ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ หารือเรื่องการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเพิ่มอำนาจให้กับกรมการฝึกหัดช่าง โดยเชื่อมโยงกับพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใส่จริยธรรมและคุณธรรมเข้าไปในการศึกษา
เรียนท่านประธานนะครับ แล้วก็ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน รวมทั้งท่านคณะกรรมการการศึกษาด้วยนะครับ ผม ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ นะครับ คือในเรื่องของการศึกษาเปึนโจทย์ที่เราพยายามพูดคุย พยายาม จะหาคําตอบกันมานานนะครับ ผมเองก็เกี่ยวข้องตั้งแต่ทั้งระดับทุกระดับนะครับ ทั้งลูก ทั้งอะไรต่ออะไร แล้วตัวเองก็อยู่ในวงการการศึกษามาตลอดนะครับ จุดที่สําคัญนะครับ คือผมเห็นด้วยกับหลายท่านที่พูดไปก่อนหน้านี้ ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ควรจะต้อง มีองค์กรต่าง ๆ แต่ที่ผมเปึนห่วงอย่างยิ่งก็คือคณะกรรมาธิการห รือองค์กรต่าง ๆ ที่เรา ตั้งขึ้นมานี้มันสามารถที่จะทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและพลิกผันในสิ่งที่กําลังเปึนปัญหา กับประเทศไทยอยู่หรือเปล่า จุดที่สําคัญนะครับก็คือสําหรับการศึกษาของผมทั้งหมด ไม่ว่าอะไรก็ตามผมตั้งคําถามง่าย ๆ ก็คือว่ามันมีโจทย์แล้วก็การตอบโจทย์ มันมีอยู่แค่นั้นนะครับ สําหรับผม กระบวนการที่เราพยายามจะทําให้การศึกษาก็คือการทําให้การดูโจทย์ของ มนุษย์คนหนึ่งสามารถตอบโจทย์ได้อย่างถูกต้อง
อย่างมีเหตุผล อย่างมีความคิด มีการค้นคว้า เพื่อให้การตอบโจทย์นั้นสามารถยอมรับได้ ปัจจุบันของเราที่ผ่านมาทั้งหมดจนแม้กระทั่งทุกวันนี้สิ่งที่เจอมาทั้งหมดก็คือโจทย์ ท่องจํา พอท่องจําเสร็จมันก็จะไปติดฝังกลายเปึนว่ามันมีทั้งเรื่องของการมโนคติก็คือ คิดไป อ่านมา แค่นี้แล้วคิด คิด คิดไป อีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของการลอกก็มีอยู่ ๒ อย่าง มันไม่ใช่ เฉพาะแค่ไปตอบโจทย์ในห้องเรียน แต่จะไปตอบโจทย์ในโซเชียล มีเดีย (Social media) หรืออะไรต่าง ๆ กระบวนการการเรียนรู้ของคนโดนฝังไว้อย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราจะเห็น ได้เยอะแยะมากมาย แล้วก็จะมีคําว่ามโนไปหรือเปล่า มีคําว่าลอกเขามานี่ มีคําว่าเชื่อง่ายจัง คิดเองหรือเปล่า เยอะแยะมากมายในสังคมปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการศึกษาในความคิดของผม มันไม่ใช่แค่ตอบเฉพาะว่าประเทศจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อที่ตอบสนองแรงงาน อันนั้น ใช่หมดครับ เพียงแต่ว่าสิ่งที่สําคัญก็คือเราทําให้คนไทยคิดวนกันอยู่แค่นี้ ท่องจําแล้วก็เชื่อ ใช้วิธีการเชื่อคน เชื่อคนโน้นเชื่อคนนี้มากกว่าเชื่อตัวเอง ตรงนั้นละเขาไม่เชื่อตัวเองเพราะเขา ไม่ได้ฝ๊กให้มีกระบวนการเรียนรู้ของตัวเองที่มากเพียงพอ เพราะฉะนั้นตอนตอบโจทย์เสร็จ มันก็เลยเกิดปัญหาต่าง ๆ เต็มไปหมดในสังคม ถ้าเกิดเราต้องการจะปฏิรูปเราต้องแก้ตรงนี้ ก็คือจากโจทย์มาเปึนท่องจํา มาเปึนในเรื่องของการค้นคว้าเพิ่มเติม มาถึงเรื่องการวิเคราะห์ แล้วก็ตอบโจทย์ ปัญหาของเราก็คือการค้นคว้าเพิ่มเติมกับการวิเคราะห์ ประเด็นในนี้ ที่ผมให้ความสําคัญมากที่สุดในทั้งหมดนี้ก็คือในเรื่องของการศึกษาตลอดชีวิต ผมพูดเรื่องนี้ มาตลอด เพราะผมคิดว่าคนไทยไม่ว่าจะเปึนเด็ก ผู้ใหญ่หรืออะไรก็ตามเราได้โจทย์มา อาจารย์บอกให้ไปค้นคว้า แล้วค้นคว้าจากอะไร เด็กทุกคนก็เป่ดกูเกิล (Google) เหมือนกันหมด ดูหน้าเดียวกันเหมือนกันหมด แล้วก็ค้นแค่เดิม ๆ เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นที่ทางเราก็ทราบดีว่าต้องการให้มหาวิทยาลัยหรือองค์กรสถาบันการศึกษาวิจัย หาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมา แล้วองค์ความรู้ใหม่ ๆ มันจะกลับเข้ามาหาการเรียนรู้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นหัวใจของมันก็คือในเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชี วิตว่าเราไม่ใช่เอางานวิจัย มาเยอะแยะมากมาย ตอนนี้หิ้งมันท่วมถึงหลังคาไปแล้วงานวิจัยเรามีเยอะแยะมากมาย คําถามก็คืองานวิจัยที่มีเยอะแยะมากมายกลับไปอยู่ในเรื่องของการเรียนรู้และการศึกษา ได้แค่ไหน ทั้งในรูปแบบของหนังสือเรียน ทั้งในรูปแบบขององค์กรต่าง ๆ ที่ทําให้เกิด การเรียนรู้ตลอดชีวิต เราพึ่งอะไร ตอนนี้เราพึ่งกูเกิลอย่างเดียว เพราะฉะนั้นตรงนั้นผมฝาก ความหวังไว้อย่างมากว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตซึ่งในนี้เขียนไว้ว่า กศน. ผมเรียนตามตรงว่า
ผมทํางานกับ กศน. มา ๒๐ ป้กว่า หว้ากอนี่ผมก็ไปไม่รู้กี่ครั้ง ผมก็คิดว่าการเรียน กศน. กรอบของ กศน. เขาจํากัดเฉพาะว่านักเรียนข้างนอกการศึกษา แต่ไม่ได้พูดถึงการเรียนรู้ ตลอดชีวิตอย่างจริงจัง พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ด้านศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย มหาศาล เราไม่ได้นําสิ่งเหล่านั้นมาทําให้อยู่ในส่วนหนึ่งข องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตรงนั้น จะเปึนการตอบโจทย์ที่สําคัญว่าเราจะพัฒนาอย่างไร กศน. ควรจะขยายอํานาจมากกว่านี้ แล้วลิงก์ (Link) ไปหาพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ แล้วก็อย่าสร้างในสิ่งที่คนไม่ไป แต่ให้ไปทําในสิ่งที่คน ไปอยู่แล้วให้มันดีขึ้น แล้วก็องค์กรตรงนี้คือโจทย์สําคัญที่สุดของเรา สุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้ มาจากลูกผมซึ่งก็เครียดมาตลอด เราต้องการใส่จริยธรรมเข้าไปในการศึกษา คุณธรรม เข้าไปในการศึกษา แต่เราทําอะไร เราให้เด็กท่องศีล ท่องกลอน ท่องภาษาบาลี แล้วนั่นมันต่างอะไรกับการท่องจําวิทยาศาสตร์สูตรเคมี แคลคูลัส (Calculus) ที่เราเกลียด มาตั้งแต่ต้น จริยธรรม พุทธศาสนา หรือศาสนาใดก็ตามกลับเข้าไปหาเด็กก็ยังเปึน การท่องจําอยู่ดี มันต้องตรงนั้นนะครับ สอดแทรกจริยธรรมโดยที่ไม่ใช่ให้เด็กเกลียด เพราะเด็ก ป. ๓ ป. ๕ ที่ไหนก็เกลียดการท่องจํา แล้วยิ่งให้ท่องจําเรื่องคุณธรรม เขาจะอยาก จํานักหรือ เพราะฉะนั้นตรงนั้นคือจุดที่สําคัญอีกส่วนหนึ่งที่หลายฝ์ายต้องมาช่วยกัน ฝากกรรมการการศึกษาไว้อย่างเต็มใจและเต็มที่ตรงนี้นะครับ ขอบคุณครับ