สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๘ · ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๘

ไพบูลย์ นลินทรางกูร หารือเรื่องความรู้ทางการเงินของคนไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการผลักดันให้ทุกคนมีความรู้ทางการเงินมากขึ้น เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่มีความรู้ทางการเงินที่ต่ำ และเสนอแนวทางการปฏิรูปด้วยการให้ความรู้ทางการเงินเป็นนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตั้งองค์กรใหม่เพื่อจัดการกับปัญหาการเงินของประชาชน และจัดตั้งสถาบันเพื่อสนับสนุนกลุ่มคนฐานราก

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิก ทุกท่านครับ ผมขอใช้เวลาไม่นานครับ แป็บเดียวครับ จะคุยเรื่องความรู้ทางการเงิน ซึ่งจริง ๆ ก็เคยได้อภิปรายไปบ้างแล้วในสภาแห่ งนี้ แต่ก่อนจะเข้าไปถึงเนื้อหาสาระ อยากจะขอให้นิยามความรู้ทางการเงินนิดหนึ่งจะได้คุยเรื่องเดียวกันครับ นิยามที่เปึน ทางการก็อาจจะเข้าใจยากนิดหนึ่ง แต่ถ้าผมจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ความรู้ทางการเงิน ที่เรากําลังจะผลักดันคือความรู้ที่ทําให้เราสามารถบริหารการเงินไ ด้อย่างมีประสิทธิภาพ ความรู้ที่ทําให้เรามีวินัยทางการเงิน รู้จักการออม รู้จักวิธีการลงทุนที่ถูกต้อง และความรู้ ที่ทําให้เราสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินแก่ตัวเอง แก่ครอบครัว และแก่สังคม นี่คือสิ่งที่เรากําลังจะผลักดันให้เกิดขึ้น ทีนี้ผมจะขอเข้าสู่เนื้อหาวั นนี้นะครับ ก็มีอยู่ ๓ ประเด็น เรื่องความจําเปึน แนวทางการปฏิรูป แล้วก็ผลที่คาดว่าจะได้ ความจําเปึน จริง ๆ นี่มีเยอะมาก แต่ผมขอนํามาใช้ในวันนี้ประมาณสัก ๗ ประเด็น ให้ท่านได้เห็นกัน ตามสไลด์ มีสไลด์ที่ได้ปรินต์ (Print) แจกให้ทุกท่านแล้วด้วยนะครับ ประเด็นแรกเลยนะครับ ทําไมจําเปึนจะต้องผลักดันให้ทุกคนมีความรู้ทางการเงินมากขึ้น ก็เพราะว่าคนไทยส่วนใหญ่แล้ว มีความรู้ทางการเงินอยู่ในระดับต่ํา จากการสํารวจของกระทรวงการคลังเร็ว ๆ นี้นะครับ ผลสรุปของการสํารวจออกมาว่า ๗๓ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยในกลุ่มสํารวจมีความรู้ ทางการเงินที่อยู่ในระดับปานกลาง ต่ํา จนถึงต่ําที่สุด ๗๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าเกิดถามว่าต่ํา

มันแปลว่าอะไรที่เขาไปสํารวจมานะครับ ไครทีเรีย (Criteria) ก็คือ ๑. มีปัญหาทางการเงิน ๒. ออมน้อยถึงไม่มีการออมเลย ๓. ไม่มีการวางแผนทางการเงิน และ ๔. มีการใช้เงินกู้ นอกระบบเปึนจํานวนค่อนข้างสูง อันนี้คือปัญหาครับ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยมีความรู้ ทางการเงินไม่พอ ประเด็นที่ ๒ ที่น่าเปึนห่วงไปกว่านั้นก็คือประชากรที่มีรายได้ต่ํา และเกษตรกร วิธีการวัดเดียวกันผลสํารวจออกมาว่า ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่มีรายได้ต่ํา มีความรู้ทางการเงินที่จัดอยู่ในระดับปานกลาง ต่ํา จนถึงต่ําที่สุด เกษตรกร ๘๗ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าคนกลุ่มนี้เปึนคนกลุ่มที่น่าสงสารที่สุด ไม่มีความรู้ทางการเงินเพียงพอที่จะสามารถแม้กระทั่งออมเงิน ส่วนใหญ่เกษตรกรนี่ แทบจะไม่ได้ออมกันเลย อันนี้คือ ๒ ประเด็นแรกที่เราจะต้องแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้ ประเด็นที่ ๓ ถ้าดูพฤติกรรมการออมจากตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงมันก็สะท้อนว่าไม่มีการออม เกิดขึ้นที่เปลี่ยนแปลงไป ๑๐ ป้ที่แล้วจากตัวเลขหน้า ๕ ของผม รายได้ต่อครัวเรือน ในประเทศไทยรวมกันหมด ๑๕,๐๐๐ บาท หนี้สิน ณ ๑๐ ป้ที่แล้วประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ๑๐ ป้ให้หลังรายได้เพิ่มจาก ๑๕,๐๐๐ บาท เปึน ๒๕,๐๐๐ บาท เพิ่มมา ๑๐,๐๐๐ บาท หนี้สินเพิ่มขึ้นมา ๖๐,๐๐๐ บาท อันนี้ก็ชัดเจน ว่าไม่ได้มีการออมเกิดขึ้น ไม่ว่ารายได้จะมากขึ้นเท่าไรก็กลายมาเปึนหนี้เสียหมด ความเหลื่อมล้ําต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมเรามันก็ไม่มีทางจะแก้ได้หรอกครับ ถ้าเผื่อคน กลุ่มที่ไม่มีความรู้ทางการเงินนี้เขาไม่รู้จักวิธีการออม

ข้อที่ ๔ อันนี้เปึนตัวเลขที่เราเห็นกันมานาน หนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพี อันนี้สรุปภาพรวม ของประเทศ เราเห็นกันว่า ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ คุ้นเคยกับตัวเลขนี้นะครับ ๘๗ เปอร์เซ็นต์ หนี้สินครัวเรือนเมื่อเทียบกับจีดีพีถ้าดู ๑๐ ป้ที่แล้วไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือ ความน่ากลัวของมันว่าทําไม ๑๐ ป้ที่ผ่านมาตัวเลขหนี้สินครัวเรือนถึงเกิดขึ้นได้พุ่งขึ้นมาแรง ขนาดนี้ แล้วถ้าเราไม่ระงับมัน ถ้าเราไม่สอนคนไทยให้รู้จักการบริหารการเงินที่ถูกต้อง ตัวเลขนี้จะทะลุ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แน่นอนครับ และจะเปึนสิ่งที่น่าห่วงมาก ประเด็นที่ ๕ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสังคมผู้สูงวัยที่เรากําลังจะก้าวไปสู่ แค่ใช้ตัวเลขที่มีการประมาณการ จากสํานักวิจัยแห่งหนึ่ง ภาระของภาครัฐในวันนี้ที่ต้องใช้จ่ายไปกับการดูแล เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกับสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุต่าง ๆ นานาตกอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท งานวิจัยนี้ไปถึงแค่ป้ ๒๕๖๔ อีก ๗ ป้จากนี้ตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นไปเปึน ๔๖๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือภาระของภาครัฐที่จะต้องดูแล แล้วลองคิดดูว่าถ้าเผื่อประชากร ยังไม่ยอมออมอะไรกันอีกนี่ภาระตรงนี้ก็จะมากขึ้นอีก และถ้ามีคนสูงวัยไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งเยอะ ถ้าเทียบเปึนสัดส่วนของรายได้ของภาครัฐมันไม่เพียงพอครับ เปอร์เซ็นต์ที่จะต้องดูแลผู้สูงวัย จากการที่ไม่มีเงินออมของตัวเอง เปอร์เซ็นต์ต่องบประมาณมันจะสูงขึ้น ๆ เรื่อย ๆ จนสู่ ระดับที่มันไม่ซัสเทนเนเบิล (Sustainable) เหมือนหลาย ๆ ประเทศ อย่างเช่นประเทศกรีซ ที่มีปัญหากันอยู่ตอนนี้ก็คือเรื่องเพนชัน (Pension) เปึนหลักเลย เพนชันก็คือภาระที่รัฐบาล จะต้องเข้าไปดูแลให้กับผู้สูงวัยมันเกินงบประมาณที่รัฐบาลจะรับได้ ข้อที่ ๖ อันนี้ก็คือ เรื่องการตกเปึนเหยื่อทางการเงิน ปัญหาการถูกหลอกต่าง ๆ มันยังเกิดขึ้นอยู่สม่ําเสมอ และอันนี้สะท้อนอะไรครับ ว่าไม่ใช่แค่คนระดับล่างที่ถูกหลอก คนที่มีปัญญาที่จะสามารถ เข้าไปซื้อกองทุนประเภทต่าง ๆ ที่ถูกหลอกคือคนที่มีฐานะปานกลางจนถึงสูงนะครับ แสดงว่าความรู้ทางการเงินจะต้องทํากันทุกระดับ ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับบน เพราะตอนนี้คนระดับบนก็มีปัญหาเช่นกันครับ ประเด็นที่ ๗ ประเด็นสุดท้ายที่จะคุยในวันนี้ จริง ๆ มีเยอะกว่านี้ ประเด็นที่ ๗ ก็คือว่าจริง ๆ เรื่องนี้มีการทํากันเยอะ หลาย ๆ ท่านบอกว่า แล้วทําไมไม่ทํากันล่ะเรื่องการให้ความรู้ ทํากันเยอะครับ แบงก์ชาติก็ทํา กระทรวงการคลัง ก็ทํา ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ เอกชน ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ทํากันหมดครับ แต่ทําไม ยังเปึนปัญหาที่ผมให้ดูอยู่ ทําไมคนก็ยังไม่มีความรู้ ก็เพราะต่างคนต่างทํา และเพราะว่า ต่างคนต่างทําตามพันธกิจของตัวเอง ไม่มีใครมองภาพของประเทศเปึนหลัก มองแต่สิ่งที่

ตอบโจทย์ตัวเองที่จะทํา แน่นอนธนาคารเอกชนหรือภาคเอกชนเขาก็ต้องทําเพื่อตอบโจทย์ ของเขา เพราะนั่นคือพันธกิจเขาคือรัน (Run) ธุรกิจ แต่ว่าเราตอนนี้กําลังมีปัญหา เพราะไม่มีใครมองอย่างบูรณาการทั้งระบบ ไม่มีใครมาวางยุทธศาสตร์การให้ความรู้ ทางการเงินกับประชาชนทุกระดับของประเทศไทย และถ้าไม่ทําตรงนี้การลดความเหลื่อมล้ํา ความมั่งคั่งกระจุกตัว ปัญหาต่าง ๆ ที่เราคุยกันไม่มีทางจะแก้ได้หรอกครับ ให้เงินชาวนาไป เท่าไรก็หมดครับ หากินกันมาได้เท่าไรก็ใช้กันจนหมดครับ อันนี้คือ ๗ ประเด็นหลักที่ทําไม ทางคณะกรรมาธิการเราถึงผลักดันให้มีการให้ความรู้ทางด้านนี้ ทีนี้แนวทางการปฏิรูป คืออะไรครับ แนวทางแรกเลย เราเสนอให้การให้ความรู้ทางการเงินเปึน ๑ ในนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ก็หวังว่าหมอชูชัยนั่งอยู่ตรงนี้พอดี ไม่ถูกตัดออกจากรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะเราเสนอไป และคุณกอบศักดิ์ด้วยนะครับ เพราะตรงนี้ผมคิดว่าเปึนเรื่องใหญ่ครับ และที่ต้องใส่เอาไว้ก็เพราะว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลไม่เคยให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ ผมพูดได้ อย่างเต็มปาก เพราะผมได้ทํางานมากับหลายรัฐบาล บางคณะ บางรัฐบาลก็จะมีฟอร์ม (Form) ที่ดี ตั้งคณะทํางานสวยหรูเลย มีทุกระดับนั่งอยู่ในนั้นหมดเลย แต่ผลที่สะท้อน ออกมาคนไทยก็ยังไม่มีความรู้ทางการ เงินอยู่ดี ฉะนั้นมีความจําเปึนแล้วครับที่เรื่องนี้ ต้องเปึนยุทธศาสตร์ชาติ ต้องเปึนวาระแห่งชาติ ที่จะต้องทํากันอย่างจริงจัง เพื่อที่จะต้อง แก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ส่วนแนวทางที่ ๒ ข้อเสนอที่ ๒ ซึ่งเปึนข้อเสนอที่ทุกท่านในห้องนี้ ไม่ค่อยจะอยากฟังเท่าไรก็คือการตั้ งองค์กรใหม่ขึ้นมา หลายท่านก็จะบอกเอาอีกแล้ว ตั้งอีกองค์กรหนึ่งแล้ว แต่มันไม่รู้จะหาวิธีออกอย่างไรครับ

เพราะอย่างที่ผมเรียนแล้วตอนนี้ มี ๑๐ กว่าองค์กรที่ทําเรื่องนี้แต่มันไม่มีประสิทธิภาพ มันไร้ทิศทาง มันต่างคนต่างทํา ไม่บูรณาการ มันเลยมีความจําเปึนที่จะต้องตั้งสถาบันขึ้นมา เพื่อมาทําเรื่องนี้โดยเฉพาะ แล้วโดยเฉพาะกับกลุ่มคนฐานราก กลุ่มประชากรรายได้ต่ํา ตรงนี้น่าสงสารมาก จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีหน่วยงานหนึ่งที่มาให้ความรู้ทางด้านนี้ แต่ถ้าทางนี้ ถ้าเกิดตั้งกันยาก ออปชัน (Option) ที่ ๒ ซึ่งไม่ค่อยมีประสิทธิภาพก็คือวิธีเดิม ก็ไปตั้งหน่วยงานในแบงก์ชาติ ตั้งหน่วยงานใน ก.ล.ต. ซึ่งตอนนี้เขาบอกเขาก็ทําอยู่แล้ว ซึ่งผลเราก็เห็น ๆ กันอยู่แล้วมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น คือถ้าไม่เอาทางนี้กลับไปทางเดิมผมคิดว่า คงไม่มีอะไรดีขึ้น ผลที่คาดว่าจะได้เพื่อเปึนการประหยัดเวลาของทุกท่านก็คือคนไทย ก็มีความรู้ทางการเงินมากขึ้น ปัญหาทางสังคมก็หวังว่าจะน้อยลง การลดความเหลื่อมล้ํา ต่าง ๆ ที่เราหวังจะได้เห็นก็น่าจะเกิดขึ้นได้ รายละเอียดเนื้อหาสาระอยู่ในรีพอร์ต (Report) ที่เขียนไว้ ๒๐ หน้า ถ้าท่านจะกรุณาอ่านก็จะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นครับ ผมคงขอใช้เวลา เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ