สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๙ · ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘

วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เสนอแนวคิดการสร้างธนาคารสหกรณ์ผู้ใช้แรงงานเพื่อให้ได้รับประโยชน์หลายประการ และหารือเรื่องการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง การปฏิรูปการศึกษาและแรงงาน โดยเสนอให้โพลิซีและเรกูเลเตอร์อยู่ในกระทรวงเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิรูปและหลีกเลี่ยงความซ้อน

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ท่านประธานครับ ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับธนาคารเฉพาะกิจ เพราะทุกวันนี้เราตั้งมามันก็เจ๊งทุกธนาคาร ขาดทุนทั้งนั้นเลย ไม่ว่าเอสเอ็มอี (SME) ไม่ว่าธนาคารอิสลาม แต่ผมจะเห็นด้วยอย่างยิ่งถ้าเราจะตั้งธนาคารสหกรณ์ผู้ใช้แรงงาน นั่นหมายความว่าทุกบริษัทที่มีลูกจ้างอยู่แล้ว รวมทั้งของรัฐและเอกชนควรจะมีสหกรณ์ เพราะว่าสหกรณ์มันมีข้อดี สหกรณ์ออมทรัพย์นี่มันมีการออมทรัพย์ แล้วเวลากู้ที่สหกรณ์ มันก็ตัดตรงนั้น แล้วจากนั้นสหกรณ์ก็มาลงทุนร่วมกันจัดตั้งเปึนธนาคาร แล้วทุกสหกรณ์ ก็ทําหน้าที่เปึนสาขาของธนาคาร คือธนาคารมันมีข้อดีกว่าสหกรณ์ตรงที่มันรับฝากเงิน จากบุคคลภายนอกได้ แต่สหกรณ์มันรับฝากเงินจากบุคคลภายนอกไม่ได้ อันนี้มันเหมือนกับ ต่างประเทศ แล้วก็คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ก็ส่งเสริม ให้มีสหกรณ์รวมกลุ่มกันยกสถานะเปึนธนาคาร เพราะมันมีประโยชน์หลายอย่างครับ เพราะถ้าเปึนธนาคารระดมเงินจากคนทั่วไปจะได้ถูกกว่าสหกรณ์ระดมจากสมาชิก ทุกวันนี้ ผมฝากเงินสหกรณ์ผมจะได้แพงกว่าฝากเงินทั่วไปประมาณ ๑ สลึงหรือ ๕๐ สตางค์ แต่เวลากู้ได้ถูกกว่าธนาคาร เพราะฉะนั้นธนาคารมันจะมาเชื่อมช่องว่างของสหกรณ์ แล้วในขณะเดียวกันก็สามารถเอาเงินของสหกรณ์ที่เหลือเฟ๋อไปปล่อยต่ออย่างมืออาชีพ ถ้าแบบนี้ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

ท่านประธานครับ เราต้องพัฒนาจากสหกรณ์เปึนธนาคารสหกรณ์ของผู้ใช้แรงงาน อันนี้ ผมเห็นด้วย แล้วบางทีธนาคารแรงงานมันก็ไปซ้ํากับเลเบอร์ แบงก์ ที่ผมเข้าใจผิดอยู่ตลอดนี่ ก็คือเปึนที่แมทชิง (Matching) ระหว่างนายจ้างที่ต้องการแรงงานกับผู้ที่ต้องการสมัครงาน บางทีเราก็เรียกธนาคารแรงงาน เพราะฉะนั้นก็ฝากไว้ด้วย เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องระบบฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูลต่อไปนี่จริง ๆ สปช. เราน่าจะกําหนดมาตรฐาน ฐานข้อมูลกลาง ก็คือระบบฐานข้อมูลมันควรจะเปึนลิ้นชัก ๆ เอาไว้ท่านประธาน อย่างของคนพิการ เราก็ต้องทําฐานข้อมูลของเราเปึนลิ้นชักเอำไว้ แล้วเราอยากจะไปเอาข้อมูลจากที่อื่น ในเรื่องอะไร ที่นั่นมันเปึนลิ้นชัก เราก็ดึงมาใส่ลิ้นชักเรา ผมยกตัวอย่างเราอยากได้ ฐานข้อมูลคนตายจากกรมการปกครอง แล้วก็ทุกเที่ยงคืนผมก็เสนอว่าเราก็ทําลิงก์เกจ (Linkage) ดึงข้อมูลจากของกรมการปกครอง ลิ้นชักคนตาย แล้วก็มาใส่ลิ้นชักคนตาย ของคนพิการทุกวัน ๆ เพราะฉะนั้นลิ้นชักของคนพิการเราก็จะรู้ทันทีเลยว่าตอนนี้มีคนพิการ ตายแล้วกี่คนในแต่ละวัน โดยไม่ต้องไปหาข้อมูล ตัวลิงก์เกจมันจะดึงมาเองจากลิ้นชักของ กรมการปกครองมาใส่ลิ้นชักของคนพิการ เพราะฉะนั้นมันไม่มีใครเปึนตัวหลักและตัวลูกครับ ท่านประธานครับ มันเปึนการแลกข้อมูลกัน อย่างผมจะเชื่อมกับ สปสช. ผมก็ไปดูว่าของ สปสช. มีลิ้นชักอะไรที่ผมจะดึงมาได้ ก็มีตัวลิงก์เกจดึงมาทุกเที่ยงคืน เราก็จะมีข้อมูลอัพเดท (Update) ทุกวันท่านประธาน อันนี้สําคัญ เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดทําระบบฐานหลัก ฐานลูก มันมีแต่เราอยากได้ข้อมูลอะไร เราก็ทําลิ้นชัก แล้วที่ไหนเขาทําไว้แล้วเราก็ดึงมาใส่ ไม่มีใครทํา เราก็หาใส่ แล้วใครอยากได้ข้อมูลจากเราก็ดึงลิ้นชักเราไปไปใส่ของเขา โดยอาศัยตัวลิงก์เกจ โดยไม่ต้องไปดูหรอกว่าแต่ละฐานข้อมูลนี่ใช้มาตรฐานไหน ก็ของใครก็ของมันครับท่านประธาน มันไปบังคับกันไม่ได้ แต่ตัวลิงก์เกจนี่มันสามารถดึงจากระบบหนึ่งมาใส่อีกระบบหนึ่งได้ เพราะมันดึงเปึนลิ้นชักมา แล้วก็มาใส่ลิ้นชักของอีกฝ์าย อันนี้จะเปึนความเชื่อมโยง ระบบฐานข้อมูล ผมอยากฝากไว้ แล้วก็อย่าลืมคิดถึงเรื่องดึงลิ้นชักของคนพิการไปใส่ด้วย แล้วผมก็อาจจะต้องไปคุยว่าไปดึงลิ้นชักจากตรงโน้นมาใส่ของคนพิการด้วย เช่นคนที่มี งานทําแล้ว หรือเราอยากจะดึงลิ้นชักจากของประกันสังคมแบบนี้ แล้วเราก็ไม่มีระเบียบว่า ประกันสังคมต้องให้เรานี่มันยุ่งยากมากเลย เราอยากรู้ว่ามีคนพิการทํางานอยู่ที่บริษัทไหน ตามของประกันสังคม เพราะเราต้องอาศัยฐานข้อมูลประกันสังคมเปึนหลัก ถ้าไม่สามารถ ดึงกันทุกวันมันก็ไม่อัพเดทครับท่านประธาน เรื่องสุดท้ายท่านประธานเรื่องสําคัญ

กรรมการนโยบายการศึกษาก็มีกรรมการนโยบายคุมมาถึงแรงงานด้วย แรงงานก็คุมไปถึง ศึกษาด้วย ผมเลยว่ามันซ้ําซ้อน ผมว่า ๒ คณะต้องมาคุยกันแล้ว แล้วต่อไปกระทรวงแรงงาน กับกระทรวงศึกษาธิการก็ควรจะเปึนกระทรวงเดียวกัน ถ้าเรายอมรับหลักโพลิซี (Policy) อยู่ด้วยกัน เรกูเลเตอร์ (Regulator) แยกกัน โอเปอเรเตอร์ (Operator) ก็แล้วแต่ จะเปึนรัฐ เปึนเอกชน เปึนท้องถิ่นก็แล้วไป แล้วก็มีฝ์ายแจกเงิน เหมือน สปสช. ผมว่าถ้าทําแบบนี้ ไม่ต้องมาเถียงเรื่องกระจายอํานาจเลยท่านประธาน โพลิซีมาอยู่ด้วยกัน เปึนกรรมการนโยบายว่าด้วยการศึกษาและพัฒนามนุษย์ ซึ่งก็มีเรื่องแรงงานอยู่แล้ว หรือจะเรียกว่าสภาสังคมก็แล้วแต่ จากนั้นก็มีเรกูเลเตอร์ เรกูเลเตอร์ก็มาเอาโพลิซีมากําหนดกติกา โดยเฉพาะอาชีวะ ท่านประธาน ผมขออภัยเล็กน้อย โดยเฉพาะอาชีวะต้องไปเอาวีคิว (VQ) มาเปึนมาตรฐานของหลักสูตรอาชีวะทั้งหลายครับท่านประธาน จะได้ไม่เกิดซ้ําซ้อนกันก็คือ ถ้าคุณจบอาชีวะระดับนี้คุณต้องได้มาตรฐานวีคิวระดับนี้ เหมือนตาบอดถ้านวดหลักสูตรแรก คุณต้องได้มาตรฐานวีคิวที่กระทรวงแรงงานกําหนดชั้นไหน เพราะฉะนั้นวีคิวนี่จริง ๆ มันต้อง ไปอยู่ที่อาชีวะ มันก็เลยเถียงกันไม่รู้จบเลยตั้งแต่ปฏิรูปป้ ๒๕๔๖ มาแล้วท่านประธานว่าวีคิว โวเคชันนอล ควอลลิฟ่เคชัน (Vocational Qualification) มันควรจะอยู่ที่ไหน ทะเลาะกันไม่จบก็เลยไม่รู้อยู่ไหนครับ

เพราะฉะนั้นผมว่าต่อไปการปฏิรูปเราต้องพูดให้ชัดโพลิซี เรกูเลเตอร์แล้วก็โอเปอเรเตอร์ แล้วก็เจ้าของโอเปอเรเตอร์มันจะได้ไม่สับสนครับท่านประธาน กระทรวงแรงงานกับ กระทรวงศึกษาธิการจะได้มาอยู่ด้วยกันได้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน