สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๗ · ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เกริกไกร จีระแพทย์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันและแรงผลักดันจากการแข่งขันระหว่างประเทศ โดยระบุว่าประเทศไทยขาดแคลนทรัพยากรและแรงงานทักษะ นอกจากนี้ยังต้องพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ และยังพูดถึงการขยายพาณิชย์ภูมิภาคและพัฒนาอีโคโนมี รวมถึงการลงทุนในต่างประเทศและความสำคัญของการลงทุนในธุรกิจ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในประเทศที่กำลังพัฒนา

นายเกริกไกร จีระแพทย์ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เกริกไกร จีระแพทย์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ รายสาขานะครับ ท่านประธานครับ ในช่วงตลอดมาโดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมา เร็ว ๆ นี้ ผมคิดว่าเศรษฐกิจประเทศไทยได้รับแรงบีบคั้นจากภาว ะการแข่งขันระหว่าง ประเทศค่อนข้างมาก มันจะเปึนทั้งแรงกดดันและแรงผลักดันให้กับประเทศไทย

มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะตอบสนองทางนโยบายอย่างไรกับปัญหาที่มันรุมเร้าเราอยู่นะครับ ถ้าหากเราตอบสนองถูกต้องมันก็จะเปึนแรงผลักดันให้เราก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ถ้ามันเปึน การตอบสนองที่ไม่ถูกต้องมันก็จะเปึนแรงบีบคั้นให้เราต้องย่อตัวลงนะครับ ผมอยากให้ ท่านได้กรุณามองถึงข้อเท็จจริงประเทศไท ยนะครับ ก่อนที่ผมจะนําไปสู่ สิ่งที่จําเปึน ต้องทํา เราเปึนประเทศที่ขาดดุลทรัพยากร ประเทศไทยมีน้ํามั นเท่าไรผมไม่ทราบ แต่ตัวเลขที่ผมศึกษามานั้นเราน่าจะมีพลังงานทั้งน้ํามันและก๊าซไม่มากเท่าไรนัก อันที่ ๒ แน่นอนเราไม่มีวัตถุแร่ธาตุ เราเคยมีดีบุกอยู่ในเกาะภูเก็ต เดี๋ยวนี้ผมไม่ทราบว่า จะมีอีกเท่าไร เรามีทองแดงอยู่ที่แม่สอด เดี๋ยวนี้หมดแล้วนะครับ อย่างอื่นโพแทส อลูมิเนียม อาจจะมีอยู่บ้าง แต่อย่างอื่นนั้นผมคิดว่าเราขาดแคลน เรามีความจํากัดทางด้านแรงงานครับ ค่าแรงเราสูง ทักษะแรงงานเราไม่สู้ดี สังคมที่สูงวัยขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นแรงงาน เปึนตัวปัจจัยอย่างหนึ่งที่เปึนปัจจัยลบของเรา เทคโนโลยีและนวัตกรรมของเราต่ํา เราคงตระหนักนะครับ มันเปึนตัวที่ทําให้เรายังอยู่ใน เอฟฟ่เชียนซี ดริเวน อีโคโนมีส์ (Efficiency driven economies) ไม่ใช่เปึนอินโนเวชัน อีโคโนมี (Innovation economy) แล้วก็ความสามารถในการแข่งขันของเราลดลง เราพูดเสมอหลายเรื่องหลายราว รวมทั้ง โลจิสติกส์ซึ่งเพิ่งจบ ไปเมื่อสักครู่นี้ แต่ในท่ามกลางความกดดันเหล่านี้เราก็มีสิ่งที่เปึน สิ่งที่ดีงามนะครับ เราพึ่งพิงการส่งออก พึ่งพิงรู้สึกจะไม่ดีครับ แต่ความจริงมันดีเพราะว่าเรา สามารถส่งออกได้เยอะมากนะครับ เราก็เปึนผู้ส่งออกอาหาร เรามีสังคมเปึนสังคมที่มี วัฒนธรรมรองรับ หมายความว่าเราเปึนคนสังคมที่อ่อน วัฒนธรรมที่อ่อน อ่อนก็ดีนะครับ อ่อนโยน แต่มันก็อ่อนที่จะรับอะไรง่าย ๆ เรามีส่วนผสมเศรษฐกิจที่ดีครับ เกษตร อาหาร อุตสาหกรรม บริการ น้อยประเทศในอาเซียนจะเปึนอย่างเรานะครับ นี่คือความแข็งแรง ของเราและเรามีชัยภูมิที่ดี เมื่อกี้ท่านบอกว่าหมุนโลกแล้วประเทศไทยอยู่ตรงกลางเสมอ นั่นคือชัยภูมิที่ดี แล้วก็เรามีภาคเอกชนที่มีศักยภาพ แต่ว่าถ้าท่านดูทางขวาก็คือ แรงกดกับทางซ้ายแรงกดมันมีมากกว่าเยอะเลย ทีนี้เราจะตอบสนองอย่างไรเพื่อจะทําให้ คานตัวนี้ได้สมดุลขึ้นมา มันมีอยู่ ๔ อย่างนะครับที่เราค วรจะต้องทํา นั่นคืออันที่ ๑ หาทรัพยากรเพิ่มขึ้น เราจะหาจากไหนนะครับ ทรัพยากรอะไร แรงงาน พลังงานเราพูดถึง เรื่องสร้างโรงไฟฟัาที่จังหวัดกระบี่ไหม อะไรต่าง ๆ ถ้าไม่ทําเราต้องออกไปข้างนอกนะครับ เราเพิ่งเป่ดโรงไฟฟัาถ่านหินที่ประเทศ สปป. ลาว ยูนิต (Unit) แรกเมื่อเดือนมิถุนายน

แล้วคงจะครบทั้ง ๓ ยูนิตในเดือนธันวาคมนี้ ก็เปึนความพยายามที่จะจ้างหาแรงงานเข้ามา นี่คือรีซอร์ส ซีคกิง (Resource Seeking) นะครับ อันที่ ๒ เราต้องออกไปเพื่อที่จะหา การหนุนเนื่องของพลังที่จะมาช่วยเราพัฒนามากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้คืออะไร มีอะไรที่ไหนบ้าง ที่จะเสริมเราได้ในประเทศต่าง ๆ อันนี้คือซินเนอจี เมคกิง (Synergy Making) นะครับ แล้วก็สิ่งที่เราต้องทําอีกอันหนึ่งคือไปหาสินทรัพย์ในต่างประเทศ เช่น สินทรัพย์ในที่นี้ คือการเข้าถึงเทคโนโลยี การที่จะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะใช้ การที่จะมีความเชื่อมโยง ระหว่างพาร์ตเนอร์ชิป (Partnership) ด้วยกันนะครับ มีพันธมิตรเกิดขึ้นในต่างประเทศ และประการที่ ๔ ที่เราต้องทําคือการขยายตลาดออกไป โดยการหาช่องทางการเป่ดตลาด เพราะตลาดมันไม่อยู่เฉย ๆ ครับ เราไปหาช่องทางตลาด เราต้องไปไขประตูเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะทําเช่นนี้ได้ก็คือเราจะต้องทําให้ตัวเราเองเปึนผู้เล่นในภูมิภาค แล้วก่อนที่จะไปเปึนผู้เล่นในโลกโดยผ่านกลไกการเจรจาและการทําความตกลง เราต้องการเครื่องมือบางอย่าง และนี่คือที่มาของเครื่องมือหลาย ๆ อย่างที่เราเสนอไว้ ในการเปึนพาณิชยภูมิพัฒนาหรือเปึนดิ เวลลอป อีโคโนมี (Develop economy) ในนี้มีหลายอย่างนะครับ แล้วก็ปรากฏอยู่ในวาระปฏิรูปของ กรรมาธิการเศรษฐกิจ ทั้ง ๒ คณะนะครับ เช่น เรื่องอาเซียน ฮับ (ASEAN Hub) เรื่องของเอาต์เวิร์ด อินเวสเมนต์ (Outward Investment)

เรื่องของการที่มีคอนเนกติวิตีที่ดี ทีนี้เครื่องมืออันหนึ่งก็คือเรื่องของการลงทุนในต่างประเทศ ทําไมการค้ากับการลงทุนนั้นเปึนเหรียญ ๒ หน้าของเหรียญเดียวกัน ไม่มีใครบอกว่า ผมจะทําการค้าแล้วผมจะไม่ไปลงทุน หรือบางคนบอกว่าผมจะไปลงทุนอย่างเดียว ผมไม่ทําการค้า มันเปึนไปไม่ได้ครับ มันไปด้วยกัน คนที่ทําการค้าต้องออกไปลงทุน แล้วถ้าคนออกไปลงทุนแล้วก็ต้องทําการค้า อันนี้คือหัวใจ เปึนข้อเท็จจริงที่ไม่อาจจะเลี่ยงได้ เพื่อทั้งตลาด เพื่อทั้งความสามารถในการแข่งขัน เพื่อทั้งการที่มีความเจริญเติบโตทางธุรกิจ และทําให้เกิดความยั่งยืนหาแวลู ครีเอชัน (Value creation) ให้กับธุรกิจของตน เครื่องมือ ที่เขาใช้คือการลงทุน ก็ต้องถามว่าในโลกนี้ภาวะการลงทุนของโลกเปึนอย่างไร เราคุ้นกับ การลงทุนในต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศเรา การลงทุนเครือฟอร์เรน ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ เข้ามาในประเทศเรา แต่คําว่าเอาต์เวิร์ด อินเวสต์เม้นต์ นั้นเราอาจจะไม่ค่อยได้คิด มีผู้ใหญ่ บางคนถามผมว่าเรารวยขนาดไหนกันจึงเอาเงินของเราเอาไปลงทุนในต่างประเทศ ผมคิดว่า ถ้าเข้าใจธุรกิจดี ๆ แล้วบางทีเราไม่ต้องควักเงินสักบาทก็เอาไปลงทุนในต่างประเทศได้ ทีนี้ถ้าเรามองโลกโลกจะมีฟอร์เรน ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ ในฐานะที่เราเปึนผู้รับเส้นทาง ซ้ายมือข้างบนคือโลก แล้วเส้นที่ ๒ คือประเทศกําลังพัฒนา คือเราเปึนผู้รับการลงทุน ในระดับที่สูงข้างบนโลกหมายความว่าทั้งหมดรวมกัน แล้วก็เปึนประเทศที่พัฒนาแล้วได้รับ สีแดงต่ําลงมา มีคนไปลงทุนในประเทศเหล่านี้น้อยลงมาเทียบกับประเทศกําลังพัฒนาไม่ได้ แล้วก็ในอีส เอเชีย (East Asia) ในเส้นที่ ๒ จากข้างล่างทางซ้ายมือก็เปึนอีส ต์ เอเชียกับ เซาต์ อีสต์ เอเชีย (South east Asia) คือพวกเรานี่แหละก็จะต่ําลงมาอีกหน่อยหนึ่ง แต่เรา ก็อยู่ในแคทะโกรี (Category) ของประเทศกําลังพัฒนา ทีนี้ถ้าเรามามองในแง่ว่าคนที่ออกไป ลงทุนข้างนอกล่ะ ๒ เส้นนี้จะเท่ากัน เพราะการออกกับเข้ามันนับแล้วขึ้นอยู่กับมองตรงไหน มันจะเท่ากัน แต่ประเทศผู้กระทําหรือผู้รับจะไม่ เท่ากัน กราฟทางขวามือ เส้นแดงเปึนประเทศที่พัฒนาแล้ว จะออกไปลงทุนในต่างประเทศมากกว่าประเทศ กําลังพัฒนาซึ่งเปึนเส้นสีเขียวค่อนมาข้างล่างที่ระดับ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เส้นเปึนสีเขียวแล้วก็ประเทศกําลังพัฒนาเปึนสีเขียว สี่เหลี่ยมนั้นออกไปลงทุนในต่างประเทศ น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว อันนี้ก็เปึนธรรมชาติเพราะว่ามีทรัพย์สิน มีเงิน มีความรู้ มีความกล้าหาญน้อยกว่า แล้วก็มาเซาต์ อีสต์ เอเชีย แล้วก็อียูเดิมก็อยู่ประมาณ

๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปลงทุนในต่างประเทศในป้ ๒๐๑๑ เดี๋ยวนี้เขามีปัญหาเกิดขึ้น มันก็ลดลงมา เปึนการต่ําสุด นี่คือภาพของการลงทุนในต่างประเทศกับการออกไป ลงทุน ถามว่าถ้าเรามองดูกลุ่มประเทศหรือกราฟในเส้นถัดไป จะเห็นถึงเส้นแรกที่สูงที่สุด เปึนของโลก เส้นต่อมาประเทศพัฒนาแล้ว แล้วก็ประเทศอียูสีเขียว ประเทศกําลังพัฒนา อยู่ที่สีแดงข้างล่าง ประเด็นก็คือว่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศคือเราออกไปนั้น มันมีแนวโน้มสูงขึ้ น มันลงมาตอนแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) เกิดขึ้น แล้วตอนนี้มันก็กระดกสูงขึ้น แล้วมันก็ลงมาอีกหน่อยหนึ่ง ผมลองเปรียบเทียบให้เห็นถึง การลงทุนในต่างประเทศ ในประเทศเกิดใหม่ ไม่ทราบว่าท่านเห็นสีชมพูหรือไม่ มันจะมี อันดับ ๓ ประเทศจีน อันดับ ๔ สหพันธ์รัสเซีย อันดับ ๕ ฮ่องกง การลงทุน ในต่างประเทศของประเทศพวกนี้สูงขึ้นค่อนข้างจะมาก รวมทั้งประเทศเกาหลีใต้กับประเทศ สิงคโปร์และประเทศไต้หวัน เพราะฉะนั้นประเทศที่อิเมอร์จิง คันทรี (Emerging country) นั้นเกิดขึ้นเขาออกไปลงทุนในต่างประเทศ แล้วยิ่งเขารวยเท่าไร เขาก็ยิ่งออกไปลงทุน ในต่างประเทศมากขึ้นเท่านั้นมันมีเหตุผลหลายอย่าง

อย่างหนึ่งคือเขาพยายามหนีค่าของเงินของเขาที่แข็งขึ้น ค่าแรงที่สูงขึ้นเขาก็ออกมาลงทุน ในต่างประเทศ ประเด็นก็คือมันเปึนแพทเทิร์น (Pattern) ที่เราควรจะเรียนรู้หรือเปล่า ถัดไปนะครับเปึนเรื่องของการแสดงว่าประเทศที่กําลังอิ เมอร์จิง คันทรีนั้นมูฟ (Move) อย่างไรในเรื่องการลงทุนในต่างประเทศ ประเทศจีนสูงขึ้นมากเปึนอันดับที่ ๑ เลยครับตอนนี้ ประเทศจีนเปึนสีน้ําเงินที่ชันขึ้นไปทางขวามือสุด แล้วก็สหพันธ์รัสเซียตามมา แล้วก็ฮ่องกง จริง ๆ แล้วฮ่องกงตามมาเปึนอันดับที่ ๒ สหพันธ์รัสเซียแซงขึ้นไป ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นี่ ไม่ทราบว่าเปึนอิเมอร์จิงหรือเปล่า ประเทศเกาหลีใต้และประเทศสิงคโปร์ตามลําดับนั้น และเราล่ะครับ ประเทศไทยอยู่ที่ไหนของภาพเหล่านี้ ภาพถัดไปเปึนการลงทุน ในต่างประเทศของเรานะครับ คือสีแดง เราก็ค่อนข้างจะขึ้นเร็วนะครับ จากป้ ๒๐๐๕ มาบัดนี้เราขึ้นไปจาก ประมาณต่ํากว่า ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไปเปึนประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ๘,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในป้ที่ผ่านมานะครับ ก็เปึนแนวโน้มที่ดี แต่ถามว่าแล้วมันจะดีขึ้นกว่านี้ไหม แล้วมันจําเปึนหรือไม่นะครับ ทีนี้เรามาเทียบเรากับ ประเทศอื่น ๆ เราจะเห็นว่าเรายังอยู่ในลําดับที่ท้าย ๆ มาก จะเรียกว่า เอ็น ซีน เนพเฟอร์เกิล (End scene naphergle) ก็ได้นะครับ อยู่ที่ประมาณสัก ๗,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ว่าเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกานี่มันเทียบกันไม่ ได้นะครับ ประมาณ ๕-๖ เท่า แล้วอียูก็ประมาณ ๔-๕ เท่าของบ้านเรา แล้วประเทศจีนก็มากกว่าเรา ๕๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้ เปึนต้น เรามองในอาเซียน เราเปึนผู้ที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศเปึนอันดับ ที่ ๓ ภาพ ผมไปบังพอดีเลยนะครับ ประเทศสิงคโปร์อันดับที่ ๑ ประเทศมาเลเซียอันดับที่ ๒ ตามมาก็เปึน ประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟ่ลิปป่นส์นะครับ ทีนี้ลองเปรียบเทียบดูนะครับ เราไปลงทุนในต่างประเทศมีความห่างจากประเทศหลายประเทศดังภาพต่อไปครับ สิ่งที่เห็นสูงที่สุดทางขวามือนะครับ ภาพผมบังอยู่อีกเหมือนกัน สูงที่สุดคือฮ่องกงแท่งสีเขียว แล้วตามมาด้วยประเทศจีน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศไต้หวัน ประเทศเกาหลี ประเทศ มาเลเซีย แล้วจึงเปึนประเท ศไทย ประเทศไทยนิดเดียวครับ มุมขวาสุดติ่งนิดเดียว เพราะฉะนั้นถ้าหากตัวนี้เปึนแนวโน้มของโลก แล้วตัวนี้เปึนเครื่องมือหนึ่งที่เราจะต้องพัฒนา ตัวเราเอง และใช้ประโยชน์จากเครื่องมือนี้ให้ได้เราจะต้องทําอะไรบ้าง ผมคิดว่าเรา ไม่ได้กําลังจะเสนออะไรที่วิลิศมาหรา เราเห็นแนวโน้ม เราเห็นความพยายาม เราเห็นความคิดที่จะมีสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่ประเด็นก็คือว่าเราทําเพียงพอ เราทําหนักแน่นพอ

เราทําต่อเนื่องพอ เราทําอย่างมียุทธศาสตร์หรือเปล่า ท่านประธานครับ ประเด็นเหล่านี้คือ ประเด็นข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์และบริการนะครับ ผมขอเชิญท่านประธาน อนุกรรมาธิการได้ให้รายละเอียดรายงานนี้ครับ ขอบพระคุณครับ