ประภาภัทร นิยม หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นการปรับปรุงข้อมูลและวิธีการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความทั่วถึงในการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา รวมถึงการจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา โดยเน้นการปรับแก้ไขให้ชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณให้ตรงไปยังผู้ให้บริการการศึกษา และเรียกร้องให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นเรกูเลเตอร์ในการจัดการศึกษา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดสรรงบดําเนินการที่ต้องการเพิ่มพิเศษ เพื่อให้เยาวชนที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านกรรมาธิการสภาทุกท่าน ดิฉัน นางประภาภัทร นิยม จะขออนุญาต ทําหน้าที่ในการรายงานเสนอวาระการปฏิรูปการศึกษา วาระปฏิรูปที่ ๑๗ คือการปฏิรูป ระบบการคลังด้านการศึกษา (ด้านอุปสงค์) ในวาระนี้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาจาก ครั้งที่แล้วเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นนะคะ หลังจากที่ได้รับฟังความคิดเห็นจากท่านสมาชิก ไปแล้ว แต่หลักการก็ยังเปึนหลักการเดิม หลักการที่สําคัญก็คือว่าเราจะใช้งบประมาณ เพื่อการศึกษาอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพและสะท้อนคุณภาพของการศึกษา แล้วก็ เกิดความทั่วถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มผู้ที่ด้อยโอกาสแล้วก็มีความจําเปึนในด้านงบประมาณ อันนี้เปึนหลักการที่สําคัญ ดังนั้นถ้าหากว่าจะให้เกิดระบบของการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพนี้ แน่นอนว่าเราจําเปึนที่จะต้องมีระบบของข้อมูลที่ชัดเจน ระบบข้อมูลมีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่ง ก็คือระบบข้อมูลที่เกี่ยวกับบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาที่จะสะท้อนคุณภาพ หมายความว่า เราจะต้องใช้จ่ายเท่าไรเพื่อใ ห้เกิดการจัดการศึกษาที่มีคุณภา พในแต่ละระดับ เช่น ในระดับปฐมวัย ในระดับการศึกษาภาคบังคับขั้นพื้นฐานแล้วก็อาชีวศึกษา ตัวเลขตรงนี้ จะต้องได้รับการวิเคราะห์แล้วก็พัฒนาขึ้น เพื่อที่จะเปึนตัวที่กําหนดว่าเราจะต้องใช้จ่าย งบประมาณเพื่อการศึกษาและให้เกิดคุณภาพนั้นเท่ำไรที่แท้จริง เพราะที่ผ่านมา เราไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเช่นนี้ เพราะฉะนั้นจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดทําบัญชีรายจ่าย ด้านการศึกษาอย่างเร่งด่วน ส่วนข้อมูลที่ ๒ ที่จําเปึนก็คือข้อมูลทางด้านผู้เรียน ซึ่งตรงนี้ เปึนข้อมูลพื้นฐานที่สําคัญมาก ๆ การจัดสรรจะต้องบอกได้ว่าจัดสรรลงไปที่ใคร เท่าไร โดยความจําเปึนเช่นไร เพราะการศึกษาที่ต้องการการลงทุนเปึนพิเศษก็มีเช่นกันนะคะ แล้วการศึกษาที่ระบุโดยความต้องการของผู้เรียนที่มีความหลากหลายมีเปึนจํานวนมาก เพราะฉะนั้นหลักการที่ดิฉันกล่าวถึงซึ่งเปึนระบบของข้อมูล จําเปึนมาก ๆ ในรายงานฉบับนี้ จะได้พูดถึงเรื่องของการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณเปึน ๓ ชุดด้วยกันนะคะ ชุดแรกชุดที่ ๑ ก็คือเรื่องของการจัดสรรงบประมาณด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ตามลักษณะหน้าที่การให้บริการตามภูมิสังคมเพื่อจัดสรรแก่สถานศึกษา อันนี้คือ ระบบอุปทานเปึนระบบเดิมนะคะ แต่ว่าอย่างไรก็ดีอันนี้ยังคงมีความจําเปึนอยู่ในส่วนหนึ่ง
เพราะฉะนั้นที่เราพูดกันว่าเราต้องใช้จ่ายงบประมาณตามหลักอุปสงค์แทนที่จะเปึนอุปทานนั้น สําหรับประเทศของเราอาจจะยังต้องการทั้ง ๒ ระบบ ด้านหนึ่งก็เปึนด้านอุป ทาน อีกด้านหนึ่งเปึนด้านอุปสงค์ค่ะ ทั้งนี้เนื่องจากว่าเราไม่ใช่รัฐสวัสดิการโครงสร้าง การจัดเก็บภาษีของเราไม่ได้เอื้อให้เราสามารถที่จะใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อไปเติมเต็มให้เกิด การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้ครบถ้วนทั้งหมดได้กับทุกคน เราจึงจําเปึนที่จะต้องแสวงหา แล้วก็สรรหาการได้มาซึ่งการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ของภาคเอกชน ครอบครัว ประชาสังคม องค์กร แล้วก็รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะต้องร่วมกัน ในการจัดทําแผนการได้มาซึ่งการลงทุนเพื่อการศึกษานี้ด้วยนะคะ ในชุดที่ ๒ จะเปึนเรื่องของ การจัดทําระบบคูปองการศึกษาเ พื่อที่จะจัดสรรให้แก่ผู้เรียน ในระบบคูปองอันนี้ เปึนระบบอุปสงค์ เพื่อผู้เรียนจะได้นําไปจ่ายให้แก่สถานศึกษาและตรงตามที่ผู้เรียนต้องการ
ในชุดที่ ๓ เปึนเรื่องของการจัดสรรงบเพิ่มพิเศษเพื่อที่จะให้งบประมาณถึงผู้เรียนที่มี ความต้องการความช่วยเหลือเปึนพิเศษในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เพียงพอเพื่อให้เกิด การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพตามสภาพและความเปึนจริงของผู้เรียนนะคะ ต่อไปจะเปึน รายละเอียดในแต่ละชุดของสาระดังต่อไปนี้ ในเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อลงทุน โครงสร้างพื้นฐานซึ่งเปึนด้านอุปทานนั้นจะต้องจัดไปให้แก่ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ ที่ดําเนินการที่จะจัดให้มีการศึกษาขึ้น ในกรณีนี้เราได้พูดกันเยอะเกี่ยวกับเรื่องของหน่วยงาน ที่จะจัดการให้บริการ ตามหลักของการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้เราพยายามจําแนกบทบาท ระหว่างเรกูเลเตอร์ (Regulator) คือผู้กํากับดูแลออกจากผู้ที่มีส่วนในการให้บริการการศึกษา เพราะฉะนั้นความสําคัญในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณที่จะตรงไปยังผู้ให้บริการ การศึกษาจําเปึนที่จะต้องได้รับการปรับแก้ไขให้ชัดเจนขึ้น ผู้ให้บริการการศึกษาที่แท้จริง ก็คือสถานศึกษานั่นเอง เพราะฉะนั้นการปรับแก้ไขตรงนี้คงจะต้องไปปรับเรื่อง พ.ร.บ. การจัดสรรงบงบประมาณที่เคยมีการผ่านหน่วยงาน คงจะต้องมีการจัดตรงสู่สถานศึกษา มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการวางแผนกําลังคนของส่วนราชการต่าง ๆ ที่จะกํากับดูแลให้เกิด การจัดการศึกษานั้นก็มีความจําเปึนอย่างยิ่ง ดังนั้นหน่วยงานต่าง ๆ จึงต้องทําหน้าที่ที่เปึน เรกูเลเตอร์ก็คือว่าทําการวิจัย คาดการณ์ แล้วก็แสดงแผนความต้องการกําลังคนของ หน่วยงานโดยจัดทําเปึนแผน ๕ ป้ ๑๐ ป้ ๑๕ ป้ แล้วก็จะนําเอาแผนเหล่านี้ส่งมายัง คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติเพื่อนํามาพิจารณาเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีต่อไป ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณด้วย ดังนั้นการทํางานร่วมกันระหว่าง หน่วยงานทั้งส่วนราชการของรัฐ ของภาคเอกชนที่จะดูแลการจัดการศึกษาก็จะต้องทํางาน ร่วมกับฝ์ายนโยบาย เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์เชิงนโยบายในสัดส่วนความต้องการงบประมาณ ที่เหมาะสมเพื่อนําเสนอต่อรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณ สําหรับค่าใช้จ่าย ในการดําเนินงานที่ต้องการเพิ่มเปึนพิเศษ เช่นการช่วยเหลือผู้พิการหรือเด็กพิเศษที่ต้องการ ความช่วยเหลือ พวกเก่งเปึนพิเศษ ทางคณะกรรมการนโยบายการศึก ษาและ พัฒนามนุษย์แห่งชาติจะต้องทํางานร่วมกับภาคส่วนอื่น ๆ เช่น สภาการศึกษาจังหวัด หรือว่า ภาคส่วนที่มีความใกล้ชิดแล้วก็มีข้อมูลตรงในเรื่องเหล่านี้ เพื่อสนับสนุนให้บุคคล ที่มีความต้องการพิเศษเหล่านั้นสามารถเข้าถึงในการรับโอกาสทางการศึกษาให้กับตนเองได้ แล้วก็ไม่เปึนภาระกับสังคม ทีนี้ในชุดต่อไปก็คือในเรื่องของการจัดทําคูปองการศึกษา
ซึ่งเปึนด้านอุปสงค์ เรื่องนี้จะต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลตามที่ดิฉันได้กราบเรียนไปแล้วว่าก่อนที่จะ จัดทําเรื่องคูปองการศึกษาได้เราจําเปึนที่จะต้องศึก ษาแล้วก็จัดทําบัญชีรายจ่าย ด้านการศึกษาให้ชัดเจน จําเปึนต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียนที่ชัดเจน ปัจจุบันนี้ข้อมูลเหล่านี้ กําลังที่จะถูกพัฒนาขึ้นให้อยู่ในระบบที่หน่วยงานนําไปใช้งานได้จริง ๆ ไม่เกิดความซ้ําซ้อน แล้วก็เปึนข้อมูลที่อับเดต (Update) คือทันสมัยแล้วก็ทัน เหตุการณ์ ดังนั้นระบบของ การจัดสรรงบประมาณจึงจะสามารถนําไปใช้จ่ายโดยตรงแก่ผู้เรียนตามลักษณะของ ความต้องการไม่ว่าจะเปึนในวัยตั้งแต่ปฐมวัย วัยของการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วก็อาชีวศึกษา การจัดทําคูปองการศึกษาในระบบอุปสงค์จะให้โอกาสแก่ผู้เรียนสามารถที่จะเลือก สถานศึกษาที่ตนเองต้องการและมีความเหมาะสมได้
อาจจะด้วยระยะทางก็ดี หรือด้วยคุณภาพก็ดี หรือความถนัดที่ตนเองมีอยู่ก็ดี เรื่องนี้ก็จะ ทําให้ผู้เรียนเลือกสถานศึกษาได้ทั้งของรัฐและของเอกชน ก็จะทําให้เกิดการแข่งขันในเชิง การตลาดที่เปึนจริงมากขึ้นในเรื่องของคุณภาพ เพราะว่าการศึกษานี้เปึนการผลิตคน ดังนั้นสิ่งที่จะเปึนเรื่องการแข่งขันก็จะเปึนเรื่องการแข่งขันคุณภาพของผู้เรียน เพราะฉะนั้น ระบบของคูปองการศึกษาก็จะไปก่อให้เกิดการแข่งขันในด้านนี้ขึ้น นอกจากนั้นแล้วระบบนี้ ก็ยังเป่ดโอกาสให้มีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษาด้วยตนเองของผู้ที่ มีความสามารถที่จะจ่ายได้ ครอบครัวหรือผู้ปกครองที่มีความสามารถที่จะจ่ายเพื่อการศึกษา ของบุตรหลานได้เอง ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่มากมาย แล้วก็มีโอกาสที่จะเลือกสถานศึกษาที่ตนเอง ต้องการ เพื่อให้เขามีโอกาสได้มากขึ้นก็จะมีมาตรการ ยกตัวอย่างเช่นการลดหย่อนภาษี ของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง เช่นเดียวกับการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษา ดังนี้เปึนต้น นอกจากนี้แล้วมาตรการนี้ยังจะกล่าวถึงการที่เป่ดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้ด้วย ในกรณีที่สถานศึกษามีแผนการผลิตที่ต้องการยกระดับคุณภาพ การศึกษาที่ชัดเจน แล้วก็พูดถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษานั้นอย่างชัดเจน และได้สะท้อนให้เห็นว่า งบการลงทุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่หน่วยงานจัดให้นั้นไม่เพียงพออย่างไร สถานศึกษา จึงสามารถที่จะเปึนตัวของตัวเองในการที่จะเสนอเพื่อขอเก็บค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพิ่มเติมได้ หมายความว่าเก็บค่าเล่าเรียนเพิ่มได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นระบบของอุปสงค์ การจัดสรรเงินด้านอุปสงค์นี้จึงเปึนกลไกที่สําคัญมากที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ของการจัดการศึกษากับคุณภาพการศึกษาได้จริง เรื่องนี้จึงเปึนเรื่องที่สําคัญมาก ๆ นะคะ ชุดสุดท้ายก็เปึนเรื่องของการจัดสรรงบดําเนินการที่ต้องการเพิ่มพิเศษ ทั้งนี้เราต้องอาศัย กลไกที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้เรียน ซึ่งมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าการสํารวจความต้องการของเด็กพิเศษนั้น ทั้งส่วนที่ไม่สมประกอบของร่างกายหรือของสมอง แล้วก็เยาวชนที่เข้ามาสู่ระบบ การศึกษาแล้วยังขาดโอกาส หรือว่าอาจจะหลุดออกจากระบบ รวมถึงเด็กที่มี ความสามารถพิเศษด้วย เพื่อที่จะให้เยาวชนเหล่านี้ได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมแล้วก็ ตลอดรอดฝัืง ดังนั้นการสํารวจความต้องการจึงต้องอาศัยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือว่าภาคส่วนของประชาสังคมต่าง ๆ ที่จะอยู่ใกล้ชิดกับผู้เรียน ลําดับต่อไปก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงาน แล้วก็ของกระทรวงแรงงาน ก็จะมีบทบาท ทําแผนงานหรือว่าสํารวจข้อมูลในเรื่ องของเยาวชนที่ไม่ได้รับสัญชาติไทย ซึ่งปัจจุบันนี้
ก็มีตกค้างอยู่มากมายที่เข้ามารับการศึกษาแล้วแต่ไม่สามารถที่ได้วุฒิ เนื่องจากว่า ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่ได้รับการรับรองที่จะเข้าไปปฏิบัติงานหรือทํางานในหน่วยงานต่าง ๆ ได้ ดังนั้นก็จะต้องมีการจัดทําทั้งงบประมาณเพื่อที่จะให้การศึกษากับเด็กเหล่านี้ แล้วก็จัดทํา เรื่องของความชัดเจนในเรื่องสัญชาติต่อไป ลําดับที่ ๓ ก็ให้บทบาทกับสภาการศึกษาจังหวัด หรือภาคประชาสังคมที่จะรวบรวมความต้องการงบประมาณเพิ่มเติมพิเศษ พิจารณาหาทาง จัดหางบประมาณจากส่วนท้องถิ่นก็ดี จากภาคเอกชน หรือให้มีวิสาหกิจชุมชนที่จะนําเสนอ ผลการจัดหางบประมาณจากท้องถิ่น และความต้องการที่ขาดอยู่เสนอต่อ คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ เพื่อที่จะสอบทาน แล้วก็ พิจารณาส่งคําของบประมาณเพิ่มเติมให้แก่รัฐบาลเพื่อจัดสรรง บประมาณให้สอดคล้องกับ แผนระยะสั้นและแผนระยะกลางนะคะ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ๓ ส่วนในเรื่องของ ระบบการคลังเพื่อการศึกษาก็มีการปรับเปลี่ยนทั้งในเชิงระบบการจัดสรร แล้วก็ ทั้งในเชิงข้อมูล แล้วก็บทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะต้องเปลี่ยนไปดังที่ได้กล่าวไป ทั้งหมดแล้วนั้นค่ะ ดิฉันก็ขอจบในส่วนนี้เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณค่ะ