สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๐ · ๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

วิริยะ เสนอแนวคิดเรื่องเครือข่าย สถาบันวิจัย และกองทุนสนับสนุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ผู้สูงอายุ เด็ก สตรี และสวัสดิการสังคม พร้อมหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ลดลง และเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาชนในการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผมคิดว่ามีกลไกที่จะมาช่วยสนับสนุนในการขับเคลื่อนนะครับ จากประสบการณ์ของคนพิการนะครับ เราเชื่อความคิดที่คุณหมอประเวศเสนอไว้นะครับว่า สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ก็คือเราต้องมีเครือข่าย มีปัญญา แล้วก็มีการเมืองที่จะมาช่วยให้เรา รุดไปข้างหน้า ปัญญาผมคิดว่าหลายแห่งก็ทํากันนะครับ ก็คือสถาบันวิจัยครับ ไม่ว่าของ สวทช. ของคนพิการเราก็มีสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งประเท ศไทย มันยังตั้งเปึนกฎหมายไม่ได้ก็ตั้งเปึนมูลนิธิครับ แล้วก็ให้กองทุนครับ ของผู้สูงอายุก็มีกองทุน ก็ให้กองทุนสนับสนุนงบประมาณในการทําวิจัยเหมือนคนพิการครับ

เรื่องเครือข่ายก็เหมือนกันครับ เครือข่ายคนพิการ ผมคิดว่าเครือข่ายผู้สูงอายุก็จําเปึนครับ ทีนี้เครือข่ายผู้สูงอายุก็ต้องมีเงินสนับสนุนการบริหารงาน อย่างของสภาคนพิการ เราเขียนเปึนกฎหมายเลยครับว่าให้กองทุนสนับสนุนงบบริหารงานของสภาคนพิการ ทุกประเภทแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์กรหลัก แล้วก็ใช้เงินกองทุนมาทํางาน แล้วก็สร้างเครือข่ายตั้งแต่ระดับชาติลงไปในต่างจังหวัด แล้วก็ใช้เงินของกองทุนทํากิจกรรม ต่าง ๆ ที่เรียกว่าเอมเพาเวอร์เมนต์ แล้วก็ในเรื่องอาชีพ ทีนี้กองทุนโดยทั่วไปเงินมันน้อย ถ้ารอแต่งบประมาณของรัฐ เพราะฉะนั้นกองทุนจะเขียนไว้เลยครับ ให้มีรายได้จากสลาก ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายปฏิรูปเรื่องสลากส่งลูกมา เราขอเปึนสลากการกุศล อย่างของ คนพิการเราสลากการกุศลก็ได้มา ๘๘๐ ล้านบาทก็ใส่เข้าไปในกองทุน แล้วกองทุนก็เอา ไปช่วยสนับสนุนการทํางานของเครือข่าย แล้วก็ไปช่วยสนับสนุนเรื่องสวัสดิการในบางส่วน ให้คนพิการลุกขึ้นมาที่จะแก้ปัญหาของตัวเอง เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับท่านสมสุขครับว่า เครือข่ายนี้จําเปึน ต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของตัวเอง จะรอให้คนอื่นมาแก้มันไม่ไหว แต่มันก็ต้องมีเงินครับ เงินมันเปึนเลือดที่จะหล่อเลี้ยง เราจะรอแต่งบประมาณจากรัฐ ได้ไม่กี่สตางค์ครับป้หนึ่ง ๓๐ กว่าล้านบาท ๕๐ กว่าล้านบาท ๖๐ กว่าล้านบาท ไปกู้ยืม ประกอบอาชีพไม่มากคนก็เกลี้ยงแล้ว ด้วยเหตุนี้พรุ่งนี้ผมเลยเสนอให้เปลี่ยนปรัชญาสลาก หาเงินเข้าหลวงมาเปึนวิสาหกิจเพื่อสังคม เอาละให้หลวงได้เงินเท่าเดิมอย่างที่เปึนอยู่ แล้วสลากการกุศลที่มีอยู่ก็เอาเข้ากองทุน แล้วก็ให้มันไหลเข้ามาตามกองทุนเหล่านี้ครับ ที่มีอยู่ใน พม. อยู่แล้ว ไม่ว่ากองทุนคนพิการ ผู้สูงอายุ เด็ก สตรี สวัสดิการสังคม แล้วเงินเหล่านี้ก็ไหลลงไปสนับสนุนให้คนลุกขึ้นมารวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาของเขาเอง อย่างนี้ผมว่าจะเปึนกลไกสําคัญที่จะให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่ในการคิด เรื่องยุทธศาสตร์ ผ่านไหนครับ ก็ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมผู้สูงอายุแห่งชาติ ผมไม่ทราบว่า ชื่อเต็มว่าอะไร มีระดับชาติอยู่แล้ว แล้วก็มีระดับจังหวัด ก็ใช้กลไกที่มีอยู่แล้วนี่ครับ ซึ่งมี ท่านนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน ก็เปึนทางการเมืองที่เราจะเชื่อมให้มียุทธศาสตร์ มีแผน แล้วถ้าเรามีเงินมาหล่อเลี้ยงจากสลากนี่ ซึ่งก็เปึนเงินที่แทนที่เราจะปล่อยให้ไหลไปสู่นายทุน ทั้งหลายแล้วก็มาปัืนราคาสลากแพง ๆ เราจัดระบบให้ดีครับ แล้วก็ให้เงินมันไหลเข้ามา ตามกองทุนเหล่านี้ เมื่อเราเปลี่ยนวัตถุประสงค์ว่าเปึนวิสาหกิจเพื่อสังคมเราก็ไม่ต้องมา โต้เถียงกันว่ามันเปึนการเอาเงินนอกงบประมาณมาใช้หรือเปล่า เพราะเมื่อเปึนวิสาหกิจ

เพื่อสังคมแล้วก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ แต่เราก็ไม่ทําให้งบประมาณหลวงน้อยลง ก็คือ ๕๐ ล้านฉบับก็ยังให้หลวงเหมือนเดิม ส่วนที่เกินเราก็มาใส่กองทุน แล้วก็ให้มันไหลไปตามนี้ แล้วแทนที่จะปล่อยให้นักการเมืองเอาสลากการกุศลไปทําโน่นทํานี่ตามใจชอบ เราก็บังคับเลยทุกอันไหลเข้ามาในกองทุน แล้วกองทุนก็ให้มันผ่านมากองทุนต่าง ๆ ไม่ยอมให้ไปจัดสรรกันเอง ผมว่าถ้าเราทําแบบนี้จะทําให้เครือข่ายภาคประชาชน ในหลายกลุ่มเข้มแข็งขึ้นมา แล้วก็ลุกขึ้นมาช่วยกันแก้ปัญหาตัวเอง แล้วก็ขับเคลื่อนนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องผู้สูงอายุ ที่ผมคิดว่ามันเข้ามาใกล้เราทุกวัน เราจําเปึนมากครับที่จะต้องมี สถาบันที่ต้องรับผิดชอบทําวิจัย ไม่ว่าเรื่องแผน เรื่องอาชีพ

เรื่องอะไรที่มันเหมาะที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผมว่าเปึนเรื่องที่จําเปึนอย่างยิ่ง ผมก็อยากจะฝากเอาไว้ด้วยว่าพรุ่งนี้อย่าลืมสนับสนุนสลากผมแล้วกันนะครับ ขอบคุณมากครับ