ทนงศักดิ์ ทวีทอง หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาปฐมวัย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงการสนับสนุนและทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือเด็กที่บกพร่องในการเรียนรู้ และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาการปฏิเสธไม่รับเด็กพิการเข้าเรียนในโรงเรียน
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายทนงศักดิ์ ทวีทอง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในเรื่องของการปฏิรูป เรื่องการศึกษานั้น ก็ต้องขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่พยายามที่จะมองถึงอนาคต ที่จะปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง แต่ผมเองนั้นก็อยู่กับพื้นที่ อยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ก็อยากจะให้หวนกลับมาสู่ปัญหาปัจจุบันที่ต้องเร่งแก้โดยเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องที่ ท่านนายกธีรศักดิ์ได้พูดถึง ในเรื่องของการศึกษาปฐมวัย โดยเฉพาะในเรื่องของศูนย์เด็ก ซึ่งขณะนี้ก็อยากจะเรียนว่าเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของท้องถิ่น ผมอยากจะเรียกว่า อยู่ในมือของท้องถิ่น พวกเราได้รับการถ่ายโอนภารกิจอันนี้มาจากกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์
วันนี้มีเด็กในศูนย์เด็กของท้องถิ่นประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คน อยู่ในศูนย์เด็กกระจายไป ทั่วประเทศประมาณ ๒๐,๐๐๐ ศูนย์ ซึ่งเปึนภาระที่หนักสําหรับพวกเรา แต่พวกเราก็เต็มใจ ที่จะทํางานนี้เนื่องจากเด็ก ๆ เหล่านั้นคือลูกหลานของพวกเรา ในขณะที่พวกเราได้พยายาม ที่จะทําในเรื่องศูนย์เด็กนั้นเราก็ขาดแคลนสิ่งต่าง ๆ มากมาย ก็โชคดีภายในป้สองป้นี้เราเพิ่ง ได้รับงบประมาณในเรื่องของการก่อสร้างศูนย์เด็กขึ้นมา ท่านลองคิดดูนะครับว่ากี่ป้มาแล้ว ที่เรามีศูนย์เด็ก เพิ่งป้ ๒๕๕๘ นี้เพิ่งได้งบประมาณในการสร้างศูนย์เด็กแล้วก็อนุบาล โดยเฉพาะจะมีการต่อเนื่องถึงอนุบาล ๑ อนุบาล ๒ อนุบาล ๓ ต่อ ผมเชื่อว่าดอกเตอร์ ที่ผ่านมานั้นก็อาจจะเคยอยู่ในศูนย์เด็กบ้างหรือโรงเรียนวัดบ้าง แต่ดอกเตอร์ที่จบปัจจุบันนี้ ไม่มีทางที่จะผ่านจากศูนย์เด็กหรืออนุบาลของเด็กจากท้องถิ่น เพราะว่าเขาเหล่านั้นจะไปที่ โรงเรียนอนุบาลดี ๆ อยากจะให้กรรมาธิการได้หวนกลับมาดูตรงนี้ ดูปัญหาที่เกิดขึ้นกับ พื้นฐานของชาติที่จะไปสู่อนาคตต่อไป โดยเฉพาะนอกเหนือจากการที่จะกลับมาดู เรื่องศูนย์เด็กแล้ว ในเรื่องของโรงเรียนขนาดเล็กที่วันนี้พวกเราเห็นในพื้นที่ในชนบททั่ว ๆ ไป เราเองไม่ต้องการครูที่มีความรู้มากมาย แต่เราต้องการให้มีครูอยู่ โรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็ก ประมาณ ๒๐ คน มีครู ๒ คนอยู่มากมาย ปัญหาที่สําคัญคือ ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖ เรียนอยู่ในห้องเดียวกัน ท่านกรรมาธิการก็อาจจะพอทราบ แต่ผมเชื่อว่าสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติก็คงอาจจะไม่เข้าใจว่าเด็ก ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖ อยู่ใน ห้องเดียวกันสอนกันอย่างไร เรื่องแบบนี้มีจริงในประเทศไทยแล้วมีมากมาย ซึ่งตรงนี้ ต้องรีบแก้โดยด่วน ผมไม่เชื่อว่าเด็กที่เรียนรวมกันในห้องเดียวจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี ที่สําคัญคือผมอยากจะพูดถึงพื้นฐานของเด็ก ผมไม่แน่ใจว่านอกจากหมอหรือคนที่มีลูก มีหลาน เข้าใจ รับทราบในเรื่องของเด็กบกพร่องในการเรียนรู้หรือไม่ จากข้อมูลของทาง การแพทย์ที่ผมเคยพูดในสภานี้ ๒-๓ ครั้งว่าประมาณร้อยละ ๗ เปึนเด็กที่บกพร่อง ในการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นเด็ก ๙๐๐,๐๐๐ คน ในส่วนที่อยู่กับท้องถิ่น ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าคนที่เปึนเด็กบกพร่องในการเรียนรู้ วันนี้ทางท้องถิ่นพวกเราพยายามที่จะ ทําอย่างไร ค้นหาเด็กเหล่านี้ที่จะร่วมมือกับทางเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งมีงบประมาณ ที่ค่อนข้างจะน้อยมาก โดยเฉพาะที่จัง หวัดสุราษฎร์ธานี ทางองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้อุดหนุนศูนย์การศึกษาพิเศษถึงป้ละ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อที่จะทําอย่างไร หาเด็ก หาครู ที่จะเข้ามาช่วยดูแลเด็กเหล่านี้
สิ่งเหล่านี้นั้นก็อยากจะเรียนว่ามีกฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการศึกษาของคนพิการ ซึ่งส่วนใหญ่โรงเรียนจะปฏิเสธไม่รับเด็กเหล่านี้ นี่คือปัญหาที่แท้จริงของชาติอันหนึ่งนะครับ เด็กตาบอด เด็กหูหนวก โดยเฉพาะเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้นี้ ซึ่งเรามองเด็กเหล่านี้ เหมือนเด็กธรรมดา หน้าตาปกติธรรมดา แต่เขามีปัญหาในเรื่องการบกพร่องในการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากให้กรรมาธิการได้กลับมาดูแลพื้นฐานตรงนี้ว่าจะทําอย่างไร จะแก้ปัญหาอย่างไร ในการที่จะให้พวกเขาได้มีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กปกติ เด็กธรรมดานะครับ โดยเฉพาะขอย้ําว่าเด็กที่เรียนห้องเดียวกันนี้ ๖ ชั้นครูสอนอย่างไร ผมอยากจะถามท่านกมล ไม่อยู่นะครับ อยากจะถามเขตพื้นที่การศึกษาหรือทางเลขาธิการ นะครับว่าคุณสอนอย่างไร อยากจะรู้จริง ๆ ว่าสอนอย่างไรให้เด็กได้เปึนเหมือนเด็กปกติ ธรรมดา ๆ และโดยเฉพาะอยากจะฝากว่าขณะนี้ในเรื่องของผู้อํานวยการโรงเรียนแต่ละแห่ง เขาน้อยใจว่าแต่ละแห่งนั้นขาดแคลนเหลือเกิน จะต้องเร่งรีบ เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปนี้ นอกเหนือจากการที่ท่านจะคิดไปข้างหน้าแล้ว ปัจจุบันต้องแก้ด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว กระทรวงศึกษาธิการก็อยู่อย่างนี้ครับ ไม่มีใครแก้ครับ ขอบพระคุณครับ