สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๘ · ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๘

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หารือเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนมุมมองและปรับโลกทัศน์ เพื่อให้ธุรกิจที่มีคุณภาพและปลอดภัยสู่ผู้บริโภค ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ยังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้บริโภคและหารือเรื่องการสร้างกลไกในการส่งเสริมสุขภาพและเกษตรกรรมในหมู่บ้าน โดยเรียกร้องให้มีการสนับสนุนและร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและชุมชน

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ รวมทั้งคณะกรรมาธิการ ผมอยากจะขอเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมนะครับ ผมคิดว่า สิ่งที่ท่านได้นําเสนอมาในรอบที่ ๒ นั้นก็ครอบคลุมในกลุ่มใหญ่ ๆ ดีแล้วนะครับ ผมอยากจะ ขอให้ท่านพิจารณาเน้นในเรื่องประเด็นดังต่อไปนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของคนที่อ่อนแอ ในบ้านเมืองเรานั้นคนที่อ่อนแอก็คือคนที่ข้อมูลน้อย เงินสตางค์มีน้อย พวกนี้เปึนกลุ่ม ที่เรียกว่าโชคร้ายไม่ได้บริโภคสิ่งของที่มันมีคุณภาพที่ดีคุ้มค่าคุ้มราคานะครับ จะเห็นได้ว่า ทุก ๆ วันนี้ลงหนังสือพิมพ์หรือว่าเราไปตามต่างจังหวัดมีทุกอย่างที่เรียกว่าของปลอม อาหารไม่มีคุณภาพ น้ําปลาปลอม ผงชูรสปลอม ยาปลอม กระทั่งปุิยก็ปลอม กล้าไม้ก็ปลอม คือมีไม่ครบพูดง่าย ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้ประเด็นแรกที่อยากจะนําเสนอซึ่งพยายามจะอ่านในนี้ แต่เข้าใจว่าเปึนจุด มุ่งหมายของกฎหมายต่าง ๆ แต่อยากให้เน้นย้ําคือว่าที่จริง การคุ้มครองผู้บริโภคมันเปึนการเปลี่ยนหรือว่าการปรับโลกทัศน์หรือ ไมด์เซต (Mindset) หรือวิธีคิดของทั้งคนผลิต คนขายและคนบริโภคไปด้วยกัน มันเปึนเรื่องที่จะต้องเพิ่มพื้นที่ มิติทางศีลธรรม มันเปึนเรื่องของเศร ษฐศาสตร์เชิงศีลธรรม เปึนโมรอล อีโคโนมี (Moral economy) เนื่องจากว่าถ้าเราย้อนกลับไปจริง ๆ เศรษฐศาสตร์เชิงเหตุผล หรือเรชันนอ ล อีโคโนมี (Rational economy) มันนําไปสู่การแข่งขันแก่งแย่งกัน ค่อนข้างจะมาก ดังนั้นเพื่อเอาชนะเพื่อจะเอากําไรมากที่สุด หลายครั้งผู้ผลิตก็ละเลยคุณภาพ หรือมุมมองจากหัวอกของผู้บริโภค ผู้ขายทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ค่อยมีคุณภาพ แต่ความที่อยากให้ธุรกิจของตัวเองนั้นอยู่ได้ก็ไม่บอกความจริงกับผู้บริโภคผู้ซื้อ เพราะฉะนั้น อยากจะให้ต้องรณรงค์ว่ามิติทางศีลธรรมมันคือการที่ทุกคนมองว่าการทําธุรกิจ ก็เปึนหน้าที่หนึ่งของคนในสังคมในโลกนี้ที่ทําให้ทุกคนอยู่ดีมีสุข อันนี้ผมคิดว่าต้องเพิ่ม เข้าไปหน่อย เพราะเรารู้สึกจะมีมิติในเชิงของการต่อสู้เอาชนะคะคานกันทางกฎหมาย ทางอะไรอย่างเดียว อันนี้ขออนุญาตเติมนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วผมว่าธรรมชาติมนุษย์ ทุกคนลองให้เขาหลับตาคิดสัก ๓๐ วินาทีว่าอยากจะให้เกิดอะไรดี ๆ งาม ๆ กับคนที่รักบ้าง ถ้าเขาทําอย่างนี้ในการผลิตอะไรหรือทํามาค้าขายอะไรก็คงจะไม่คิดจะเอาเปรียบคนอื่น ถ้าหากมองว่าผู้บริโภคคือคนที่เรารักนะครับ ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะนําเรียนก็คือ เวลาอ่านแล้วผมอาจจะเข้าใจเอาเอ งก็ได้ว่ามันยังไม่ชัดว่าที่จริงการคุ้มครองผู้บริโภค เปึนวาระของส่วนรวม เปึนธุระของทุกคน แต่พออ่านไปอ่านมากลายเปึนว่าเปึนเรื่องที่

เราจะไปสร้างกลไกให้คนที่เสียหายไปฟัองหรือไปได้รับการชดเชยเยียวยา ซึ่งก็โอเค เปึนเรื่องที่สมควร แต่ว่ากรุณาทําอย่างไรก็ตามที่จะให้มิติของเรื่องนี้เปึนเรื่องส่วนตัว ของผู้ที่ได้รับเคราะห์เมื่อคุณเสียหายมากกว่าเปึนเรื่องของส่วนรวม มันเปึนคอลเลคทีฟ (Collective) มันเปึนเรื่องของการที่จะต้องคิดให้เกิดชุมชนกลุ่มผู้บริโภค พอพูดถึงเรื่องนี้ ก็อยากจะเรียนว่าในที่นี้เราอาจจะยังไม่ได้แยกชัดเจนว่ากลุ่มผู้บริโภคอย่างน้อยมี ๒ มิติ มิติแรกก็คือกลุ่มผู้บริโภคตามสถานะทางเศรษฐกิจสังคมซึ่งผมพูดไปแล้วว่าคนที่มีฐานะดี ซื้อของถูกกว่าคุณภาพดีกว่าอยู่แล้ว แต่กลุ่มผู้บริโภคอีกแบบหนึ่งก็คือกลุ่มผู้บริโภคที่เราแยก ตามประเภทสินค้า มีทั้งปัจจัย สี่และทั้งของที่ไม่จําเปึน แต่ก็เปึนของที่เกินความจําเปึน อย่างนี้ ผมว่าธรรมชาติของการดูแลไม่เหมือนกัน ถ้าอย่างไรลองพิจารณาเอามิติเหล่านี้ ไปพิจารณาด้วยนะครับ เพราะกลไกและมาตรการและบทบาทของภาครัฐที่จะเข้าไปดูแล อาจจะไม่ค่อยเหมือนกันเสี ยทีเดียว ประเด็นต่อมาที่อยากจะเรียนว่าถ้าเราจะเปลี่ยน ความคิดของคนในเรื่องการบริโภค รวมทั้งฝ์ายที่เปึนผู้ผลิตฝ์ายภาครัฐและผู้บริโภค ผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญที่เราจะต้องเร่งทําคือข้อมูล ข้อมูลที่เปึนข้อมูลเชิงตัวชี้วัด ข้อมูลสถิติ ของหน่วยงานของรัฐซึ่งเปึนข้อมูลอำจจะยังไม่ใช่ข้อมูลโดยตรงในเรื่องของตัวสินค้าเอง แต่เปึนข้อมูลเช่นข้อมูลผลผลิต การปลูกข้าวได้กี่กิโลกรัมต่อไร่ของเราเมื่อเทียบกับคนอื่น ทําไม เพราะอะไร เพราะเราใช้กล้าพันธุ์อะไร เราใช้ปุิยอะไร เราใช้ยาอะไร ถ้าเราเอาข้อมูล เหล่านี้มาให้แต่ละหมู่บ้านคุยกัน แล้ววกกลับไปหาสินค้าเหล่านี้เขาก็จะเริ่มเห็นว่า ทําไมเขาต้องซื้อสิ่งนั้นสิ่งนี้แตกต่างกันยี่ห้อต่าง ๆ อย่างไร

เพราะข้อมูลเหล่านี้มันจะเปึนฐานที่ตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านักการเมืองทุกระดับได้ เห็นกับชาวบ้านมีข้อมูลเหล่านี้พอ ๆ กัน เขาก็จะตื่นตัวมาดูแล มาคุ้มครองหรือว่ามาผลักดัน เรื่องนี้นะครับ ที่นี้ผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับว่าอีกนาทีเดีย วครับว่าวิธีทํา อย่างไร ผมมองว่าเรื่องนี้บางทีเราพูดส่วนบนลงมาก็ดีแล้ว แต่อย่าลืมว่าควรจะสร้างจาก ข้างล่างขึ้นไปด้วย ผมเห็นมีความคิด ริเริ่มหลายแห่งที่ชาวบ้านเอง กรรมการหมู่บ้าน กรรมการชุมชน ได้รวมกลุ่มกันที่จะดูแลอย่างน้อยเรื่องสุขภาพ เรื่องยานะครับ ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ดูเหมือนจะเคยพูดถึงเรื่องนี้ เอา อสม. มา อะไรมานี่ แต่ว่า เรื่องอื่นเรื่องเกษตรเรื่องอะไรต่าง ๆ ยังไม่ได้เคลื่อนไหวนะครับ ทั้งที่เสียเงินเสียทอง และกระทบต่อรายได้มาก เพราะฉะนั้นจึงอยากจะขอให้ท่านได้มองเพิ่มเติมว่าทําอย่างไร เราจะสร้างกลไกหรือเอากลไกที่มีอยู่แล้วในหมู่บ้านให้มาทําหน้าที่กรรมการหมู่บ้าน กรรมการชุมชน สอดส่องและให้ข้อมูลแก่ชาวบ้านในเรื่องของสิ่งที่เปึนปัจจัยสี่ ซื้อเปึนประจํา ปุิย ยาฆ่าแมลง ยาแก้ปวด ยารักษาโรค ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยที่มีเครื่องมืออยู่แล้ว เรามีบัญชีครัวเรือนอยู่แล้ว เรามีข้อมูล จปฐ. อยู่แล้ว เรามีข้อมูล การผลิตอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้ถ้าสามารถเอามาพูดและมองในเชิงก้าวล่วงไปถึงว่าสิ่งที่เราซื้อมา นี่คือซื้ออะไรมาอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ อย่างไร และข้อมูลส่วนบนก็จะเจอ มันก็มีประโยชน์ เข้าไปถึงครัวเรือน เขาได้ครับ อันนี้ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ใช้เวลาเกินมา ขอบคุณมากครับ