สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๖ · ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ หารือเรื่องการปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นการแยกหน่วยงานออกเป็นเรกูเลเตอร์และโอเปอเรเตอร์ และเสนอให้แยกสภาการศึกษาเป็นกรรมการนโยบาย เพื่อให้มีการดูแลเห็นชอบกับงบประมาณและคนระดับซี ๑๐ เพื่อความโปร่งใสและให้ประชาชนมีข้อมูล นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาการดูแลครูและเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ โดยมีจุดเน้นในการให้ความรู้และความช่วยเหลือแก่เด็กเหล่านั้น

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผมก็เห็นใจคณะกรรมาธิการ เพราะเวลาเราพูดถึง ปฏิรูปเมื่อไร กระทรวงศึกษาธิการเขาก็จะขอเพิ่มหน่วยงานให้ใหญ่ขึ้น เช่น ปฏิรูปคราวนี้ ก็ขอให้สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปึนทบวง อาชีวศึกษาก็เปึนทบวง สรุปแล้วก็เปึนอีก ๔ ทบวง ๑ กระทรวง แต่คณะปฏิรูปนี้ก็พยายามจะทําให้กระทรวงเล็กลง โดยเน้นเรื่องเรกูเลเตอร์และโอเปอเรเตอร์ แน่นอนครับถ้าเราสามารถแยกเรกูเลเตอร์ กับโอเปอเรเตอร์สําเร็จ กระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงแรงงานรวมกันได้ เพราะเปึน เรกูเลเตอร์ด้วยกัน พอมันเปึนเรกูเลเตอร์แล้วหน่วยงานมันไม่ใหญ่มากครับท่านประธาน กระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงแรงงานนี่รวมกันได้เลย แต่เราจะแยกอย่างไร เพราะว่า อุปสรรคมันเยอะมากการแยกเรกูเลเตอร์กับเซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Service provider) ซึ่งมันเคยอยู่ด้วยกัน ที่ผมบอกว่าแยกยากเพราะว่าการจะแยกได้นี่ระบบเงินอุดหนุนรายหัว มันต้องคลุมถึงบุคลากรด้วย งบประมาณมันต้องคัฟเวอร์ (Cover) หมด เปอร์เฮด (Per head) แล้วผมต้องตอกย้ําด้วยว่าเปอร์เฮดของรัฐกับของเอกชนต้องให้เท่ากันครับท่านประธาน ทุกวันนี้เปอ ร์เฮดรัฐนี่สูง เอกชนต่ํากว่า ต่ํากว่าไม่พอเงินอุดหนุนให้ครบไม่หมด ให้แค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ให้เอกชนไปเก็บอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเวลาประชาชนจะไปเรียนเอกชน

เสียสตางค์ฉันไม่เอา ฉันไปเรียนรัฐที่ฟรีดีกว่า มี ๓ จังหวัดภาคใต้ที่ได้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นโรงเรียนเอกชน ๓ จังหวัดภาคใต้จึงเฟ๋ืองฟู แต่เอกชนในส่วนอื่นได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่เฟ๋ืองฟูก็ล้มหายตายจากไปพอสมควร เพราะฉะนั้นการแยกเรกูเลเตอร์ กับเซอร์วิส โพรไวเดอร์เปึนหัวใจสําคัญแล้วทํายาก แต่ก็ต้องทําครับท่านประธาน เมื่อต้องทํา เราก็ต้องแยกสภาการศึกษาให้สามารถฟังก์ชัน (Function) ได้ดี ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ทําอะไร ก็ไม่มีใครสนใจ จะนโยบายอะไรก็ช่างเอ็ง ในที่สุดก็เปึนนโยบายขอ งแต่ละแท่งอยู่แล้ว เพราะเปึนตัวกําหนดเงิน เพราะฉะนั้นการแยกสภาการศึกษาไปเปึนกรรมการนโยบาย มีนายกรัฐมนตรีลงมา มันก็เหมือนกับไปเปึนสภาการศึกษาในอดีต คือไปสังกัด สํานักนายกรัฐมนตรี เราก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมานี่ละครับ แต่คราวนี้ผมดีใจที่ใส่เขี้ยวเล็บเข้าไป ไม่ว่าเ รื่องงบประมาณ ผมว่าควรจะใส่เขี้ยวเล็บในการดูแลเห็นชอบกับซี ๑๐ ด้วย คือต้องเห็นชอบกับคนระดับซี ๑๐ แล้วก็เห็นด้วยกับงบประมาณ ไม่ให้นักการเมืองซี้ซั้ว เอาคนของตัวเองมาจริงอยู่อํานาจตัดสินใจในที่สุดเปึนของ ครม. แต่อย่างน้อยมีคนได้แสดง ความคิดเห็นว่าใครเหมาะไม่เหมาะ ให้ประชาชนได้รับรู้ ให้สื่อได้รับทราบ ส่วนรัฐบาลจะไป ตัดสินใจอย่างไรอันนั้นมันเปึนอํานาจของรัฐบาล แต่อย่างน้อยประชาชนมีข้อมูลครับว่า อะไรมันกําลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย

ผมว่าตรงนี้สําคัญ การเพิ่มเขี้ยวเล็บให้สภาการศึกษา ส่วนว่าจะเปลี่ยนสภาการศึกษาว่า ให้เปึนนิติบุคคลเหมือนองค์กรมหาชนผมก็ไม่ติดใจ แต่ก็ต้องค่อย ๆ เปลี่ยนก็คือข้าราชการ ก็ยังมี แล้วก็สามารถสร้างพนักงานได้ เมื่อมันเปึนเรกูเลเตอร์ โอเปอเรเตอร์ โอเปอเรเตอร์ ชัดเจน ท่านประธาน ผมอยากให้มีหลักประกันที่ชัดเจนเหมือนกันว่าคุณครูที่ไม่ได้เปึน ข้าราชการ ที่เปึนเพียงพนักงานราชการนี่ต้องมีสิทธิประโยชน์ไม่ต่างกันในเรื่องวิทยฐานะ เอาละ ก็เปึนพนักงานราชการก็ต้องบริหำร ไม่มีบําเหน็จ บํานาญ อันนั้นไม่ติดใจ เพราะประเทศไทยเราก็เทรนด์ (Trend) ไปอย่างนั้นอยู่แล้ว ข้าราชการก็ดีในเรื่องบําเหน็จ หรือบํานาญ แต่เรื่องวิทยฐานะนี่ต้องมี เหมือนอาจารย์มหาวิทยาลัย พอแยกออกมา ผศ. รศ. ศ. ก็ยังมีเหมือนเดิม ถึงจะเปึนแค่พนักงานมหาวิทยาลัย ไม่ได้เปึนข้าราชการ ตําแหน่ง ทางวิชาการจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงไป ผมว่าอันนี้จะทําให้พนักงานราชการดีใจ เพราะว่า ทุกวันนี้พนักงานราชการไปใช้ระเบียบ ก.พ. ระเบียบ ก.พ. มันไม่มีหรอกครับเรื่องวิทยฐานะ ผมว่าต้องดึงพนักงานราชการนี่มาเปึนพนักงานครูเหมือนมหาวิทยาลัย แล้วให้มีวิทยฐานะ เหมือนข้าราชการ ผมว่าอันนี้จะทําให้คุณครูดีใจมากขึ้น แต่แน่นอนเราต้องยอมรับว่า การบริหารงานครูนี่มันยุ่งยาก เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้โรงเรียนบริหารครูได้นี่เราจะต้อง ปรับแก้ไขระเบียบบริหารราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทําอย่างไรระเบียบบริหาร ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานี่จะทําหน้าที่เหมือน ก.พ. คือแค่ออกกติกา แล้วก็ ให้โรงเรียนเขาไปทําตามกติกา แล้วเขามี อ.ก.ค.ศ. ของเขาเอง ดูแลบริหารงานบุคคล ของเขาเองได้ ไม่ใช่มารวมศูนย์ มารวมศูนย์กล่าวหา ทุจริตทีห นึ่ง ๕ ป้ แล้วในที่สุด วิ่งกันไปวิ่งกันมาก็บอกไม่ผิด ผมว่ามันจะเปึนโอเปอเรเตอร์ได้ต่อเมื่อโอเปอเรเตอร์มีอิสระ ในการบริหารงานบุคคลและงบประมาณครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นอันนี้จําเปึนที่จะต้อง ค่อย ๆ ทํา โดยไม่ให้กระทบความก้าวหน้าของคุณครูที่มีอยู่แล้ว แล้วส่วนโอนเนอร์ (Owner) เมื่อเปึนโอเปอเรเตอร์แล้วโรงเรียนจะไปอยู่ท้องถิ่น จะไปอยู่ไหนมันไม่ต่างกันหรอกครับ ท่านประธาน แต่อยู่ท้องถิ่นอาจจะดีหน่อย ต่อไปท้องถิ่นมีงบประมาณของตัวเอง เก็บภาษีเองได้ อาจจะเติมเข้ามาให้อีกว่าใครมาอยู่กับฉัน ฉันมีเงินให้ เหมือนในอดีตโรงเรียนมัธยมศึกษา หลายโรงเรียนลงไปอยู่กับ อบจ. เพราะ อบจ. มีงบให้ แต่เราต้องกําหนดหน้าที่โอนเนอร์ ให้ชัดเจนครับท่านประธาน เหมือนที่เรากําลังจะทํากับรัฐวิสาหกิจว่าคุณมีหน้าที่คัดกรรมการ ดูแลความโปร่งใส แล้วก็ดูแลอะไร ต้องเขียนโอเปอเรเตอร์นี่ โอนเนอร์นี่ต้องชัดเจน

เพราะฉะนั้นโอนเนอร์จะอยู่ท้องถิ่น จะอยู่ตรงไหนมันไม่ต่างกันหรอกครับท่านประธาน อันนี้ผมอยากจะฝากเอาไว้ว่าเรื่องครูเราก็ต้องดูแลไม่ให้ต่างกัน ผมขอประทานอภัย ท่านประธานเล็กน้อย ทีนี้มาถึงคุณภาพครับ โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย และเด็กประถมศึกษา ผมว่าเราต้องทําเหมือนอารยประเทศเขา คุณครูที่จบปฐมวัยนี่ต้องรู้เรื่องการศึกษาพิเศษครับ ท่านประธาน พอเด็กเข้ามาปุ็บสามารถคัดกรองได้เลยว่าเด็กนี้มีปัญหาอะไร ตัวเองจะแก้ปัญหาเด็กอย่างไร อะไรที่สุดวิสัยต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาแก้ ประสานมาแก้ ให้จบตั้งแต่แรก บางแห่งเขาบอกว่า ป. ๑ ต้องจบ แต่หลายท่านบอก ป. ๕ ต้องจบ ผมว่า มันต้องจบสักจุดหนึ่งครับท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ