ไพบูลย์ นลินทรางกูร แสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการใช้กองทุนประกันสังคมเพื่อการกู้ยืมให้แรงงาน เนื่องจากมองว่ามันเป็นอันตราย และเสนอแนะวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจไทย เช่น การบำนาญสูงอายุ การปล่อยกู้ และการสร้างกองทุน โดยเน้นย้ำว่าปัญหาการกู้ยืมสินไม่ใช่เพราะสถาบันการเงิน แต่เนื่องจากผู้กู้ไม่มีความรู้ทางการเงิน ไม่มีวินัยในการออม และมีความเสี่ยงสูง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการที่ได้ชี้แจงนะครับ แล้วก็ได้ตอบคําถามหลาย ๆ คําถามที่ผมฝากไว้เมื่อคราวที่แล้วนะครับ แต่วันนี้ ต้องขออนุญาตว่าผมก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดีนะครับ ในการที่จะมีข้อเสนอในการไม่ว่าจะตั้งเปึน กองทุนก่อนแล้วก็ขยับขยายเปึนธนาคารในอนาคตนะครับ เวลาน้อยนะครับผมขออนุญาต เข้าสู่ประเด็นนะครับ จากการที่ฟังการพรีเซนต์ (Present) เมื่อกี้นี้ผมมีอยู่ประมาณ ๕ ประเด็นที่อยากจะขอนําเสนอนะครับ ข้อแรกการจัดตั้งกองทุน ผมจําชื่อไม่ได้ครับ เพื่อเปึนการให้กู้กับแรงงานนี่นะครับ โดยใช้เงินจากกองทุนประกันสังคม อันนี้ผมไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งเลยนะครับ แล้วผมคิดว่าเปึนสิ่งที่อันตรายมาก กองทุนประกันสังคม ณ วันนี้ ถึงแม้จะดูเหมือนมีเงินเยอะมีเงินเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่นะครับ แต่ว่าทุกวันนี้ ถ้าไปดูกระแสเงินที่ออกจากกองทุนก็คือเพื่อไปจ่ายคนที่เขาชราภาพผ่านเงินบํานาญ ถ้าเทียบกับเงินที่เข้ามาสู่กองทุนผ่านการสมทบของผู้ทํางานบวกกับผลตอบแทนที่เขาทําได้ ออกมากกว่าเข้าครับ แล้วมีการสตัดดี (Study) นะครับ จากทีดีอาร์ไอ (TDRI) ชัดเจนครับว่า อีกกี่ป้ผมจําไม่ได้นะครับ กองทุนล้มละลายแน่นอนครับ เพราะเงินมันออกมากกว่าเข้าแล้วตอนนี้ ยังหาทางแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเราจะไปยุ่งกับกองทุนนี้ผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะนี่เปึนกองทุน
เพื่อการบํานาญเพื่อการชราภาพ แล้วยิ่งถ้าเราเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างจริงจังเงินมันจะยิ่ง ออกมากกว่าเข้า ตอนนี้จะมีปัญหาหนักแน่นอนนะครับ ประเด็นที่ ๒ การปล่อยกู้ ไม่ว่าจะเปึนกองทุนหรือธนาคารที่เมื่อกี้ผมฟังดูนี่นะครับ เราจะเน้นว่าถ้าเปึนคนที่มีเงินเดือน มีสลิป (Slip) เงินเดือนแล้วเราหักเงินเดือนได้นี่ก็ปลอดภัย จริง ๆ ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ถ้าปลอดภัยมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายคงไม่เปึนเอ็นพีแอลเยอะแยะไปหมดนะครับ จริง ๆ การมีเงินเดือนเปึนแค่ ๑ คือถ้าเกิดแบงเกอร์ (Banker) เวลาดูนี่เปึนแค่ ๑ แฟกเตอร์ (Factor) ในเครดิต สกอริง (Credit scoring) ก็คือจะต้องมีโมเดล (Model) ที่ดูเยอะกว่านั้นมาก ไม่ว่าจะดูอายุ ดูอาชีพเจ้าของบ้าน หรืออะไรเยอะแยะไปหมดเลยครับ แล้วการปล่อยกู้ ที่สําคัญจะต้องมีคอลเลกติง ทีม (Collecting team) ด้วยครับ เพราะว่าถ้าเกิดเขาตกงาน พรุ่งนี้แล้วเขาย้ายไปไหนเราก็ไม่รู้นี่จะไปเอาคืนอย่างไรครับ คือการปล่อยง่ายอยู่แล้วครับ แต่เอาคืนนี่ยากนะครับ ผมขอดูเวลาตามไปด้วยนะครับ ข้อที่ ๓ เมื่อกี้นี้ผมได้ยิน ที่พรีเซนต์ปล่อยเงินกู้เพื่อจะมาสร้างกําลังซื้อในระบบเศรษฐกิ จ ผมคิดว่าเปึนสิ่งที่ อันตรายมาก ๆ เลยครับ ไม่ควรเลยครับ ณ วันนี้ที่เศรษฐกิจเราไปไม่ได้ก็เพราะว่า เงินกู้มันเยอะเกินไปครับ หนี้สินครัวเรือนที่มันขึ้นมาเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ก็เพราะว่าเราเน้นคือที่ผ่านมาเน้นใช้โครงการประชานิยมแล้วคนก็กู้เงิน เยอะแยะไปหมด แล้วถ้าบอกว่าตอนนี้กําลังซื้อน้อย เราเปึนสังคมของการบริโภคจะต้องเพิ่มเงินกู้เข้าไป ในระบบ ผมคิดว่าอันนี้อันตรายนะครับ เพราะว่าการต่อเงินกู้ด้วยเงินกู้เข้าไปนี่ผมคิดว่า น่ากลัวมาก ๆ เลย อันนี้ยิ่งจะทําให้แก้ปัญหายากนะครับ ข้อที่ ๔ หลังจาก ๓ ป้นี้ แล้วบอกว่าถ้ากองทุนไปได้ก็จะตั้งธนาคาร ผมก็ยังไม่เห็นด้วยนะครับ การตั้งธนาคาร ณ วันนี้นะครับ ถ้าสถานการณ์ในประเทศไทยเราต้องเรียกว่าเปึนสถานการณ์ที่มีธนาคาร มากเกินไปครับ ธนาคารทั้งหมดนะครับ เราจะมีทั้งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจ ธนาคารที่เขาประกอบธุรกิจที่ไม่ได้รับเงินฝากแต่ปล่อยสินเชื่อ
ธนาคารสาขาต่างประเทศเหล่านี้ประมาณ ๗๐-๘๐ แห่งในประเทศไทย สาขานี่ เกือบ ๑๐,๐๐๐ สาขา ถ้าเกิดสถานการณ์เรียกว่าโอเวอร์แ บงก์ (Over bank) ครับ เรามีธนาคารมากเกินไป ฉะนั้นไม่มีความจําเปึนที่จะต้องตั้งธนาคารใหม่ และธนาคารใหม่ ที่ตั้งขึ้นมารุ่นหลัง ๆ นี่เห็นชัดเจนครับว่าไปไม่รอด เพราะว่ากลุ่มลูกค้าก็มีอยู่แค่นั้น ลูกค้าชั้นดีนะครับ ฉะนั้นจะต้องหาวิธีว่าทําอย่างไรถึงจะสร้างวินัยใ นการปล่อยกู้ วินัยในการออมให้ได้มากกว่า เพราะตอนนี้ดูอย่างไรว่าธนาคารเยอะไป นอกจากจํานวนแล้ว ดูได้ด้วยการดูสภาพคล่องที่มันเหลืออยู่ คือถ้าตอนนี้มีธนาคารไม่พอมันจะต้องไม่มีสภาพคล่อง ที่เหลืออยู่ มันจะต้องถูกปล่อยกู้ออกไปหมด ตอนนี้ธนาคารนั่งทับสภาพคล่องกันไว้ เต็มไปหมดเลย เพราะว่าลูกหนี้มีปัญหาครับ เศรษฐกิจมีปัญหา ฉะนั้นมันมีปัญหาของมันอยู่ ตอนนี้นะครับ ข้อที่ ๕ ที่เราบอกว่าเสร็จแล้วเขาจะเอาแรงงานเข้ามาเปึนเจ้าของธนาคาร ที่กําลังจะตั้งขึ้นใหม่นี้เพื่อเปึนการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผมคิดว่าเปึนสิ่งที่อันตราย มาก ๆ เลย การเปึนเจ้าของธนาคารหรือเจ้าของธุรกิจเกิดใหม่ ธุรกิจเกิดใหม่ไม่ว่าจะเปึน ธุรกิจประเภทไหน ในการลงทุนถือเปึนการลงทุนที่เสี่ยงที่สุด สูงที่สุดเลย เพราะว่า โอกาสที่จะขาดทุนแล้วจะมีความจําเปึนที่จะต้องเพิ่มทุนนี่เยอะมากครับ แล้วถ้าเกิด เปึนอย่างนี้ การเปึนเจ้าของธนาคารก็ถือว่าการเพิ่มความเสี่ยงให้คนที่เข้าไปถือหุ้น แล้วถ้ามีการเพิ่มทุนก็แสดงว่าเขาจะต้องควักเงินเพิ่ม เงินเดิมหายไปแล้ว แล้วธนาคาร ที่น่ากลัวที่สุดก็คือเวลามีปัญหาขึ้นมาจะต้องเพิ่มทุนทันที เพิ่มทุนเสร็จก็คือล้างของเก่าทิ้ง ผู้ถือหุ้นเดิมก็เหลือศูนย์แล้ วก็เริ่มกันใหม่ ตรงนี้เปึนสิ่งที่น่ากลัวมาก ๆ ฉะนั้นผมคิดว่า ข้อเสนอที่ผมอยากจะให้ ๑. ใช้ธนาคารเฉพาะกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ยกตัวอย่าง ธนาคารออมสินก็ได้ครับ ให้เขาเพิ่มพันธกิจที่ท่านอยากทํานี่ให้เขาทํา เพราะตอนนี้ธนาคาร ออมสินกําลังจะมีปัญหา เพราะว่าธนาคารออมสินตอนนี้ได้ทําเกินพันธกิจตัวเองไปเยอะ มีการปล่อยกู้เข้าไปในแอเรีย (Area) ที่เอกชนเขาทําอยู่แล้ว ถ้าให้เขาทําสิ่งที่ท่านจะทํา เขามีทีมครบ สาขามีเยอะ มีคอลเลกชัน ทีม (Collection team) มีทีมที่จะดูคุณภาพ สินเชื่อเหล่านี้ ผมคิดว่าเขาน่าจะทําได้ดีกว่าที่เราจะตั้ งองค์กรใหม่ขึ้นมาทํา อันนี้แค่ ๑ ตัวอย่างนะครับ แล้วจริง ๆ ตอนนี้แบงก์เอกชน หรือธนาคารแห่งประเทศไทยก็มี การปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance) ก็เพื่อลูกค้ากลุ่มนี้เลยละครับ กลุ่มที่เข้าสู่ สินเชื่อในระบบไม่ได้ จะต้องไปกู้นอกระบบอยู่ ก็มาทดแทนกันตรงนี้ ฉะนั้นตอนนี้
ถ้าพูดง่าย ๆ คือผมคิดว่าสถาบันการเงินในประเทศ ไม่ว่าจะเปึนเอกชนหรือภาครัฐ ตอนนี้มีพอเพียงที่จะดําเนินการที่ท่านอยากทําได้ ๒. ผมคิดว่าปัญหาตอนนี้ที่คน ที่เข้ามาสู่ระบบกู้ไม่ได้ก็เพราะไม่เข้าใจ ไม่มีความรู้ทางการเงิน ไม่มีวินัยในการออม ลูกหนี้ดี ๆ ผมการันตีเลยนะครับ วันนี้แบงก์กระโดดเข้าหาเลยครับ เพราะตอนนี้แบงก์อุ้มสภาพคล่อง กันอยู่ และท่านที่เข้าใจก็จะรู้ครับ แบงก์ไม่อยากถือสภาพคล่องครับ เพราะแบงก์มีต้นทุน ในการถือสภาพคล่อง อยากจะปล่อยให้มากที่สุด แต่ตอนนี้พอดูไปแล้ว เครดิต ควอลลิตี (Credit quality) มันปล่อยไม่ได้ แล้วถ้าเราบอกว่าเราจะไปรับลูกค้าที่แบงก์นี่ เขาปล่อยไม่ได้ มาปล่อยเสียเอง แปลว่าอะไรครับ เรากําลังรับความเสี่ยงเข้ามาไว้ที่ตัวเรา หมดเลย แล้วถ้าจะเอาเงินประกันสังคมเข้ามายุ่งกับความเสี่ยงตรงนี้ ก็แปลว่าเรายิ่งไปพัน ปัญหาเยอะแยะไปหมดเลยครับ เวลาผมเกินไปเยอะแล้วครับ ผมต้องขอจบการอภิปราย เท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ