ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการปฏิรูปการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในโลก และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการที่จะกระตุ้นการค้าภายในประเทศและเพิ่มรายได้ให้กับคนไทย
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานอนุกรรมาธิการ พาณิชย์และบริการ แล้วก็เปึนกรรมาธิการอยู่ในคณะของท่านประธานเกริกไกรนะครับ ก็ขออนุญาต ท่านก็ได้ช่วยผมไปตั้งเยอะแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวจะให้กระชับ เพื่อทุกท่านจะได้กลับบ้ำนไม่ดึกมากนะครับ ในเรื่องของการปฏิรูปการลงทุนโดยตรง ในต่างประเทศขอเรียนอย่างนี้ว่าผมจะมีอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ว่าทําไมถึงได้คิดแบบนี้ ประเด็นที่ ๒ ก็คือเราจะปฏิรูปอะไร จะทําอะไรบ้าง ในเรื่องของความเปึนมาอยากจะเรียน อย่างนี้ว่าประเทศไทยนั้นได้ใช้ประโยชน์ จากสิ่งที่เราเปึนผู้ผลิตหรือเปึนโปรดัก ชัน เฮาส์ (Production house) นะครับ ขณะนี้เรากําลังมีนโยบาย มีแนวที่จะตามหลาย ๆ ประเทศ อารยประเทศในโลก แม้กระทั่งประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่นั้นก็จะเดินเส้นทางนี้เหมือนกัน คือการเปึนเทรดดิง เนชัน เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้มาไม่ว่าเปึนทรัพยากรหรือค่าแรงงาน ที่ถูก ๆ นั้นมันกําลังจะหมดไป ขณะนี้ก็เริ่มหมดไปแล้ว ยกตัวอย่างค่าแรงขั้นต่ําในขณะนี้ นะครับ เมื่อป้ ๒๐๑๓ ของวิกิพีเดีย (Wikipedia) ประเทศไทย ๓,๐๑๒ เหรียญสหรัฐต่อป้ ขณะที่ประเทศเมียนมาร์ ๖๕ เหรียญสหรัฐต่อป้เท่านั้นเอง ประเทศบังกลาเทศ ๒๒๐ เหรียญสหรัฐต่อป้ ประเทศเวียดนาม ๖๑๔ เหรียญสหรัฐต่อป้ ประเทศ สปป. ลาว ๗๔๗ เหรียญสหรัฐต่อป้ ประเทศอินเดีย ๖๘๙ เหรียญสหรัฐต่อป้ ประเทศอินโดนีเซีย ๑,๑๖๓ เหรียญสหรัฐต่อป้ ประเทศฟ่ลิปป่นส์ ๑,๕๑๕ นะครับ
แล้วก็ประเทศมาเลเซียสูงกว่าเรานิดเดียวคือ ๓,๑๐๗ เหรียญสหรัฐต่อป้ แต่ประเทศเขา ก็ไปไกลกว่าเราแล้ว เพราะฉะนั้นในสิ่งที่เราเคยได้เปรียบจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเริ่มหมดไป สิ่งที่กําลังจะมาแทนก็คื อเทรดดิง เนชัน ซึ่งจะทําให้ความมั่งคั่งของเรากลับมา เราก็มี เหมือนกับสิ่งที่เราคิดเอาไว้หรือเราฝันเอาไว้ว่าเราจะเปึนประเทศที่พ้นจาก คือก้าวพ้นจาก ประเทศที่มีกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในป้ ๒๕๖๘ แต่ถ้าเรายังทํา แบบเดิมคือผลิตสินค้าแล้วก็ส่งออกในราคาถูก ๆ แล้วก็แข่งกัน มันไม่มีโอกาสเกิด คําถาม ก็คือว่าในเมื่อของเราการค้าภายในประเทศก็ยังแย่อยู่แล้วจะมีเงินมีทองอย่างที่ท่านประธาน ได้กรุณาเกริ่นนําไปแล้วว่ามีคําถามหลายคําถามจากเพื่อนบอกว่าในประเทศยังค้าขายแย่อยู่ ใหญ่ยังกินเล็กอยู่เลยแล้วจะไปต่างประเทศทําไม มันมีความจําเปึนครับ เดี๋ยวผมจะเรียนให้ ทุกท่านทราบว่าถ้าเราไปลงทุนต่างประเทศก่อนหน้านี้ ไอยูยู (IUU) ไม่มีปัญหาครับสําหรับ ธุรกิจไทย หรือเขาประกาศเทียร์ ๓ (Tier3) หรือเทียร์ ๒ (Tier2) เพราะว่าเทียร์ (Tier) ต่าง ๆ นี่มันมีอยู่ ๔ เทียร์ เทียร์ ๑ เทียร์ ๒ เทียร์ ๒ วอตช์ ลิสต์ แล้วก็เทียร์ ๓ ตอนนี้เราอยู่ สุดท้ายคือเทียร์ ๓ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะไม่มีผลอะไรกับเราเลยถ้าเราได้ ดําเนินการลงทุนเมื่อ ๑๐ ป้ที่แล้วไปอยู่ต่างประเทศแล้ว เพราะมาใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในต่างประเทศแทน แต่ไม่ได้บอกว่าลุกจากประเทศ ไทยแล้ว พ้นจากประเทศไทยไปแล้ว ไม่ได้คํานึงถึงการที่จะจ้างงานคนไทยหรือการลงทุนใน ประเทศไทย ยังลงทุนอยู่แต่แบบ คู่ขนาน อาศัยการที่เขาเจรจาหรือสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ประเทศที่เราไปตั้งหรือไปลงทุน ให้เปึนประโยชน์สําหรับประเทศไทย เพราะฉะนั้นเดี๋ยวจะเรียนให้ทุกท่านทราบว่ำมันมี ปัญหาเยอะแยะนะครับสําหรับโลกนี้ในเรื่องของการค้าการลงทุน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะสร้าง รายได้การค้าระหว่างประเทศให้สูงขึ้นนี่จําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องข้ามไป ที่จะให้บริษัท ข้ามชาติของสัญชาติไทยนี่ออกไป ลงทุนในต่างประเทศ ขณะนี้ไม่ได้บอกว่าบริษัทของไทย ไม่ได้ไปต่างประเทศ ไปมานานแล้วครับแต่เปึนบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ก็ไปนานแล้ว เบียร์ช้างก็ไปนานแล้ว แต่ที่เรากําลังเห็นและมีความต้องการก็คือเอ็ม (M) ตัวเอ็มตัวนี้แหละมันต้องก้าวข้ามไป ถ้าก้าวไม่ข้ามจะมีปัญหาอีกเยอะแยะที่รัฐบาลจะต้อง มาแก้นะครับ ผมจะเรียนอย่างนี้ว่าตัวอย่างของ ประเทศจีน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเขาเป่ดประเทศในป้ ๒๕๒๑ มูลค่าทางการค้าของเขาแค่ ๒๐,๖๔๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นในป้ ๒๕๕๖ ท่านคิดดูแล้วกันกี่ป้ต่อมามูลค่าทางการค้าของประเทศจีนเพิ่มเปึน
๔.๑๖ ล้านล้านยูเอสดอลลาร์ อันนี้คือการที่เขาส่งเสริมการลงทุนในเรื่องของเทรดดิง เนชัน การที่ผู้ประกอบการจีนออกไปอยู่ต่างประเทศ แต่ระยะเริ่มต้นของเขานั้นเขาค้า ภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งของเรานี่ก็ค้าภายในประเทศมานานแล้วก็รักษาตรงนี้ไว้ ในขณะที่ เรามีศักยภาพสูงมากในการที่จะก้าวเดินไปสู่การลงทุนในต่างประเทศ แล้วก็ภายในประเทศเอง เราก็เก่งตรงที่ว่าเราทําจุดแข็งให้เปึนจุดอ่อนได้ในหลาย ๆ เรื่องนะครับ ถ้าท่ามกลาง เสียงหัวเราะจนกระทั่งประเทศเพื่อนบ้านเราบอกว่าเขาไม่ต้องคิดอะไรหรอก เขารอ ประเทศไทยคิด หลังจากคิดแล้วเขาเอาไปทําเลยเพราะประเทศไทยจะไม่ทําต่อ คิดเอาไว้ แล้วก็ค้างอยู่แค่นั้น เพราะฉะนั้นแนวทางพัฒนาต่าง ๆ จะเห็นว่าเพื่อนบ้านเขาเลียนแบบเรา อย่างสบายเพราะว่าเราคิดเก่งมาก เรื่องความคิดเรื่องอะไรนี่ ผมอยากจะกราบเรียนว่า จุดเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจในโลกนี้มีเยอะมาก อย่างจะเห็นในเรื่องที่ ๑ คือความเสื่อมถอย ทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก ๆ อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป ประเทศญี่ปุ์น การเปลี่ยนถ่ายอํานาจทางเศรษฐกิจมาสู่กลุ่มที่เราเรียกว่าบริก (BRIC) ประเทศบราซิล สหพันธ์รัสเซีย ประเทศอินเดีย แล้วก็ประเทศจีน แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ และตลาดโลกค่อนข้างเยอะนะครับ การขาดแคลนแรงงาน ทรัพยากร ปัจจัยทางด้านราคา ผลผลิตทางเศรษฐกิจที่ควบคุมไม่ได้จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปเหมือนกับที่เกิด ในประเทศไทยขณะนี้ ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตที่ลดลง ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ การเมือง ระหว่างประเทศ ท่านก็จะเห็นว่าการเมืองระหว่างประเทศมีผลมาก เราโดนขึ้นบัญชีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนของไอยูยู อิลลีเกิล อันรีพอร์เตด และอันเรกูเลเตด (IUU : Illegal Unreported and Unregulated) สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เปึนเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศซึ่งเราต้อง ยอมรับกติกาหรือว่าการขึ้นบัญชีเทียร์ต่าง ๆ อย่างที่เรียนให้ทราบว่าการบริหารการจัดการ ให้เสรีและเปึนธรรมภายในประเทศก็คือกฎหมายควบคุม กฎหมายเรื่องการแข่งขัน ทางการค้า ซึ่งตัวอย่างจากประเทศสหรัฐอเมริกาก็มี ๕ ฉบับที่ทํา
แต่เขาทําเสร็จแล้ว ตอนนี้เขาก็มาถึงในเรื่องของการทําให้บริษัทของเขาที่ไปลงทุน ในต่างประเทศนั้นอยู่ได้อย่างไร อย่างในกรณีกําหนดไพรออริตี วอทช์ ลิสต์ (Priority Watch List) ต่าง ๆ ก็เปึนกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ซูเปอร์ ๓๐๑ (Supper 301) ที่เรารู้จัก หรือไม่ก็ในเรื่องของอันแฟร์ คอมเพทิชัน แอกต์ ๒๐๑๑ (Unfair Competition Act 2011) ที่ออกมา ๒ ฉบับสุดท้ายก็เปึนเรื่องที่ว่าไปต่างประเทศ บริษัทเขาอาจจะสู้ไม่ได้ เนื่องจากลิขสิทธิ์ เรื่องที่ไม่ทําตาม ไม่ทํากฎ ระเบียบต่าง ๆ ซึ่งตั้งกติกาไว้ ตรงนี้เขาก็ไปดูแล เพราะให้เกิดความได้เปรียบทางด้านการค้าซึ่งก็เปึนปกติ ในสําหรับประเทศที่ใหญ่ เขาก็พยายามที่จะดูแลการประกอบการของเขา อันนี้คือความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคง ทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าถ้าเรามีการลงทุนในต่างประเทศ ในตัวนี้ตั้งแต่ต้น ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มันก็จะหมดไป เพราะใช้สิทธิประโยชน์ของประเทศที่เราไปลงทุน ในขณะเดียวกันวัตถุดิบส่งจากประเทศไทยไป ทํางานคู่ขนานกันไป เราก็จะสามารถขายได้ ในโลกนี้ อย่างนี้เปึน ต้น นอกจากนี้แล้วสภาพสงคราม ความไม่สงบในหลายภูมิภาค ทั่วโลกมันจะทําให้รัฐต่าง ๆ ที่ต้องการทําการค้าในโลกนี้ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายของตัวเอง การระบาดของโรคต่าง ๆ ก็มีผล โรคอีโบล่า (Ebola) โรคเมอร์ส (MERS) ซึ่งเกี่ยวกับ การเดินทางเจรจาการค้าต่างประเทศทั้งสิ้น ตลอดไปจนถึงความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งท่านก็คงรับทราบ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าการที่เราจะเปึนเทรดดิง เนชันนี่ ก็ต้องทราบด้วยว่าการค้าระหว่างประเทศ จริง ๆ แล้วตามทฤษฎีมันมีอยู่ ๗ ลักษณะ ในการทําการค้าระหว่า งประเทศ ลักษณะที่ ๑ ก็คือฟอเรน ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ หรือเอฟดีไอ (FDI) ที่เรารู้จักกัน คือการเข้าไปลงทุนผลิตสินค้าและบริการในประเทศที่มี ศักยภาพ มีแรงงาน มีวัตถุดิบ และมีตลาด อันนี้คือเรื่องที่ ๑ ซึ่งกําลังจะพูดถึงในประเด็นของ เราวันนี้นะครับ เรื่องที่ ๒ ที่คิดว่าท่านน่าจะรู้ก็คือว่าลักษณะของการทําการค้าระหว่ำง ประเทศ เรื่องที่ ๒ คือคอนแทรกต์ เมนูแฟกเจอริง (Contract Manufacturing) จ้างผู้ผลิต ในต่างประเทศเพื่อผลิตสินค้าให้ อันนี้เปึนลักษณะที่ ๒ ของการค้าในเรื่องของเทรดดิง เนชัน การค้าต่างประเทศ อย่างที่บริษัทรองเท้าดัง ๆ มาจ้างผลิตอยู่ในอาเซียนแล้วก็ส่งกลับไปขาย เรื่องที่ ๓ คือคอนแทรกต์ ฟาร์มมิง (Contract Farming) จ้างผู้ผลิตในประเทศเพื่อ ผลิตพืชผลทางการเกษตรหรือเข้าไปทําปศุสัตว์ เรื่องที่ ๔ เอกซ์พอร์ต ออฟ แวลู แอดเดด โพรดักต์ (Export of value added product) นําเข้าวัตถุดิบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและ
ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เรื่องที่ ๕ ไลเซนซิง (Licensing) การให้ลิขสิทธิ์ทางการค้า เรื่องที่ ๖ คือแฟรนไชซิง (Franchising) การให้สัมปทานหรือแฟรนไชส์ (Franchise) ที่เรารู้จัก และเรื่องสุดท้ายคือเทคโอเวอร์ (Takeover) การเทคโอเวอร์คือการเข้าไป ซื้อกิจการ อันนี้คือธุรกิจ คือการค้าในต่างประเทศที่ภาคเอกชนเขาทํากัน เพราะฉะนั้น การที่เรามาดูแลในจุดเริ่ม ต้น ในเรื่องของเอฟดีไอคือฟอเรน ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ ที่จะเข้าไปลงทุนตรงนี้เปึนจุด เริ่มต้นสําคัญ ในการที่จะพลิกผัน จริง ๆ บริษัทใหญ่ เขาไม่เดือดร้อนอยู่แล้วเขาไปแล้ว แต่ตัวเอ็ม (M) กับตัวเอส (S) ซึ่งยากมากในตัวนี้ แล้วรัฐบาลเองก็ละเลย ไม่ใช่รัฐบาลนี้อย่างเดียว รัฐบาลที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาเราเยอะ ก็มัวแต่ไปแก้ปัญหาเรื่องอื่น แต่เรื่องของการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะสร้างทั้งงาน ให้สําหรับแรงงานไทยที่ไปอยู่ในโรงงานในต่างประเทศแล้วนําเงินกลับเข้ามาในประเทศ ตรงนี้รัฐบาลในอดีตจนกระทั่งขณะนี้ก็อาจจะมีความคิดอยู่บ้าง แต่ยังละเลยไม่ได้ทํา อย่างจริงจัง อันนี้ก็คือความจําเปึนในสิ่งต่างๆ ที่อยากจะกราบเรียนว่าทําไมเราถึงต้อง มีการที่จะต้องก้าวไปลงทุนในต่างประเทศ ในขณะที่การค้าภายในประเทศของเรานี้ยังมี การที่จะต้องกระตุ้น มีการที่จะต้องเร่งให้การค้าภายในประเทศ หลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้อง ทําให้คนในประเทศของเรามีรายได้ขึ้น หลายท่านก็เกรงกลัวว่าการไปลงทุนในต่างประเทศ เปึนการไปสร้างงานให้ต่างประเทศแล้วคนไทยจะตกงานหรือเปล่า อันนี้กราบเรียนให้ทราบว่า เทรดดิง เนชันมันมี ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือ เอาต์เวิร์ด อินเวสต์เมนต์คือการไปลงทุน ต่างประเทศ อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของโดเมสติก (Domestic) คือการค้าภายในประเทศ ซึ่งอันนี้การค้าภายในประเทศ คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ก็วางแผนไว้แล้วในเรื่องของการที่ ผลักดันกฎหมายแข่งขันทางการค้า ซึ่งก็ผ่ำนสภานี้ไปแล้ว แต่ในส่วนของเอาต์เวิร์ด อินเวสต์เมนต์ ซึ่งจะเปึนเหมือนตัวอะไหล่ที่มาทําให้การแก้ปัญหาต่าง ๆ สําหรับการค้า ของเราที่จะเอาเงินเข้าประเทศให้มีการเอาเงินเข้าประเทศได้มากขึ้น จากเดิมในอดีต ๑๑ ป้ ที่ย้อนกลับมา จีดีพี ของเราโตเกิน ๕ เปอร์เซ็นต์น้อยมาก มีเพียงบางป้ อย่างเช่น ในป้น้ําท่วม ป้ ๒๕๕๔ ที่จีดีพีโตเกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นต่ํากว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างเยอะ ถ้าเราอยู่ในสภาพอย่างนี้มันไปไม่รอด เพราะต้องกู้เงินมาป่ดหีบงบประมาณ โดยตลอด
เพราะฉะนั้นการริเริ่มผลักดันในช่วงต้นของการที่จะให้การลงทุนของประเทศไ ทย ไปสู่ต่างประเทศนั้น เปึนจุดเริ่มต้นในการที่จะทําให้ธุรกิจของเราที่อยู่ภายในประเทศ และอยู่ท่ามกลางความผันผวนของการเมืองในโลกนี้ ซึ่งเอารัดเอาเปรียบเปึนเรื่องธรรมดา ที่เขาถือประโยชน์ของเขา แต่ขณะเดียวกันกระทบการเงิน การลงทุน แล้วก็อุตสาหกรรม ธุรกิจของเราใน การที่จะส่งออก เนื่องจากประเทศไทยฝากชีวิตไว้กับการส่งออก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อฝากชีวิตกับการส่งออกไว้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าการส่งออกหยุดเมื่อไร เงินที่จะไหลเข้าประเทศมันก็น้อยลง อันนั้นละครับความยากแค้นแสนเข็ญจะกลับมา ถึงแม้เราจะมีการค้าภายในประเทศที่ดีอย่างไรก็ตาม แต่เราจะต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศอยู่ เพราะฉะนั้นการที่จะให้ ๒ อย่างนี้ไปด้วยกันได้สิ่งที่เราจําเปึนจะต้องทําก็คือต้องผลักดัน การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศให้สามารถที่จะเดินต่อไปได้ และเปึนการช่วยอุตสาหกรรม ภายในประเทศให้สามารถที่จะขายไปในตลาดโลก ซึ่งเราอาจจะถูกแบน (Ban) อาจจะถูก ขึ้นบัญชีในสิ่งต่าง ๆ ตรงนี้ก็จะลดปัญหาลงไปและทําให้เศรษฐกิจของเราสามารถกลับมา เฟ๋ืองฟูได้ ในประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนก็คือไปสู่ข้อเสนอแนะและแนวทาง ในการดําเนินการ เพราะว่าได้ฉายภาพให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ท่านประธาน ได้ทราบแล้วว่าความจําเปึนของเราในการที่เราจะผลักดันการลงทุนต่างประเทศเพราะอะไร เพราะเราต้องการได้เงินเข้ามาพัฒนาประเทศของเรามากขึ้นนะครับ ก็มีอยู่ ๔ ข้อเสนอแนะ ปฏิรูปและแนวทางดําเนินงาน ในเรื่องที่ ๑ คือการกําหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การลงทุน โดยตรงในต่างประเทศ เปึนแนวนโยบายทางเศรษฐกิจที่สําคัญของชาติ และมีการดําเนินการ อย่างจริงจัง แข็งขัน และต่อเนื่อง อันนี้มีความสําคัญ เพราะว่าขณะนี้การให้ความสําคัญ กับตรงนี้ค่อนข้างจะน้อย เมื่อน้อยปัูบถ้ามันเปึนยุทธศาสตร์โดยตรงก็จะเกิดการที่จะตั้ง อนุกรรมการขึ้นมาที่จะดูแลโดยผู้หลักผู้ ใหญ่ของเรา โดยเฉพาะที่เราเสนอไว้ก็คือให้มี ท่านรองนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรีเปึนประธาน เพื่อทําหน้าที่กํากับดูแล ผลักดัน การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศเปึนการเฉพาะ และต่อมาก็คือในเรื่องนี้เมื่อเปึน ยุทธศาสตร์แล้วจะใช้การเจรจาต่อรองในระดับรัฐบาลคือจีทูจีในเรื่องต่าง ๆ ที่สําคัญ อันนี้เปึนประเด็นที่ ๑ นะครับ ส่วนประเด็นปฏิรูปประเด็นที่ ๒ คือการปรับปรุงขยายระบบ กลไกในการจูงใจ สนับสนุนการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศแต่ละด้านอย่างครบครันและ เพียงพอ เพราะฉะนั้นในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้จะเปึนเรื่องของฐานข้อมูล การให้ความรู้ อบรม
คําปรึกษาต่าง ๆ และลู่ทางการลงทุนในต่างประเทศ ขณะนี้จะเห็นว่าถ้าผมอยากจะไปลงทุน ที่ประเทศเวียดนาม การจะไปขอข้อมูลต่าง ๆ อย่างมากก็จากทูตพาณิชย์ แต่รายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งเปึนบิก ดาตา (Big data) ต่าง ๆ เกี่ยวกับการลงทุนในประเทศ เวียดนามหายาก ในภาคเอกชนเองที่หอการค้าไทยก็จัดคลัสเตอร์ (Cluster) ขึ้นมา ให้ผู้ประกอบการที่ไปลงทุนที่ประเทศเวียดนามแล้ว เหมือนพี่เลี้ยงน้อง มาสอนน้องว่า การจะไปนั้นท่านจะเจอปัญหา อุปสรรคอย่างไร มันไม่ง่าย มันไม่เรียบง่าย หรือมันสะดวกโยธิน เหมือนกับที่คิดไว้ เพราะฉะนั้นในระยะแรก ๆ การลงทุนโดยคนเดียวนี่ หิ้วกระเปิาไปแล้วก็ หิ้วกระเปิากลับคือเจ๊งกลับมา ขาดทุนกลับมา เราไม่อยากให้เกิดสภาพอย่างนี้ เพราะฉะนั้น การไปต่าง ๆ เหล่านี้มันน่าจะไปแบบคลัสเตอร์เปึนกลุ่ม เหมือนที่นักธุรกิจของประเทศญี่ปุ์น เข้ามาลงทุนในต่างประเทศ อันนี้ก็พยายามจะผลักดันให้เกิดในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากนี้แล้ว การทําอนุสัญญาต่าง ๆ นักลงทุนบางทีไปลงทุนเสร็จแล้ว หากโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว กลับมาเมืองไทยต้องเอารายได้มารวมเสียภาษีอีก มันกลายเปึนการเสียภาษีซ้ําซ้อน ตรงนี้ก็อาจจะมีการเจรจาในส่วนของสนธิสัญญาภาษีทับซ้อนกันระหว่าง ๒ ประเทศ เพื่อให้นักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนนั้นได้ประโยชน์จากในส่วนนี้ นอกจากนี้แล้ว ในเรื่องของการเงินงบประมาณของเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ของเอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) น่าเสียดายครับ เอสเอ็มอีแบงก์ในตอนแรก ๆ ที่จะตั้งขึ้นมามันมีคําว่า ดิเวลลอปเมนต์ (Development) อยู่ด้วย คือเอสเอ็มอี ดิเวลลอปเมนต์ แบงก์ (SME Development Bank) แต่ตอนหลังถูกตัดออกเพราะมันยาวเกิน ก็เปึนเอสเอ็มอีแบงก์ พอเปึนเอสเอ็มอีแบงก์ก็มุ่งในเรื่องของการเงิน เอานักการธนาคารเข้ามาปล่อยกู้ คิดดอกเบี้ย ถูกหน่อย มันเปึนเรื่องของฟันดิง (Funding) อย่างเดียว มันไม่ใช่ในการที่จะปรับปรุง พัฒนา สินค้าไปด้วย อันนี้ก็เปึนจุ ดอ่อนอันหนึ่ง ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีของการตั้งเอสเอ็มอีมันมีคําว่า ดิเวลลอปเมนต์อยู่ด้วย แต่ถูกตัดออกไปนี่ถือว่ายาว มันก็เลยเกิดปัญหาในการที่ว่าเอสเอ็มอี มุ่งหน้าในการให้เงินอย่างเดียว ซึ่งจริง ๆ แล้วไปเอาจากธนาคารก็ได้ แต่เอสเอ็มอี เขาต้องการองค์ความรู้ เขาต้องการสิ่งต่าง ๆ หลายสิ่งที่มากกว่าเงิน เอสเอ็มอีจริง ๆ มีอยู่ ๓ เรื่อง ในเรื่องของฟันดิงคื อเรื่องของเงิน เรื่องของมาร์เกตติง (Marketing) เรื่องตลาด และเรื่องของอิ นโนเวชัน (Innovation) ๓ เรื่องนี้เปึนเรื่องที่เอสเอ็มอีต้องการ
และอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องเวนเจอร์ แคป่ตอล (Venture capital) ตรงนี้ก็เปึนเรื่องใหญ่ ไม่มีเรียกว่าโน แลนด์ โน โลน (No land no loan) ของเรายังใช้ได้อยู่ ไม่มีที่กู้ไม่ได้ มันก็โตต่อไปไม่ได้ อย่างนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นถ้าวีซี (VC) หรือในโอกาสที่ขายไอเดีย (Idea) ได้แล้วสามารถได้เงินมาตรงนั้นจะเปึนคําตอบที่น่าชื่นใจ สําหรับนักลงทุนโดยเฉพาะ เอสเอ็มอีและการที่จะก้าวไปสู่ต่างประเทศด้วยนะครับ นอกจากนี้แล้วในส่วนขององค์กร สนับสนุนในเรื่องข้อมูลที่ผมได้แตะหน่อยในเรื่องของบิก ดาตา ตรงนี้เราอาจจะ ต้องมีเทโทร (TETRO) เหมือนกับเจโทร (JETRO) ของประเทศญี่ปุ์นในการที่จะให้คําปรึกษา รวมไปด้วยของภาคเอกชนด้วย ของภาครัฐด้วย ให้คําปรึกษาต่อนักลงทุนหน้าใหม่ที่อยากจะ ไปในต่างประเทศ อันนี้ก็จะทําให้เกิดความมั่นใจขึ้น ในประการที่ ๓ การปรับปรุง ขยายบทบาทเรามีกลไกต่าง ๆ มีระบบ ตอนนี้เปึนเรื่องของการขยายบทบาทกลไกต่าง ๆ ในการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ นี่ก็คือเรื่องของการเจรจา รัฐจะต้องเดิน ในเรื่องของการเจรจาตกลงกันในเรื่องต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องของการลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องของการคุ้มครองสนับสนุนการลงทุน นักธุรกิจของเราเคยไปตั้งเอเยนต์ (Agent) อยู่ที่ต่างประเทศแต่ปรากฏว่าผลผลิตที่เข้าไปภายใน ๗ วันก็ถูกลอกแบบแล้ว ลิขสิทธิ์ต่าง ๆ เนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของนักลงทุนไทย ไม่รู้ว่าลิขสิทธิ์มันจด ในประเทศไทยมันก็คุ้มครองอยู่เฉพาะภายในประเทศไทย ไปต่างประเทศแล้วต้องไปจดใหม่ แต่พอไม่ได้จดปัูบก็ถูกปัูมไปเลย ถูกลอกแบบไป อันนี้ก็ต้องให้ความรู้กัน แล้วก็ในส่วนของ ข้อตกลงต่าง ๆ เช่นบังคับใช้ข้อตกลงอาเซียน คอมพรีเฮนซีฟ อินเวสต์เมนต์ อะกรีเมนต์ (ASEAN Comprehensive Investment Agreement) หรือเอซีไ อเอ (ACIA) แก้ปัญหา การลงทุนที่เกิดจากข้อตกลง กฎเกณฑ์หรือข้อกฎหมายการลงทุนของประเทศเปัาหมาย โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี แล้วนอกจากนี้แล้วการอํานวยความสะดวกในเรื่อง การลงทุนอย่างต่อเนื่อง เจรจา ปรับปรุง เชื่อมโยงนโยบายการลงทุนของไทยและประเทศ เปัาหมายรัฐจะต้องกระตุ้ นในเรื่องนี้ขึ้นมา จริง ๆ แล้วการลงทุนในต่างประเทศขณะนี้ ภาคเอกชนก็ทําแล้ว เพียงแต่ว่าภาครัฐนี่การส่งเสริมหรือการที่จะมาให้ความรู้หรือสนับสนุน ตรงนี้ยังน้อยมาก ก็ทําให้การลงทุนในต่างประเทศของเราถึงแม้จะเปึนตัวเลขที่ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันมันควรจะดีมากกว่านี้เ พราะว่ามันทําเงินเข้าสู่ประเทศได้มาก และ ในประการสุดท้ายคือประการที่ ๔ การใช้กลไกการประชาสัมพันธ์ นโยบาย ยุทธศาสตร์
การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศอย่างเข้มข้นเราต้องไปทําโรดโชว์ด้วยควบคู่กับการเจรจา การเจรจาจีทูจี ไม่ใช่ปล่อยเจรจาไป ขณะเดียวกันสินค้าบริการต่าง ๆ ที่จะไปมันต้องทํา โรดโชว์ แล้วก็ขณะเดียวกันศูนย์ประสานงานบริการด้านการลงทุนที่เขาเรียกโอเอสโอเอส (OSOS) หรือวันสตาร์ท วัน สตอป อินเวสต์เมนต์ เซนเตอร์ (One Start One Stop Investment Center) อันนี้ต้องตั้งเปึนกิจจะลักษณะที่จะให้มันเวิร์ก (Work) แล้วก็ทํางาน ต่อไปได้ โดยสรุปแล้วก็คือสื่อต่าง ๆ ของรัฐบาล เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานต้องผนึกกําลังกัน เปึนหนึ่งในการที่จะผลักดันตรงนี้ให้ไปข้างหน้าให้ได้ เพราะฉะนั้นด้วยประเด็นปฏิรูป ทั้ง ๔ ประการนี้ก็จะผลักดันให้การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศสามารถเปึนรูปธรรมขึ้นมา อย่างชัดเจน ไม่ใช่ว่าขณะนี้ไม่มีรูปธรรม มีแล้ว เพียงแต่ว่ามันต้องมากกว่านี้ ถ้าคิดว่า จะก้าวให้พ้นจากประเทศที่มีกับดักของรายได้ปานกลางให้พ้นไปสู่ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ในเรื่องการเงินการทองที่จะเข้ามามันต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติตรงนี้ร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ไม่ใช่ภาครัฐบอกว่าเอกชนนําสิ จะไปก็ไปเลยภาครัฐจะสนับสนุนอยู่ข้างหลัง ร้องเชียร์อยู่ข้างหลังนี่มันไม่ได้ มันต้องไปด้วยกัน เพราะอย่างที่บอกว่าการค้าระหว่างรัฐ ด้วยกันหรือการเข้าไปลงทุนนั้นมันมีกฎ ระเบียบ มีสิ่งต่าง ๆ ที่มากมายในประเทศที่เราจะไป ลงทุนที่เราอาจจะรู้ไม่ครบ รู้เปึนบางส่วน รัฐเองต้องนําในส่วนนี้แล้วมาประมวลด้วยกัน หลายสิ่งหลายอย่างอาจจะใช้การเจรจาเพื่อทะลุทะลวงปัญหาต่าง ๆ ออกไป แล้วเป่ดการค้า ของเรา การลงทุนของเราให้มันชัดเจน ตรงนี้ก็จะทําให้สิ่งที่เราคิดเราฝันไว้ว่าฟอเรน ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ของเราคือการไปลงทุนในต่างประเทศนั้นประสบความสําเร็จสามารถสร้าง เงินตรา เอาเงินตรากลับประเทศเราได้ ขณะเดียวกันเราก็สามารถส่งคนของเราไปทํางาน ในต่างประเทศโดยกินเงินเดือนของประเทศไทยก็ไม่ได้ตกงาน เพราะถ้าเราคิดให้ดีแล้ว ขณะนี้แรงงานของเราที่มีปัญหาอยู่หลายเรื่อง แรงงานทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ เราก็ขาดแคลน เพราะตัวเลขของเราจัดอันดับของเราใน ๑๐๐ กว่าประเทศ ปรากฏว่า ของเราอยู่อันดับที่ ๕๐ กว่าทั้งนั้นจนถึง ๖๐ กว่า ก็แสดงว่ายังล้าหลังเขาอยู่ในเรื่องของ เรียกว่าคนที่มีความรู้ความสามารถในด้านเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นเราจะใช้ช่องทางในเรื่อง ของเทคโนโลยีมาเปึนตัวนําเหมือนกับที่ประเทศจีนเขาทํามันก็คงไม่ง่ายจนกว่าเราจะเตรียม คนให้พร้อม
๙๕/๑
นั่นคือเปึนที่มาที่ไปของการตอบโจทย์ว่านอกจากการค้าภายในประเทศซึ่งเราไม่ได้ละเลยแล้ว การลงทุนหรือการค้าในต่างประเทศจะอยู่ใน ๗ แบบที่ผมได้กล่าวแล้ว หรือจะเปึนเฉพาะ แบบแรกคือฟอเรน ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ ก็จะเปึนส่วนหนึ่งที่จะสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ พาให้ประเทศของเรานั้นรอดพ้นจากประเทศยากจนขึ้นไป มีรายได้ในการที่จะพัฒนา ประเทศต่อไปได้ เพราะฉะนั้นคณะอนุกรรมาธิการนี้จึงได้นําเสนอประเด็นเรื่องการลงทุน ในต่างประเทศโดยตรง เปึนวาระหลักที่ ๒ ถึงแม้จะเปึนคอนเซปชวล ไอเดีย (Conceptual idea) ในช่วงต้น รองลงมาจากการเป่ดเสรีและเปึนธรรม ในเรื่องของการผลักดันกฎหมาย แข่งขันทางการค้า ซึ่งผ่านสภานี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็นําเรียนเสนอที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อพิจารณาและให้ข้อชี้แนะครับ กราบขอบพระคุณครับ