับ ขอบพระคุณครับ