สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๗ · ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๘

ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา หารือเรื่องการปฏิรูปการสร้างเสริมสุขภาพ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมและการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในการบริหารจัดการสุขภาพ พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูป 6 ประเด็น และการสร้างระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชนและพื้นที่ในการแก้ไขปัญหา

นายณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านสมาชิกสภาที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา สมาชิกหมายเลขที่ ๗๖ ซึ่งได้รับมอบหมายให้นําเสนอผลการศึกษา เรื่องการปฏิรูปการสร้างสุขภาพ ปัองกันและควบคุมโรค รวมทั้งภัยคุกคามสุขภาพ โดยขออนุญาตเสนอต่อจากรายงานเรื่องของคอนเซปชวล ดีไซน์ ที่ได้เสนอไปแล้ว เพื่อให้ เห็นทางเดินสู่วัตถุประสงค์และเปัาหมายที่กําหนด ก็คือระบบบริการจัดการงานสร้างเสริมสุขภาพ และปัองกันโรค และภัยคุกคามสุขภาพของประเทศอย่างมีดุลยภาพ ซึ่งกระผมก็ขอเสนอเปึน ๖ ประเด็นด้วยกันครับ ประเด็นแรกก็คือเรื่องของตัวโครงสร้างและการเชื่อมโยงของ โครงสร้างในแต่ละระดับซึ่งก็ต้องสอดประสานกัน รวมทั้งบทบาทหลักด้วย ในเรื่องของ ตัวโครงสร้างใน ๓ ระดับที่จะต้องมีนั้น ก็คือเรื่องการจัดการระดับชาติ ซึ่งในหลักการ ตรงระดับชาตินั้นก็คงทําหน้าที่ในเรื่องของการกําหนดนโยบาย เรื่องมาตรการที่จะสนับสนุน ทางการเงิน กําหนดมาตรฐานรวมทั้งดูแลเรื่องกฎหมายต่าง ๆ คือเปึนโพลิซี เมกเกอร์ (Policy Maker) ในส่วนที่ ๒ ก็คือในระดับของพื้นที่ ซึ่งก็จะเปึนระดับของเขตหรือจังหวัด ซึ่งตรงส่วนนี้จะต้องทําหน้าที่ในการถ่ายระดับจากนโยบายระดับประเทศลงมาสู่พื้นที่ แล้วก็ มีหน้าที่ในการติดตาม กํากับ รวมทั้งการสนับสนุน ก็คือการเรกูเลเตอร์ (Regulator) แล้วก็ ซัพพอร์ต (Support) แล้วก็ในระดับที่ ๓ ซึ่งต้องถือว่าเปึนจุดคานงัดของตัวระบบ ซึ่งคุณหมอสุวัฒน์ก็ได้พูดไว้ค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งตรงจุดนี้ก็คือตรงระดับที่เปึนชุมชนกับ ตรงท้องถิ่น ซึ่งถือว่าในเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพและปัองกัน ควบคุมโรคนั้น เราพูดกัน โดยสับสนใน ๒ ที่เกิดเหตุ คือมันเกิดเหตุในเรื่องของการที่ไปจัดบริการ หรือมันเกิดเหตุ ที่เรื่องของที่ตัวบุคคล ครอบครัวและตัวชุมชน ซึ่งแน่นอนสิ่งที่ดีที่สุดก็คือจะต้องสวมเรื่องของ ระบบสุขภาพชุมชน ที่เราจะต้องพัฒนาศักยภาพเขาให้สามารถในการที่จะดูแลตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความรู้ ซึ่งทางกลุ่มของทางบริการก็ได้พูดถึงเรื่องการแตกฉาน ทางด้านความรู้ ทางด้านดูแลสุขภาพ แล้วเชื่อมกับระบบบริการ ซึ่งทางคุณหมอสุวัฒน์ก็ได้ พูดถึงว่าทางระบบบริการเขาไม่ได้เพียงแต่ที่จะอยู่ในสถานบริการแล้ว เขากําลังจะยื่นมือ

เพื่อที่จะเข้ามาสู่ที่ชุมชน ฉะนั้นระบบบริการสุขภาพและระบบสุขภาพชุมชนในการปฏิรูป ที่เราจะเสนอครั้งนี้นั้น ๒ วาระนี้ดูเหมือนผนวกเปึนวาระเดียวกัน เพราะความสําเร็จ ของการที่จะพัฒนาระบบของสุขภาพเพื่อไปสู่สุขภาวะที่แท้จริงนั้น จะต้องทํางานร่วมกัน เพราะฉะนั้นในยุทธศาสตร์หลักของตรงระดับชุมชนนั้นทําอย่างไร นอกจากเขาเปึนผู้ปฏิบัติ เปึนโอเปอเรเตอร์ (Operator) แล้ว เราทําอย่างไรที่จะต้องยกระดับของการที่มีส่วนร่วม ให้เขามีความรู้สึกเปึนเจ้าของเรื่องที่เขาจะต้องบริหารจัดการและรับผิดชอบ และการที่ เขาจะทําแบบเช่นว่าได้นั้น เราจะต้องมีปัจจัยอะไรที่จะไปเกื้อหนุน โดยเฉพาะเรื่องของ การพัฒนาของศักยภาพให้กับเขา รวมทั้งเรื่องของการที่จะเกื้อหนุนในเรื่องการอภิบาล เกี่ยวกับเรื่องการใช้ข้อมูล การใช้องค์ความรู้ เพื่อที่จะตอบสนองต่อการแก้ปัญหา และความต้องการที่เกิดในพื้นที่นั้น ไม่ใช่เปึนเรื่องของนโยบายจากส่วนกลางแล้วถ่ายลงไป

ซึ่งบางครั้งไม่ตรงกับปัญหาและความต้องการของตัวพื้นที่ ซึ่งตรงจุดนี้เปึนจุดที่สําคัญที่สุด ในการที่เราจะประสบความสําเร็จในการสร้างระบบสุขภาพเพื่อไปสู่สุขภาวะของประเทศนั้น ถ้าตรงจุดนี้เราสามารถวางได้ดีนอกจากเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของการดูแล เรื่องสุขภาพแล้วยังก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่เราเองมีอยู่อย่างจํากัดนั้นให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ในประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของภารกิจ ซึ่งในภารกิจที่เรา คาดหวังในตรงระดับตรงพื้นที่หรือตรงชุมชนท้องถิ่นที่เราจะไปพัฒนาศักยภาพ ให้เขาแล้ว เราคาดหวังว่าเขาจะมีภารกิจอยู่ ๕ ด้านด้วยกันที่จะทําให้เขาสามารถในการจัดและบริหาร จัดการตัวระบบนี้ในพื้นที่เขา ภารกิจที่ ๑ ก็คือเรื่องของการพัฒนาหรือกําหนดนโยบาย สาธารณะหรือธรรมนูญสุขภาพในพื้นที่ของเขา ซึ่งเกิดจากกระบวนการที่ร่วมคิด ร่วมทํา แล้วก็ร่วมรับผิดชอบ และแน่นอนต้องใช้ข้อมูลองค์ความรู้ แล้วก็กระบวนการการวิเคราะห์ เพื่อที่จะนําไปสู่การชี้ปัญหาและความต้องการที่ชัดเจน และนําไปสู่เรื่องของการกําหนด ตัวยุทธศาสตร์และแผนดําเนินงานต่าง ๆ ที่สําคัญก็คือกระบวนการการมีส่วนร่วมเช่นนี้ มันจะทําให้เกิดเรื่องของการระดมตัวทรัพยากรในพื้นที่ เพื่อที่จะมาแก้ปัญหาในสิ่งที่เขา ต้องการ ภารกิจที่ ๒ ก็คือเรื่องการพัฒนาสิ่งแวดล้อม และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ซึ่งมีกฎหมายที่เอื้ออยู่แล้วที่ท้องถิ่นนั้น มี พ.ร.บ. การสาธารณสุขซึ่งเปึนกฎหมายที่คุ้มครอง ดูแลเรื่องของสภาพแวดล้อมที่ทางท้องถิ่นนั้นสามารถที่จะใช้กฎหมายนี้เพื่อที่จะดูแลคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าเรื่องขยะมูลฝอย เรื่องของปัจจัยที่อาจจะเปึนอันตรายต่อสุขภาพอะไร ทั้งหลายในการที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ภารกิจที่ ๓ และภารกิจที่ ๔ ก็คือการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและการพัฒนาศักยภาพด้านสุขภาพให้กับบุคคล ครอบครัวและชุมชน ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้มีการอภิปรายนําเสนอไปแล้วก็คือทําอย่างไรที่เราจะมี ระบบ และมีกระบวนการ และมีการสนับสนุนในการที่จะทําให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และที่สําคัญก็คือการรู้เท่าทันในเรื่องของสุขภาพ หรือบางท่านก็ไปใช้ว่าความแตกฉาน ในความรู้ด้านสุขภาพเพื่อนําไปสู่การดูแลตนเองในทุกกลุ่มวัย ในภารกิจที่ ๕ ก็คือ เรื่องภารกิจทางด้านของการจัดบริการ ซึ่งดําเนินการโดยองค์กรชุมชนและท้องถิ่นนั้น ซึ่งในส่วนนี้จะมีจุดที่ต้องพิจารณาอยู่ตรงที่ว่าตัวท้องถิ่นเองไม่มี ขณะนี้เกือบทั้งหมดมีจํานวน น้อยมาก ไม่มีองค์กรที่สามารถจัดบริการทางด้านสุขภาพได้ด้วยตัวเอง เพราะว่าจะมีอยู่ ๓ ลักษณะด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีการ จัดบริการสุขภาพตรงนี้ได้ก็ต้อง

ไปเชื่อมโยงกับตัวระบบบริการสุขภาพที่คุณหมอสุวัฒน์ได้นําเสนอต่อที่ประชุมไปแล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็คงเปึนประเด็นที่ให้เห็นว่าตรงภารกิจที่ ๕ นี้เปึนภารกิจที่จะ ไปเชื่อมต่อโดยใกล้ชิดกับทางภาค รัฐหรือภาคเอกชนที่มีหน้าที่ในการจัดบริการสุขภาพ ในอดีตหรือในปัจจุบันที่เปึนอยู่นั้นตัวองค์กร ชุมชนและท้องถิ่นนั้นไม่ได้มีอํานาจต่อรอง ในเรื่องของการจัดบริการสุขภาพเลย ขึ้นอยู่กับระบบบริการสุขภาพซึ่งได้งบประมาณ จากทาง สปช. ที่ต้องดูแลเรื่องการสร้างเสริมสุขภำพและปัองกันโรคทุกกลุ่มวัยในพื้นที่ แต่ทางองค์กรชุมชนและท้องถิ่ นนั้นไม่มีผู้แทนที่จะเข้าไป แล้วก็ไม่มีข้อมูลที่จะบอกว่า ทุกกลุ่มวัยในพื้นที่ที่ผมดูแลอยู่นั้น

กลุ่มเด็กผมได้รับการดูแลฉีดวัคซีนครบไหม กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ได้รับการดูแลเรื่องของครรภ์ แล้วก็ปัองกันการแทรกซ้อนที่อาจจะมีผลต่อตัวลูกที่จะเกิดตามมาไหม กลุ่มวัยทํางานได้รับ การตรวจคัดกรองโรคต่าง ๆ เปึนต้นว่า เรื่องความดันโลหิตสูง เรื่องเบาหวาน หรือทางผู้หญิง เรื่องของการตรวจคัดกรองทางโรคมะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งเต้านมแค่ไหน ผู้สูงอายุได้มี การเข้าถึงในเรื่องการตรวจคัดกรองและควบคุมโรคเรื้อรังอย่างไร ขณะนี้องค์กรชุมชน และท้องถิ่นไม่มีข้อมูลอยู่ในมือ และไม่มีโอกาสในการที่จะเข้าไปร่วมประชุมเพื่อที่จะบอกกับ ผู้จัดบริการว่าสิ่งที่คุณทํานั้นอัตราของการครอบคลุม อัตราของการเข้าถึงคุณภาพที่คุณให้ และผลของคุณภาพที่ได้นั้นการเกิดโรคภัยไข้เจ็บของคนกลุ่มวัยที่อยู่ในพื้นที่ของผมนั้น เปึนอย่างไร ซึ่งตรงจุดนี้จะเปึนจุดสําคัญที่สุดของกระบวนการการปฏิรูปที่เราจะต้องให้มีเวที ที่ทางตัวแทนองค์กรชุมชนท้องถิ่นที่จะเข้าไปร่วมประชุม โดยมีข้อมูลความต้องการ และปัญหาที่ชัดเจนในการที่จะไปทําแผนร่วมกัน ซึ่งอันนี้ก็จะเปึนการไปสอดรับกับ เรื่องระบบบริการสุขภาพที่ทางคุณหมอสุวัฒน์ได้เสนอ ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของตัวองค์กร ที่ผมได้กราบเรียนให้ทราบว่าตัวองค์กรที่อยู่ที่ตัวพื้นที่หรือตัวท้องถิ่นขณะนี้ที่เราเรียกกันว่า สถานีอนามัยในสมัยก่อน หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในปัจจุบัน ในขณะนี้นั้น มี ๓ รูปแบบ รูปแบบที่ ๑ ก็คือทางท้องถิ่นที่มีปัญหาแล้วเขามีความสามารถ และเขาไม่มี องค์กรนี้ในพื้นที่เขา ก็ได้มีการลงทุนในการไปสร้างสถานบริการระดับนี้ในพื้นที่ของตัวเอง โดยใช้งบของท้องถิ่นในการสร้าง ประเภทที่ ๒ ก็คือมีที่เราใช้ตัวย่อว่า รพ.สต. หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลอยู่ในพื้นที่ตัวเอง แต่มันจะมี ๒ ลักษณะ ลักษณะหนึ่ง ก็คือถ่ายโอนตาม พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ เพื่อให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นได้มีองค์กรอยู่ในมือเพื่อปฏิบัติภารกิจ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้ว ซึ่งขณะนี้เราดําเนินการมา ๑๕ ป้ แต่มีการถ่ายโอนไปทั้งสิ้น ๓๕ แห่ง จากจํานวน เกือบ ๙,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ก็จะเปึนอีกจุดหนึ่งที่จะต้องมีการมา พิจารณาว่าเส้นทางนี้นั้นรัฐมองว่าเปึนเส้นทางที่จะนําไปสู่การยกระดับของคุณภาพและ ประสิทธิภาพของตัวระบบบริการสุขภาพหรือไม่ ถ้าเปึน ตรงนี้จะมีการเร่งรัดในเรื่องนี้ อย่างไร ส่วนในประเภทที่ ๒ ซึ่งเปึนกลุ่มใหญ่ที่สุดก็คือ รพ.สต. ที่ยังไม่ถ่ายโอนซึ่งมีจํานวน อยู่มากกว่า ๘,๐๐๐ แห่ง อย่างไรก็ตามทั้งหน่วยบริการหรือองค์กรบริการประเภท ๑ ๒ และ ๓ เราต้องยกพัฒนาศักยภาพของเขาให้มีความสามารถในการที่จะปฏิบัติภารกิจ

๑ ๒ ๓ ๔ ๕ และเชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพอย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้ว ในเรื่องของ ประเด็นที่ ๔ เรื่องเส้นทางเดินเพื่อไปสู่เปัาหมายที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วนั้นก็คงต้อง ขออนุญาตว่าการปฏิรูปการสร้างเสริมสุขภาพนั้นเ ราเปึนส่วนหนึ่งของตัวระบบบริการ

แต่เปึนส่วนหนึ่งที่เรามีการปรับว่ามันไม่ใช่เปึนเรื่องบริการอย่างเดียว แต่มันเปึนเรื่องของ การที่ต้องทําให้ตัวองค์กรชุมชนท้องถิ่นนั้นเขาลุกขึ้นมา เขามีศักยภาพในการที่จะมาพัฒนา ระบบสุขภาพชุมชน เพื่อที่จะมาจับหรือมาสอดประสานเชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพ ซึ่งขณะนี้สิ่งที่เรา จะต้องทําในส่วนแรกก็คือแผนการพัฒนาศักยภาพขององค์กรเหล่านี้ ไม่ว่าจะเปึนประเภทที่สร้างเอง ไม่ว่าจะเปึน รพ.สต. ที่ถ่ายโอนแล้ว และไม่ว่าเปึน รพ.สต. ที่ยังไม่ถ่ายโอน ทั้งหมดเราต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อให้เขาสามารถทําภารกิจที่เปึนลักษณะ ของการเน้นในเรื่องกระบวนการการใช้ข้อมูล ความรู้ และใช้พื้นที่เปึนฐาน ใช้คนทุกกลุ่มวัย เปึนศูนย์กลาง และมีการอภิบาลระบบอย่างมีส่วนร่วมในการทํางานร่วมกัน เพราะฉะนั้น ในอันแรกก็คือเรื่องของการพัฒนาศักยภาพทุกแห่งเพื่อไป ดําเนินการเช่นที่ว่า ในส่วนที่ ๒ ของเส้นทางเดินก็คือเรื่องการปฏิรูปรูปแบบของระบบ ซึ่งอันนี้เปึนเรื่องที่ทางคุณหมอสุวัฒน์ ได้เสนอ เพราะฉะนั้นเราก็เปึนส่วนหนึ่งในพื้นที่ทั้งหมด ก็จะเดินตามเส้นทางโรดแมป (Roadmap) แผนของการปฏิรูปของทางระบบบริการสุขภาพ คือที่คุณหมอสุวัฒน์ได้เสนอ ไปแล้ว ในประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของกฎหมาย ก็คงจะต้องมีกฎหมายที่เราจะต้องปฏิรูป เพื่อที่จะไปเกื้อหนุนต่อการดําเนินการที่ได้รายงานไปแล้วอยู่ใน ๓ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็คือ การปรับปรุงกฎหมายที่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่ว่าตั้งแต่ระดับรัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ. กระจายอํานาจ รวมทั้ง พ.ร.บ. เฉพาะของท้องถิ่น เพื่อให้เขาได้มีกรอบ ของกฎหมายที่จะสามารถดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อที่จะดูแลสุขภาพอย่างรอบด้าน ทั้งสุขภาพตัวบุคคล ตัวสังคม ตัวสิ่งแวดล้อมอะ ไรต่าง ๆ ซึ่งไม่ติดกับดักในปัจจุบันนี้ อย่างที่เราจะได้รับฟังจากเพื่อนสมาชิกที่เปึนผู้บริหารท้องถิ่นว่าจะไปฉีดวัคซีนกันสุนัขบ้า ให้กับสุนัขในแอเรีย (Area) ทําไม่ได้ เพราะถูกตีความว่ามันไม่ใช่หน้าที่ และมันไม่ใช่หน้าที่ ที่ถูกถ่ายโอน ทําอย่างไรที่จะขยายกรอบตรง นี้ ซึ่งเราก็มีทิศทางที่รัฐธรรมนูญ รวมทั้ง การปฏิรูปที่ได้มีการนําเสนอไปแล้ว รวมทั้งเรื่องของงบประมาณซึ่งก็เปึนเรื่องที่น่ายินดีว่า ก็ได้มีการที่จะเสนอปฏิรูปในการที่จะมีระบบการขยายขอบเขตของการจัดเก็บรายได้ ให้กับท้องถิ่น เพื่อให้เขาสามารถมีรายได้พอในการที่จ ะไปดําเนินการที่เราเรียกกันว่า การบริหารงบประมาณแบบมีส่วนร่วม หรือพาร์ทิซิเพทอรี บัดเจตติง ซิสเตม (Participatory Budgeting system) ที่กําลังเสนอปฏิรูปอยู่ ในกลุ่มที่ ๒ ของกฎหมายก็คือเรื่อง พ.ร.บ. เกี่ยวกับสุขภาพต่าง ๆ พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ

เหล่านี้เปึนต้น ซึ่งก็คงต้องไปดูในประเด็นเกี่ยวกับการที่จะมอบอํานาจหรือให้อํานาจกับทาง องค์กรชุมชนท้องถิ่นเพื่อดําเนินการในการดูแล และช่วยควบคุมปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ในพื้นที่ ของเขา และในกลุ่มที่ ๓ ก็คือพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการส่งเสริมสนับสนุน ไม่ว่าจะเปึน เรื่องของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกี่ยวกับงบประมาณที่จะส่งลงไปที่ พื้นที่เพราะว่ามันก็มีปัญหา ยกตัวอย่างเช่น องค์กรที่ทางท้องถิ่นเขาสร้างเอง ปรากฏว่าเม็ดเงิน ที่จะไปให้กับทางโครงสร้างลักษณะแบบนี้นั้นเราไม่สามารถจัดงบบุคลากรให้กับทางโครงสร้าง แบบนี้ อย่างนี้เปึนต้น ก็คงจะต้องมีการปรับต่าง ๆ

รวมทั้งเรื่องของการที่จะใช้กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพตาม พ.ร.บ. นี้นั้น ในการสนับสนุนให้ตัวท้องถิ่นและองค์กรชุมชนนั้นได้มีการเคลื่อนไหวหรือพัฒนาศักยภาพ เขาอย่างไร ในประเด็นที่ ๕ ซึ่งเปึนเรื่องของตัวบ่งชี้ผลสัมฤทธิ์การปฏิรูปตามที่ปรากฏอยู่ใน แผ่นภาพนะครับ ซึ่งคาดว่าการปฏิรูปถ้าเดินไปตามแนวนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงบวก อย่างกว้างขวางต่อการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศ ที่มีการเชื่อมระบบสุขภาพชุมชน ที่ดําเนินการโดยองค์กรชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ซึ่งเน้นการสร้างเสริมสุขภาพ ปัองกันและ ควบคุมโรคและภัยคุกคามสุขภาพ เข้ากับตัวระบบบริการสุขภาพที่เน้นเรื่องของ ระดับปฐมภูมิ ซึ่งอาจจะมีทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนที่มุ่งในเชิงรุก คือดูแลสุขภาพ ทุกกลุ่มวัย และส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพในการดูตนเองในระดับครอบครัวและชุมชน ซึ่งจะเปึนรูปแบบของการสานพลังในการจัดและบริหารจัดการระบบสุขภาพที่มุ่งสู่สุขภาวะ ของชุมชน โดยใช้คนเปึนศูนย์กลาง พื้นที่เปึนฐาน และการอภิบาลระบบแบบมีส่วนร่วมเปึน ยุทธศาสตร์หลักของความสําเร็จ ประเด็นสุดท้ายก็คือประชาชนจะได้รับอะไรจากการปฏิรูป ก็สั้น ๆ ว่า ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น สังคม จะมีศักยภาพในการจัดการระบบสร้างเสริม สุขภาพของตนเองโดยตนเอง ประชาชนทุกกลุ่มวัยได้ รับบริการการสร้างเสริมสุขภาพ ตามชุดสิทธิประโยชน์ที่มีคุณภาพทั่วถึง โดยที่ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการและพัฒนา อันที่ ๓ ประชาชนจะมีพฤติการณ์สุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อ การมีสุขภาพดี โดยกระบวนการของการดําเนินการร่วมกัน อันที่ ๔ คือปัจจัยเสี่ยงและ ภัยคุกคามต่าง ๆ จะลดลง ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิดภาวะของการเจ็บป์วยลดลง ชุมชนท้องถิ่น ก็จะเปึนชุมชนที่เปึนองค์กรชุมชนเข้มแข็ง แล้วก็เปึนพลเมืองที่เข้ มแข็งแล้วก็จะเปึน ฐานสําคัญในการที่จะพัฒนาประเทศสืบไป ขอบพระคุณครับ