สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๗ · ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๘

ดร. จิ รพร เหล่าธรรมทัศน์ เสนอกรอบแนวคิดและข้อเสนอการปฏิรูปด้านความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพของประชาชน และเรียกร้องให้จัดตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเพิ่มความรู้และความเข้าใจด้านสุขภาพของประชาชน และจัดตั้งกลไกการขับเคลื่อนสุขภาพที่เน้นผลลัพธ์

ศาสตราจารย์จิ รพร เหล่าธรรมทัศน์

กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ อนุกรรมาธิการปฏิรูปนโยบายสาธารณะด้านความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ ขอนําเสนอ กรอบแนวคิดและข้อเสนอการปฏิรูปดังต่อไปนี้ จากที่ท่านอาจารย์ชูศิลปีนําเสนอมา เราจะสังเกตได้ว่าความรอบรู้เรื่องสุขภาพของปวงชนชาวไทยมีอัตราที่ต่ํามาก เปรียบประดุจปลายน้ําแข็งที่โผล่พ้นมหาสมุทรของไอซ์เบิร์ก ส่วนความไม่รู้หรือความรู้ที่ผิด นําไปสู่พฤติกรรมที่ผิด ๆ เปรียบประดุจดังก้อนน้ําแข็งอันมหึมาที่ยังอยู่ใต้มหาสมุทร พวกเราซึ่งทํางานด้านการคิดเรื่องกรอบการปฏิรูปเหล่านี้หวังว่าถ้ากรอบการปฏิรูปเหล่านี้ ทําสําเร็จ เราจะได้นําความรู้ที่เปึนจริงแล้วก็ทําให้ประชาชนมีความสามารถและมีศักยภาพ ในการดูแลสุขภาพของตน ของครอบครัวและชุมชนให้ดีขึ้นได้ดั่งก้อนน้ําแข็งที่อยู่ใต้น้ํา ได้โผล่พ้นขึ้นเหนือน้ํา เราจะเห็นว่าเปึนหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้ความรู้ทางด้านการดูแลสุขภาพ ของตนเองแก่ประชาชนจากกรอบร่างของรัฐธรรมนูญ เปึนสิทธิของประชาชนที่จะรับทราบ ความรู้ที่ถูกต้องนําไปปฏิบัติได้เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเขา เพื่อที่เขาจะได้ไปปฏิบัติหน้าที่ ของพลเมืองในการรักษาสุขภาพของตน ของคนในครอบครัวและชุมชน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ของประเทศในด้านการดูแลสุขภาพ

ดังนั้นคณะอนุกรรมการด้านการสร้างเสริมความรอบรู้และการปฏิรูปการสื่อสารด้าน ความรอบรู้นี้เรามีความหวังว่าประชาชนจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเปึนปัจจุบัน ประชาชน ต้องมีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นเพื่อทําให้อัตราป์วยลดลงจะได้ลดค่าใช้จ่าย ของการรักษาพยาบาลของประเทศของเรา การที่เราจะทําเช่นนี้ได้จะต้องมีการจัดตั้ง คณะกรรมการสร้างเสริมความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพของชาติ เพื่อที่จะได้นํามา ขับเคลื่อนให้มียุทธศาสตร์และกลไกในการขับเคลื่อนการสร้างเสริมความรอบรู้ และการสื่อสารสุขภาพ ตลอดจนจัดให้มีระบบประเมินผลที่เน้นผลลัพ ธ์ที่ประชาชนที่มี ความรู้และมีคุณภาพ สิ่งที่เราปรารถนาและนําเสนอนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาลอย ๆ เพราะ ในจํานวนหลายเดือนที่ทํางานมาคณะกรรมการได้ศึกษาปัญหาจากเอกสารข้อมูลต่าง ๆ ที่มีในประเทศไทยแล้วก็ของต่างประเทศเปรียบเทียบกันรวมทั้งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จํานวนมากจากกระทรวงสาธารณสุข จากกระทรวงแรงงาน จากสํานักงานประกันสังคม แล้วก็จาก สปสช. รวมทั้งนักวิชาการต่าง ๆ มานําเสนอความรอบรู้และสิ่งต่าง ๆ ที่ควรจะต้องปฏิรูปให้กับประเทศไทย ดังนั้นเราจึงคิดว่าประชาชนไทยจะต้องหลุดพ้น จากสภาพที่สมองเต็มไปด้วยจังค์ โนวเลดจ์ (junk knowledge) ของเรื่องการดูแลสุขภาพ ของตนเอง เนื่องจากสื่อสารสุขภาพที่ต่ํา ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดการบูรณาการ แล้วก็ มีแต่ความรู้ที่ผิด ๆ ซึ่งใส่เข้ามาเพราะการโฆษณาทางด้านการค้าที่มีอยู่ทั่วไปที่เราเห็น ในสังคมไทย ตัวเลขนี้ไม่ได้พูดลอย ๆ ถ้าท่านดูอัตราความรอบรู้ของประชาชนไทย ทางด้านสุขภาพเปรียบเทียบกับประชาชนด้านอียู (EU) สีเขียวนี่คือสีเขียวความรอบรู้ที่ดีมาก จนสามารถนําไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจําวันอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนสีแดงนี้ก็คือ ความไม่รู้และความรู้ที่ผิด ๆ เราจะสังเกตว่าจากอายุ ๑๕ ป้ขึ้นไปจนไปถึงอายุ ๕๐ ป้ ของกลุ่มประชาชนอียู อันนี้เปึนความรู้ที่ดีมากมีตั้งแต่ ๑๕ ป้ไปจนถึงอายุ ๕๐ ป้ แล้วความรอบรู้ที่พอใช้ได้หรือดีพอสมควรของเขาตั้งแต่อายุ ๑๕ ป้ก็มีเกินกว่าครึ่งหนึ่ง เกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พอไปจนถึง ๕๐ ป้ไม่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่จะดูแลตนเองเลยของ ประชาชนชาวอียู ลองกลับมาดูภาพข้างล่างของประชาชนไทย ข้อมูลในป้ ๒๕๕๗ เราจะสังเกตว่าความรอบรู้ที่ดีมาก ๆ แล้วนําเอาไปใช้ได้ ต่ําเตี้ยติดดินตั้งแต่อายุ ๑๕ ป้ ไปจนถึงอายุ ๖๕ ป้จนเกือบเข้าโลงแล้วก็ยังแทบจะไม่รู้อะไร ส่วนความรู้ที่พอนําไปใช้ได้ เกินกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ที่กลุ่มเดียวคือกลุ่มอายุ ๔๕-๕๐ ป้ ส่วนความไม่รู้นั้นมีเต็มบ้านเต็มเมือง

เต็มแผ่นดิน นี่แหละคือปัญหาที่เปึนจริง ที่เปึนสุขภาพของปวงชนชาวไทย ความไม่รู้ ที่เปึนปัญหาที่เราพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนมาก เด็กนักเรียนของเราอายุ ๑๐-๑๔ ขวบไม่ทราบว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ปัองกันสามารถเสกเด็กเข้าไปอยู่ในท้องได้ แล้วบางคนที่รู้แล้วก็ยัง ทําซ้ําซาก เพราะไม่มีหน่วยงานไหนที่เข้ามาช่วยทําให้เกิดว่ามีการเข้าถึงถุงยางอนามัย หรือการปัองกันการตั้งครรภ์ในสภาพของสังคมที่เห็นว่ากา รมีเพศสัมพันธ์เปึนเรื่องปกติ ในหมู่วัยรุ่น อันนี้คือเปึนตัวอย่างของปัญหาเรื่องความรอบรู้แล้วการบริหารจัดการความรอบรู้ ของคนไทยของสังคมไทยของเรา ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าประเด็นปัญหาของเราก็คือประชาชน มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมทําให้เกิดการเจ็บไข้ได้ป์วยที่สามำรถปัองกันได้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านที่เกิดจากโรคที่ปัองกันได้ ถ้าเราช่วยกันทําให้มันไม่เกิดขึ้นค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ก็จะน้อยลงแล้วก็จะได้นําเงินเหล่านี้ไปใช้ทําอย่างอื่นได้มากขึ้น หน่วยงานที่ทําหน้าที่ดูแล ด้านความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพแก่ประชาชนมีมากทํากันเยอะแยะไปหมด ทุกกระทรวง ทุกกรม กองทํา ทําภายใต้โครงการนั้น นี้แต่ว่าขาดการบูรณำการที่จะเอา เม็ดเงินแล้วก็องค์ความรู้เหล่านั้นมาร่วมกันทําให้ประสิทธิภาพที่จะนําไปสู่การขับเคลื่อน นโยบายทําให้ประชาชนมีความรู้อย่างเต็มประสิทธิ ภาพและคุณค่าของเม็ดเงินเหล่านั้น ที่สําคัญข้อมูลข่า วสารด้านสุขภาพที่มีในบ้านเรากระจัดกระจายเต็มไปหมดไม่ทราบว่า ข่าวไหนจริงข่าวไหนหลอก

แล้วข่าวไหนที่มีจุดแอบแฝงทางด้านการค้าอยู่ ไม่มีการกลั่นกรอง และไม่มีคนลุกขึ้นมา ปกปัองประชาชนในการทําให้เกิดข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและสามารถให้ประชาชนนํามาใช้ ในการปรับพฤติกรรมของตนเองได้ ต้นเหตุแห่งปัญหาของเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ว่าภาครัฐเรา ไม่มีแผนการพัฒนา เรามีนะคะ แต่เราขาดการนําแผนการพัฒนานี้เอามาใช้ ในด้านการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ขาดการบูรณาการทั้งทางด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการปฏิบัติการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างคนต่างก็ทําในแทรกต์ (Tract) ในรูล (Rule) ของตัวเอง ไม่มีการมาประสานงานกันหรือบูรณา การร่วมกัน กฎหมายและ มาตรการด้านสุขภาพไม่ครอบคลุม รวมถึงไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง องค์ความรู้และ นวัตกรรมที่นํามาใช้สื่อสารกับประชาชนยังไม่เหมาะสม ไม่เพียงพอ แล้วก็ไม่ทันสมัย นําไปสู่การปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ ทุกภาคส่วนงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ให้ความสําคัญกั บ การสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของปวงชน ดังนั้นคณะอนุกรรมาธิการ ของเรามีข้อเสนอแนะว่าขอให้มียุทธศาสตร์และกลไกในการขับเคลื่อน มีการประเมินผล โดยเน้นผลลัพธ์ที่ประชาชน คือประชาชนต้องมีความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง และมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงปร ะสงค์ในทุกกลุ่มวัย ทั้งนี้จะทําได้ก็ขอให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการสร้างเสริมความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพแห่งชาติหรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า กสรส. โดยเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในข้อเสนออันนี้เพื่อจัดทําร่างระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิรูปความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพแห่งชาติ ให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการสร้างเสริมความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพแห่งชาติ จัดทํายุทธศาสตร์ บูรณาการความรู้และการสื่อสารสุขภาพอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ให้มีการพัฒนา องค์กรและกลไกส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการทํางานด้านความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ โดยจัดให้มีเครือข่ายในการดําเนินการเพื่อยกระดับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและทันสมัย จัดให้มีการยกระดับการเรียนรู้และสื่อสารสุขภาพทั้งในและนอกระบบการศึกษา จัดให้มีการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสุขภาพ ผลลัพธ์ที่เราคาดหวังคือประชาชนของเรา ทุกกลุ่มวัยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ มีสุขภาวะ ที่สมบูรณ์ในทุกมิติ โดยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการสร้างเสริมความรอบรู้ และการสื่อสารสุขภาพแก่ประชาชนอย่างมีระบบ มีวิธีการ และมีช่องทางการสื่อสาร มีการคัดกรอง ตรวจสอบความถูกต้อง แม่นยํา และเชื่อถือได้ของข้อมูล กําจัดข้อมูลที่ผิด ๆ

สร้างความรอบรู้ที่ผิด ๆ ออกไป เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีเกิดแก่ปวงชนชาวไทยและคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นของประชาชน รัฐบาลต้องกําหนดนโยบาย กลไกการขับเคลื่อนโดยเน้นผลลัพธ์ ที่ประชาชนไม่ใช่ที่กระบวนการอย่างเดียว ประชาชนต้องมีความรู้ ความสามารถ ในการดูแล สุขภาพของตนเอง ของครอบครัว ของชุมชน ก่อให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ในทุกกลุ่มวัยในทั่วประเทศ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนสุขภาพต่าง ๆ ต้องได้รับ การพัฒนาศักยภาพ สามารถปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบได้อย่างแท้จริง ด้วยความหวังว่าถ้าเราทําการปฏิรูปเรื่องความรอบรู้เหล่านี้ประชาชนซึ่งเปึนหัวใจของ ประเทศเรา ประชาชนที่มีคุณภาพในการขับเคลื่อนของประเทศเราจะต้องได้รับข้อมูล ข่าวสารที่ผ่านการคัดกรอง ขจัดข้อมูลขยะเรื่องการดูแลสุขภาพออกไป โดยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งโซเชียล มีเดีย (Social media) ต่าง ๆ ทํางานร่วมกันอย่างบูรณาการ และนําความรู้ที่ดีมาสู่ปวงชนชาวไทย ด้วยความคาดหวังว่าในอีก ๑๐ ป้ข้างหน้าเรื่องอัตรา ความรอบรู้ด้านสุขภาพของปวงชนชาวไทยจะไม่แตกต่างจากกลุ่มประชาคมชำวอียู เราหวังว่าเมื่อการปฏิรูปนี้สําเร็จประชาชนไทยจะมีอัตราการได้รับข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง และเปึนปัจจุบันมากขึ้น ประชาชนมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงขึ้น ประชาชน ทุกกลุ่มวัยมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์เพิ่มขึ้น ประชาชนมีอัตราการเจ็บไข้ได้ป์วยลดลง และประเทศไทยของเราจะมีค่าใช้จ่ายสุขภาพด้านการรักษาพยาบาลน้อยลง ประเทศจะได้ นําเงินเหล่านั้นไปพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ โลกปัจจุบันผู้นําทางประเทศสหรัฐอเมริกา และทวีปยุโรปเขาขับเคลื่อนเฮลตี พีเพิล บาย เดอะ เยียร์ ทู เทาเซินด์ ทเวนตี (Healthy people by the year two thousand twenty) เขาขับแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นผู้นําไทยของ เราคงจะเริ่มขยับ แล้วก็ขับเคลื่อนกันออกไป เพื่อสังคมไทยที่มีสุขภาพดี ขอบคุณค่ะ