สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๙ · ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล เสนอแนวความคิดในการจัดการทรัพยากรสาธารณะอย่างยั่งยืน โดยให้สิทธิชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการ โดยเน้นย้ำถึงประโยชน์ของการจัดการทรัพยากรสาธารณะแบบชุมชน และเสนอข้อเสนอแก้ไขเกี่ยวกับการตัดป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ดีที่สุด

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินะคะ ดิฉันเองเห็นว่าประเด็นเรื่องของ ปัญหาเรื่องป์าไม้ต้องถือว่าป์าไม้นั้นเปึนส่วนหนึ่งที่เราเรียกว่าทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งปัญหา ในเรื่องของการจัดการกับทรัพยากรสาธารณะที่จะไม่ให้ร่อยหรอนั้นโดยแนวความคิดแบบ ดั้งเดิมก็มีอยู่ ๒ ทาง ทางที่ ๑ ก็คือให้รัฐเปึนผู้กํากับดูแลเปึนหลัก ประการที่ ๒ ยกให้เอกชน รายใดรายหนึ่งได้รับสิทธิสัมปทานไปในการที่จะใช้ประโยชน์จากป์าไม้หรือทรัพยากรต่าง ๆ แต่แนวความคิดกระแสหลักทั้ง ๒ แบบนั้นก็เปึนตัวการที่ทําให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ํา ในทางสังคม เพราะว่าประชาชนถูกกันออกไปจากทรัพยากรสาธารณะที่เปึนฐานในการ ดํารงชีวิตของเขา หลายท่านก็ได้พูดไปก่อนห น้านี้ว่าป์าเปึนซูเปอร์มาร์เก็ต ของชาวบ้าน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าทรัพยากรสาธารณะเหล่านี้ถูกดึงออกไปจากมือของประชาชนก็ทําให้ ประชาชนนั้นไม่ได้รับประโยชน์แล้วก็ได้รับแต่ผลกระทบ ซึ่งอันนี้เปึนส่วนหนึ่งของสภาพ ของความเหลื่อมล้ําที่เกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจ ประการต่อมาแนวความคิดที่ให้รัฐเปึนผู้ดูแล หรือเอกชนเปึนผู้ดูแลก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาทรัพยากรสาธารณะเหล่านี้ให้ร่อยหรอ น้อยลง ก็คือมันยังร่อยหรอมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่เราเห็นว่าตั้งแต่เรามีกรมป์าไม้ขึ้นมานี่ ป์ามันร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นในแนวความคิดใหม่ที่เกิดขึ้นตาม แนวความคิด การพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นก็เริ่มมองเห็นว่าต้องให้สิทธิชุมชนให้การมีส่วนร่วมของประชาชน

เข้ามาดูแลในเรื่องของทรัพยากรสาธารณะเหล่านี้เพื่อให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ อย่างเปึนธรรมกับประชาชน ซึ่งแนวความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นมานานพอสมควร แล้วก็มาได้รับ การยืนยันอย่างสําคัญโดยนักเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบันชาวอเมริกันท่านหนึ่ง ที่ชื่อว่าคุณเอลินอร์ ออสตรอม ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลในป้ ๒๕๕๒ ซึ่งคุณเอลินอร์ได้เสนอ แนวความคิดในการจัดการทรัพยากรสาธารณะว่าไม่ใช่มีแต่เฉพาะรัฐกับเอกชนเท่านั้ นที่จะ เปึนผู้ดูแลตามแนวทางกระแสหลัก แต่ว่าเวลานี้แนวทางที่จะมีโอกาสในการที่จะแก้ปัญหา ความร่อยหรอของทรัพยากรสาธารณะเหล่านี้ก็คือให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล ซึ่งแนวความคิดของคุณเอลินอร์นั้นได้มาจากงานวิจัยภาคสนามตลอด ๓๐ ป้ที่ผ่านมา แล้วก็แนวความคิดอันนี้ได้รับการยอมรับจนได้รับรางวัลโนเบล ไพรส์ ซึ่งแนวความคิดของ คุณเอลินอร์นั้นได้รับการสนับสนุนอย่างสําคัญนะคะว่าการจัดการในหลาย ๆ แห่งของโลก ไม่ว่าจะเปึนระบบการจัดการชลประทานของชุมชนนั้นได้ประโยชน์มากกว่าการที่ให้รัฐ เปึนคนมาดูแล

การจัดการระบบทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชาวแอฟริกานั้นก็ได้ประโยชน์มากกว่า เพราะฉะนั้น แนวความคิดในการออกแบบกลไกสําหรับการบริหารทรัพยากรร่วมของชาวบ้านนั้นสามารถ เกิดประสิทธิภาพได้มากขึ้น ดังนั้นดิฉันคิดว่าการที่เราจะส่งเสริมเรื่องของป์าชุมชนนั้นเพื่อให้ ชุมชนชาวบ้านได้มีโอกาสเข้ามาร่วมดูแลอันนี้ได้รับผลดีมากกว่า ดิฉันเองเคยทํางาน ในโครงการเกี่ยวกับสมุนไพรก่อนที่จะมาเปึนสมาชิกวุฒิสภา นะคะ แล้วก็ได้เกี่ยวข้องกับ ชาวบ้าน อย่างในจังหวัดยโสธร ที่อําเภอกุดชุม ซึ่งก็มีป์าชุมชน และเราได้เห็นชัดเจนว่า ป์าชุมชนที่ชาวบ้านดูแลนั้นเขามี กฎ กติกา มารยาท ในการดูแลทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่ามีการส่งเสริมให้ชาวบ้านมาดูแลแทนที่จะเปึ นเรื่องของ ภาครัฐเพียงฝ์ายเดียวหรือเอกชนนั้นประโยชน์ย่อมดีกว่าแน่นอน ทีนี้เนื่องจากว่าในเอกสาร ร่าง พ.ร.บ. ของทางกรรมาธิการนั้นไปกําหนดว่าเปึนป์าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ ปัญหาที่สําคัญก็คือว่าหน่วยราชการนั้นเปึนคนประกาศเขตอนุรักษ์ เพราะฉะนั้น ร่างกฎหมายของท่านก็จะมีสภาพของการดึงอํานาจกลับมาที่ส่วนกลาง เมื่อคุณดึงอํานาจ กลับมาที่ส่วนกลาง แล้วหน่วยราชการเปึนผู้ประกาศว่าพื้นที่ตรงไหนเปึนพื้นที่อนุรักษ์ แล้วส่วนใหญ่ที่ประกาศนี้ ก็ไปทับพื้นที่ทํากินของชาวบ้าน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านเขียน ร่างกฎหมายแบบนี้ออกมานี่ แนวทางของมันก็คือการดึงอํานาจกลับมาที่ส่วนกลาง แล้วก็จะ เปึนการที่จะกันประชาชนออกไปจากพื้นที่ตรงนั้น ดิฉันเองคิดว่าสิ่งที่คุณหมออําพล ได้นําเสนอซึ่งดิฉันก็เปึนคนหนึ่งที่ได้ลงชื่อสนับสนุนญัตติอันนี้ด้วยนะคะ ก็เปึนญัตติที่ดิฉัน คิดว่าน่าจะรับได้นะคะ เพราะว่ามีการกําหนดว่ำพื้นที่อนุรักษ์นั้นไม่ใช่อยู่ ๆ จะมีใคร แล้วก็มาตั้งในพื้นที่อนุรักษ์แล้วก็เปึนป์าชุมชนนะคะ เพราะ ๓ ข้อที่กําหนดไว้คือจะต้องเปึน ชุมชนที่มีถิ่นฐานมาก่อนแล้ว ซึ่งไม่ใช่ว่าพอมีชุมชนแล้วแล้วรัฐไปประกาศเขตอนุรักษ์ ไปทับพื้นที่ทํากินของชาวบ้านนี่ แล้วไล่ชาวบ้านอ อกจากป์านี่ อันนี้ดิฉันคิดว่าอันนี้ ไม่เห็นด้วย ทีนี้การที่ป์าที่ชุมชนดูแลนี้มีระยะเวลาอย่างน้อย ๑๐ ป้ ดิฉันคิดว่าอันนี้ก็จะไม่ใช่ เปึนเรื่องของใหม่ที่จะเกิดขึ้นนะคะ แล้วการพิสูจน์ว่ามีการดูแลรักษาป์าอย่างเปึนจริงนี้ ก็จะเปึนการที่จะช่วยให้เราไม่กีดกันชาวบ้ำนออกจากการดูแลทรัพยากรสาธารณะ แล้วถ้าเราดูในร่าง พ.ร.บ. ของกรรมาธิการนะคะ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๐ (๗) ก็กําหนดไว้ ชัดเจนว่าสามารถพิจารณาอุทธรณ์มติเกี่ยวกับการขอจัดตั้งหรือเพิกถอนป์าชุมชนก็ได้ ซึ่งในกฎหมายนี้ท่านมีอํานาจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันเองก็อยากจะขอให้ช่วยพิจารณาว่า

การตัดคําว่าป์าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์นี้ มันจะกลายเปึนว่าเปึนการดึงอํานาจมาที่ตัวท่าน แล้วท่านสามารถที่จะไปประกาศทับเขตพื้นที่ทํากินของชาวบ้าน เปึนเขตอนุรักษ์ แล้วก็ไปกระทบกับปัญหาป์าชุมชน อันนี้อยากจะขอให้ทางกรรมาธิการพิจารณาแก้ไข ในส่วนนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ