อลงกรณ ชี้การใช้ IP และภูมิปัญญาท้องถิ่น ก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๖ · ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

อลงกรณ พลบุตร หารือวาระปฏิรูปที่ ๒๐ และ ๒๑ โดยเสนอให้เสริมเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสร้างขีดความสามารถเชิงพาณิชย์ของนวัตกรรม พร้อมชี้ให้เห็นความสำคัญของการใช้ฐานทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาประเทศสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และพาณิชย์อย่างยั่งยืน

นายอลงกรณ์ พลบุตร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ รายงานวาระปฏิรูปที่ ๒๐ วาระปฏิรูปที่ ๒๑ และ วาระการพัฒนา ที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและ ทรัพย์สินทางปัญญาได้เสนอในครั้งนี้นั้นถือว่ามีความสมบูรณ์ มองรอบด้าน มองกว้าง มองลึก แล้วก็จะเปึนบลูปรินต์ ฟอร์ เชนจ์ (Blueprint for Change) ที่สําคัญของประเทศต่อไป ผมมีความเห็นบางประการในฐานะที่เคยดูแลนโยบายยุทธศาสตร์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา

ซึ่งเปึนการต่อยอดเพื่อให้ประเทศไทยนั้นก้าวสู่วิสัยทัศน์ปฏิรูปประเทศที่ สปช. ได้วางไว้ คือการก้าวสู่การเปึนประเทศพัฒนาแล้ว นั่นหมายความว่าเราจะต้องก้าวพ้นกับดักประเทศ ที่มีรายได้ปานกลาง ที่เรียกว่าเอ็มไอที (MIT) หรือว่ามิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ดังนั้นเครื่องมือดังกล่าวนี่สําคัญมาก ในรายงานดังกล่าวอาจจะ มุ่งเน้นไปในเรื่องของ วทน. วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นวัตกรรม รวมทั้งเรื่องของคอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ ที่จะเปึนวาระการพัฒนา แต่สิ่งที่อยากจะให้เพิ่มเติมเสริมเปึนภาพต่อเนื่อง ก็คือเรื่องของการใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาหรืออินเทลเล กชวล พรอพเพอร์ตี รีจิม (Intellectual property regime) ไปสู่การสร้างความสามารถในเชิงพาณิชย์ของนวัตกรรม ต่าง ๆ ผมเคยได้รับเกียรติไปบรรยายที่อังค์ถัด (UNCTAD) ที่เจนีวาในฐานะตัวแทน ประเทศกําลังพัฒนา เปึนไทยแลนด์ โมเดล (Thailand Model) ว่าการจะก้าวข้ามประเทศ ซึ่งเคยขายทรัพยากร แรงงานราคาถูก จุดที่ตั้งที่เปึนศูนย์กลาง วันนี้บุญเก่าหมดแล้ว จําเปึนที่จะต้องยืนบนขาของตัวเองบนฐานที่เรายังได้เปรียบอยู่ คือฐานของความหลากหลาย ทางชีวภาพ บนฐานที่เรามีวิทยาศาสตร์ชนบท เรามีเทคโนโลยีท้องถิ่น เรามี ภูมิปัญญาชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เปึนอีกด้านของเหรียญของระบบทรัพย์สินทางปัญญา

การจะต่อยอดเพื่อให้นวัตกรรมสามารถที่จะเปึนเครื่องยนต์ขับเคลื่อนยกระดับอัพเกรด ประเทศให้พ้นจากประเทศกําลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว จะให้ประชาชน มีรายได้ต่อหัว ๔๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อคนอย่างในปัจจุบันนั้น หนทางเดียว ก็คือการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาที่เรามีศักยภาพของเรา มันยากต่อการที่เราจะก้าวจาก ประเทศก๊อบปุ้ไปสู่ประเทศครีเอทีฟ (Creative) ได้โดยเร็ว ญี่ปุ์นใช้เวลา ๕๐ ป้ครับ กว่าจะสร้างเศรษฐกิจขึ้นมาได้ทัดเทียมกับประเทศตะวันตกที่เขาปฏิวัติอุตสาหกรรมมา ๒๐๐ กว่าป้ ใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาในภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่รวมทั้งระบบ ทรัพย์สินทางปัญญาเดิมในการสร้างมูลค่าพวกแบรนด์ต่าง ๆ เรื่องของลิขสิทธิ์ เรื่องของ สิทธิบัตร เรื่องของเครื่องหมายทางการค้า แล้วก็แบบผังวงจรซึ่งก็คือยุคไอทีที่สร้าง ความร่ํารวยให้อย่างข้ามคืนกั บประเทศตะวันตกในยุคคลื่นลูกที่ ๓ ดังนั้นสิ่งที่ผมพูด ในอังค์ถัดก็คือเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งความจริงมันมีอยู่ ๘ อย่าง ด้วยกัน แต่ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความหลากหลายทางชีวภาพที่มาต่อยอดเรื่องของไบโอเทค (Biotech) เรื่องของไบโอ เบส อินดัสตรีล้วนแล้วแต่เปึนสิ่งที่มาถูกทางแล้ว แต่อยากให้ ความสําคัญมากขึ้นต่อการทําพิมพ์เขียวแผนที่จะก้าวสู่การมีนวัตกรรมแล้วก็ไปสู่เรื่องของ คอมเมอร์เชียลไลเซชัน (Commercialization) หรือเชิงพาณิชย์ นั่นหมายความว่าตัวสําคัญ มากที่สุดก็คือตัวทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศอังกฤษกับประเทศฝรั่งเศสต่างกันนะครับ ประเทศอังกฤษปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อน มีเครื่องจักรไอน้ํา ฝรั่งเศสคิดไปถึงเรื่องของการ ที่จะเกิดปฏิวัติการท่องเที่ยวแทนที่จะใช้ลมก็ใช้เรือกลไฟ ฝรั่งเศสเลือกที่จะใช้ครีเอทิวิตี (Creativity) บนความประณีตของคนฝรั่งเศส ทํากระเปิานั่นคื อหลุยส์วิตตอง แต่ว่า คนอังกฤษยังเปึนคนงานเหมืองถ่านหินและโรงงานอุตสาหกรรม เราเลือกทางใด ในที่สุดอังกฤษก็มาปรับตัวในยุคไม่กี่ป้มานี้ครับ ก็เข้าสู่ยุคครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative economy) แล้วก็ทําเชิงพาณิชย์ได้ เราได้เห็นเรื่องสตาบัคและสตาบังจนดูว่าเปึนข่าว ที่ขําขันนะครับ แต่แท้ที่จริงแล้วสตาบัคผมว่าหลายท่านเคยไปกินที่นั่น ผมเองก็เคยไปกิน ที่ต้นกําเนิดที่ซีแอตเติล ที่ไพรส์เพรส จากโรงกาแฟคูหาเดียววันนี้สร้างแบรนด์ แต่แบรนด์นั้น มันเกิดขึ้นจากการปกปัองคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มันเกิดขึ้นจากการที่เอาเรื่องการค้า เชิงพาณิชย์อย่างที่ท่านเกริกไกรได้พูดถึงเทรดดิง อิดิชัน (Trading Edition) เข้ามาช่วย เพราะฉะนั้นตรงส่วนของต้นน้ํา การวิจัยและสิ่งที่เรามีเปึนแอสเซต (Asset) เปึนมรดก

ของเรานั้นไปสู่การวิจัยพัฒนามาสู่การสร้างนวัตกรรมไปสู่ การร่วมลงทุน จะใช้พีพีพี หรืออะไรก็แล้วแต่ หรือเวนเจอร์ แคปป่ตอล (Venture Capital) ก็ตาม ท้ายที่สุดก็ต้องมาสู่ การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยทรัพย์สินทางปัญญาครับ ไม่อย่างนั้นไอแพด (IPAD) ก็คงจะไม่เกิดขึ้น ไอโฟนคงไม่เกิดขึ้น ด้วยมูลค่าถ้าคิดเปึนตัววัตถุดิบอย่างเดียวนั้นมันก็คงเพียงไม่กี่ร้อยบาท แต่พอใส่เรื่องของแผงวงจรไปเรื่องของแอพพลิเคชัน (Application) ไปเรื่องของโอเอส (OS) ในระบบ ไปถึงเรื่องของฟ้เจอร์ (Feature) ต่าง ๆ ขายกัน ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเราจะต้องก้าวไปถึงจุดนั้น และผมเชื่อว่าถ้ารายงานฉบับนี้ซึ่งแน่นอนท่านได้เคย พูดถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แต่มาเขียนผังให้ชัดเจนเปึนแอกชัน เพลน (Action plan) ของประเทศนะครับ แล้วก็ไปสู่ตรงนั้นได้อย่างไรภายใต้ระบบทรัพย์สินทางปัญญา และเรื่องของครีเอทีฟ อีโคโนมี ซึ่งเราเคยเปึนผู้นําในอาเซียนนะครับ เคยจัดการประชุม นานาชาติว่าด้วยการประชุมทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็เรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในระหว่างประเทศมาแล้วนะครับ และอังค์ถัด รวมทั้งไวโป (WIPO) หรือองค์กรทรัพย์สิน ทางปัญญาโลก ก็เรตติง (Rating) เราให้อยู่ในประเทศชั้นนําในเรื่องนี้ ก็หวังว่าจะไปเติมเต็ม รายงานของท่านต่อไปนะครับ แล้วก็ชื่นชมว่ารายงานนี้เปึนฐานที่จะเปึนเหมือนโกรท เอนจิน (Growth engine) ของเราไปสู่เปัาหมายที่ สปช. เราวางไว้คือการเปึนประเทศที่ก้าวหน้า เปึนประเทศชั้นนําและเปึนประเทศที่จะเปึนประเทศที่พัฒนาแล้วในที่สุดครับ ขอบคุณครับ