เทียนฉาย กีระนันทน์ แถลงผลการประเมินความเสี่ยงของน้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยระบุว่าสาเหตุหลักของการทรุดตัวของแผ่นดินคือการสูบน้ำบาดาล น้ำหนักอาคาร และการทรุดตัวตามธรรมชาติของดิน นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาการเติบโตของเมืองและระบบระบายน้ำ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเติบโตของเมืองและระบบระบายน้ำที่ไม่เป็นไปในแผนเดียวกัน และอาจส่งผลต่อการใช้น้ำที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังแนะนำมาตรการรองรับในการจัดการน้ำประปาและการเจริญเติบโต รวมถึงการวางแผนล่วงหน้าประมาณ 5 ปี และการวางแผนทุก ๆ ไม่เกิน 10 ปี เพื่อรองรับในกรณีที่น้ำดิบในปริมาณต่าง ๆ จะจัดการอย่างไร และลดหรือเพิ่มในตำแหน่งไหน
เชิญครับ
จะมีอยู่ ๓ ที่ที่ยังทรุดอยู่ประมาณ ๒ เซนติเมตรขึ้นไป บริเวณจังหวัดสมุทรสาคร เขตลาดกระบัง แล้วก็จังหวัดสมุทรปราการ ที่อื่นถือว่าการทรุดตัวอยู่ในระดับที่ ๑ เซนติเมตร ซึ่งในเชิงวิศวกรรมถือว่าเปึนระดับที่ยอมรับได้แล้วก็ใช้เปึนเกณฑ์ ในการออกแบบในปัจจุบันนี้ ๒. ในเรื่องของการขึ้นของระดับน้ําทะเลมีการศึกษาจาก หลายหน่วยงาน ซึ่งหน่วยงานที่วิจัยล่าสุดก็เปึนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ทําร่วมมือ กับยุโรป ได้พบว่าการข้อมูลแซทเทิ ลไลต์ (Satellite) หรือดาวเทียมนี่การ ยกตัวสูงขึ้น ของระดับน้ําทะเลอยู่ประมาณ ๔ มิลลิเมตรต่อป้ในรอบ ๒๐ ป้ที่ผ่านมา ซึ่งโดยสรุปแล้ว ก็จะประมาณ ๑๔ มิลลิเมตรต่อป้ในรอบที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามอันนี้เราจะต้องมองอนาคต ไปอีก ๕๐ ป้ข้างหน้าว่า ๒ ประเด็นนี้จะมีโอกาสกลับมาขึ้นใหม่หรือเปล่า ถึงแม้ เรื่องแผ่นดินทรุดจะดีขึ้นก็ตาม แต่ว่าการทรุดตัวที่ผ่านมาในอดีตประมาณ ๓๐ ป้ที่แล้ว เราเคยทรุดตัวมากถึง ๑๐ เซนติเมตรต่อป้ โดยเฉพาะบริเวณมหาวิทยาลัยรามคําแหง ที่หลายท่านทราบดี อันนี้เราก็ได้ศึกษาย้อนหลังกลับไปว่าการทรุดตัวที่เกิดขึ้นในอดีตเกิดขึ้น ประเด็นใหญ่ ๆ อยู่ ๓ ประเด็น ประเด็นแรกคือเรื่องของการใช้น้ําบาดาล ประเด็นที่ ๒ คือ น้ําหนักกดทับเนื่องจากการถมที่และอาคารหนัก ประเด็นที่ ๓ เปึนการทรุดตัวตามธรรมชาติ ของดินซึ่งถูกน้ําหนักกดทับอยู่แล้ว ซึ่งการศึกษาข้อมูลใน ๔๐ ป้ย้อนหลังพบว่ามีการวัด ข้อมูลประมาณ ๓๐ กว่าสถานีรอบกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ความลึกที่ประมาณ ๑๐๐-๕๐ เมตร ๕๐-๒๕ เมตร ๒๕-๐ เมตร ซึ่งหมายความว่าระดับล่างที่ทรุดตัวมาก สาเหตุหลักจะเกิดจากการสูบน้ําบาดาล ช่วงที่ ๒ จะเปึนเรื่องของน้ําหนักอาคาร ส่วนช่วงที่ ๓ จะเปึนเรื่องของการทรุดตัวโดยธรรมชาติ ตัวเลข ๔๐ ป้ย้อนหลังพบว่า การทรุดตัวในระดับล่างประมาณ ๖๙ เปอร์เซ็นต์ ในระดับกลางประมาณ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ในระดับบนประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ระบุสาเหตุโดยเบื้องต้นได้ว่าที่ผ่านมาการทรุดตัว ประมาณ ๖๙ เปอร์เซ็นต์เกิดจากการสูบน้ําบาดาล ๒๙ เปอร์เซ็นต์เกิดจากการถมที่ แล้ว ๒ เปอร์เซ็นต์เกิดจากตามธรรมชาติโดยประมาณ ซึ่งจากสาเหตุดังกล่าวนี้ก็จะมีตัวกราฟ ให้เห็นว่าในปัจจุบันนี้การทรุดตัวสะสมในรอบตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๑-๒๕๕๔ โดยรวม ๆ แล้ว การทรุดตัวแถวบึงกุ่ม เขตบางกะป่จะสะสมลึกสุดก็หายไปเมตรกว่าในรอบ ๔๐ ป้ที่ผ่านมา ซึ่งลักษณะของการทรุดตัวในช่ว งแรกเกิดจากน้ําประปาไม่เพียงพอชาวบ้านจะต้องใช้ น้ําบาดาลมาช่วย ระยะหลังน้ําประปานครหลวงดีขึ้น การกระจายตัวของประปาภูมิภาค
นอกนั้นปัญหาเรื่องการถ่ายโอนนี่ก็จะทําให้การดูแลโดยเฉพาะ อบต. ในเรื่องของ การอนุญาตที่ต่ํากว่า ๔ นิ้ว ซึ่งได้รับมอบอํานาจนี่ก็อาจจะมีการดูแลที่ไม่เพียงพอ อันนี้ก็ยังเปึนจุดประเด็นที่ยังค้างอยู่ เรื่องที่เราเปึนห่วงมากก็คือว่าจากนี้ไปอีก ๕๐ ป้ เราจะกลับมาทรุดใหม่หรือเปล่า ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่ ๒ ประเด็นนี้คือว่าการขยายตัว ของผังเมืองเองซึ่งมีแนวโน้มที่จะขยายตัวด้วยทางรถไฟที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ก็จะเกิดเมือง และพื้นที่พัฒนาใหม่ อันที่ ๒ ก็คือว่าประปามีโครงการรองรับต่อการเติบโตดังกล่าว ในระยะยาวหรือไม่ จากที่เราพบก็คือว่าการผังเมืองปัจจุบันนี้มีการถ่ายโอนอํานาจไปสู่ จังหวัดต่าง ๆ เพราะฉะนั้นแต่ละจังหวัดนี่โดย อบจ. ไม่มีการทําแผน หลายผังเมืองนี่ หมดอายุไปแล้ว เพราะฉะนั้นการดูแลของการเติบโตไม่มีอํานาจดูแลอย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วก็มีช่องโหว่ระหว่างจังหวัดว่ากรุงเทพฯ ตัดสินใจอย่างหนึ่ง จังหวัดข้างเคียงตัดสินใจ อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นในเรื่องของการระบายน้ํา คลองที่อยู่ข้างบนกับคลองที่อยู่ข้างล่างนี่ ก็มีสีของการดูแลอาคา รที่แตกต่างกัน ส่วนนี้ก็เปึนสิ่งที่เราเปึนห่วงว่าการเติบโตอย่างที่ ไม่มีระบบ แล้วก็ไม่มีการสอดคล้องกันนี่จะส่งผลให้เกิดการเติบโตของเมือง และระบบ ระบายน้ํา แล้วก็ปัองกันน้ําท่วมที่ไม่เปึนไปในแผนเดียวกัน อันที่ ๒ ก็คือการเติบโตดังกล่าวนี้ จะส่งผลต่อการใช้น้ําที่มำกขึ้น ซึ่งหลายคนก็ทราบดีว่าความเปึนเมืองจะมากขึ้น แล้วก็ ประชาชนส่วนใหญ่จะเริ่มย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เขตที่เปึนเมืองหลวง ในจุดนี้กรุงเทพมหานคร ก็ได้ตระหนัก แล้วก็พยายามจัดทําผังเมืองอยู่ อย่างไรก็ตามกรุงเทพฯ ก็มีข้อจํากัด เพราะว่า กรุงเทพฯ ไม่ได้ดูเรื่องของตัวไฟฟัาและประปาขึ้นอยู่กับรัฐวิสาหกิจ เพราะฉะนั้นการควบคุม ของกรุงเทพฯ ก็ทําได้เฉพาะอาคาร ไม่สามารถจะดูเรื่องสาธารณูปโภค กรุงเทพฯ เองก็สนใจ ในเรื่องของการพัฒนาเรื่องของคมนาคมเปึนหลัก เนื่องจากรถติด แต่การดูแลเรื่องน้ํานี้ ก็จะอ่อนไปนิดหนึ่ง เราได้สอบถามการประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาค ปัจจุบันนี้มีการทําแผนล่วงหน้าประมาณ ๕ ป้ ๕ ป้คือทําแผน ๑๒ ๑๓ เพราะฉะนั้น จะวางแผนทุก ๆ ไม่เกิน ๑๐ ป้ ถ้าถาม ๓๐ ป้แล้วจะมีน้ําดิบเพียงพอไหม จะมีท่อประปา เพียงพอไหม ไม่มีในแผน อันนี้ก็เปึนจุดอ่อนว่าแนวโน้มของกา รเติบโตของเมือง แล้วก็สาธารณูปโภคยังไม่รองรับต่อการทําวางแผนระยะยาว ๓๐ ป้ ซึ่งถ้าเกิดแผ่นดินทรุด แล้วก็น้ําทะเลขึ้นมานี่กระบวนการในการวางแผนเรายังไม่ครอบคลุมถึงตรงนั้น และนอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาเรื่องของน้ําดิบ ซึ่งหลายท่านทราบดีว่าปัจจุบันก็แล้ง
เพราะฉะนั้นระยะยาวนี่กรุงเทพฯ ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องการหาน้ําดิบเพื่อมาชดเชย ต่อการเจริญเติบโต ถ้าเราทําไม่ได้ท้ายสุดนี่เมืองก็จะกลับมาหาการใช้น้ําบาดาลต่อ ก็จะเกิดปัญหาย้อนหลังไปที่ ๔๐ ป้ที่แล้วว่าต้องเอาน้ําบาดาลมาชดเชยต่อการเจริญเติบโต ของเมือง เพราะฉะนั้นโอกาสที่แผ่นดินทรุดถ้าไม่มีการดูแลเมืองและการวางแผน สาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอโอกาสแผ่นดินทรุดในอนาคตก็จะมีโอกาสกลับมาใหม่ได้ ซึ่งอันนี้ เราก็ได้เสนอแนะระยะสั้นให้ทางการประปาทั้งหลายทําแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับในกรณีที่ น้ําดิบในปริมาณต่าง ๆ เราจะจัดการอย่างไร แล้วก็จะลดตรงไหน เพิ่มตรงไหน ถ้าเราไม่มี ข้อตกลงกันไว้ก่อนจะเกิดปัญหาสังคมตามมา นอกนั้นก็ต้องดูแลในเรื่องของความต้องการใช้น้ํา รวมทั้งการปันน้ําจากภาคเกษตรกับภาคเมืองให้มีกติกาที่ชัดเจน อันนี้ก็เปึนเรื่องของการลด ความขัดแย้งในอนาคตเพื่อให้เมืองที่เติบโตอยู่ในอัตราที่ควบคุมได้ แล้วก็มีแผนรองรับน้ําดิบ จนไม่จําเปึนจะต้องกลับไปใช้น้ําบาดาลเกินอัตราที่ธรรมชาติให้และจะก่อให้เกิดแผ่นดินทรุดได้ ในอนาคต ซึ่งในส่วนนี้การประปาเอง กรมชลประทานเองก็มีแนวคิดในการที่จะเดินท่อน้ําดิบ จากจังหวัดชัยนาทลงมา แต่โครงการดังกล่าวนี้ก็ใช้เงินมากก็เปึนเรื่องของแผนระยะยาว อันที่ ๒ จริง ๆ แล้วเรามีบ่อทรายมากมาย บริเวณเหนือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเราสามารถจะใช้เปึนบึงพักน้ําชั่วคราวแล้วก็ดึงน้ําตรงนี้มาใช้ในกรณีที่เกิดในช่วงภัยแล้งได้ ซึ่งในประเด็นตรงนี้ทางกรมชลประทานก็ได้เสนอว่าควรจะศึกษาความเปึนไปได้ทั้งในแง่ของ ดึงน้ําดิบจากจังหวัดชัยนาทหรือการหาบ่อขนาดใหญ่เพื่อเปึนแหล่งพักน้ําดิบ เพราะว่า การขาดน้ําส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเฉพาะหน้าแล้ง อันนี้ก็เปึนประเด็นที่เราได้จากการที่สอบถาม แล้วก็ศึกษากับหน่วยงาน อันที่ ๒ ในเรื่องของการวัดระดับน้ําทะเล อย่างที่เรียนให้ทราบว่า ในแง่หน่วยงานหลักคือกรมอุทกศาสตร์นี่มีเครื่องมือในการวัด แต่ว่าความผิดพลาดในการวัด อยู่ในออร์เดอร์ประมาณ ๒-๓ เซนติเมตร เพราะฉะนั้นอะไรที่ต่ํากว่า ๒-๓ เซนติเมตรนี่ วัดไม่ได้ในทางปฏิบัติ ยกเว้นจะใช้เทคโนโลยีที่สูงกว่านี้ ประเด็นนี้จากการวัดในระยะยาว ประมาณ ๖๐ ป้จากข้อมูลวัดจริงนี่ เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ําทะเลยังไม่มี ความชัดเจนในการเปลี่ยนแปลง อันนี้เปึนข้อมูลยาว แต่อย่างไรก็ตามจากการวัด โดยใช้เทคโนโลยีระดับสูงก็มีข้อสรุปว่ามีการขึ้นประมาณ ๔ มิลลิเมตรต่อป้ อันนี้ก็เปึนอัตรา ที่เราคํานึงไว้
ล่าสุดในการศึกษาของยูเอ นซีซีซี (UNCCC) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็รณรงค์ให้เราลด คาร์บอนไดออกไซด์เพื่อแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก หลาย ๆ คนคงทราบดีว่าโลกนี้ ในเรื่องการขึ้นของน้ําทะเลไม่ได้เปึนปัญหาประเทศไทยอย่างเดียวเปึนปัญหาเชื่อมโยง ของโลก จากการศึกษาพบว่าถ้าเราสามารถจะควบคุมคาร์บอนไดออกไซด์ให้อยู่ในระดับต่ํา น้ําทะเลในป้ ๒๑๐๐ จะขึ้นอยู่ประมาณเฉลี่ย ๔๐ เซนติเมตร แต่ถ้าเราควบคุมไม่ได้ น้ําทะเล จะขึ้นมาเปึน ๕๒ เซนติเมตร แล้วถ้าเราควบคุมไม่ได้เลย อุณหภูมิของโลกจะขึ้นประมาณ ๔ องศาเซลเซียส น้ําทะเลจะขึ้นมา ๕๔ เซนติเมตร ซึ่งถ้าบวกจากตัวเลขที่เราทรุดตัว อย่างต่ําสมมุติ ๑ เซนติเมตร ๕๐ ป้เราขึ้นมา ๕๐ เซนติเมตร เพราะฉะนั้นเราจะมีน้ําทะเล ที่สูงขึ้นอย่างต่ํา ๑ เมตร ซึ่งปัจจุบันนี้คันรอบกรุงเทพฯ ในป้ ๒๕๕๔ น้ําทะเลขึ้นมาเหลือ ประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ปัจจุบันเราได้ถมขึ้นมาเปึน ๓ เมตร ก็มีประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ฉะนั้นถ้าน้ําทะเลขึ้นเกิน ๖๐ เซนติเมตรเมื่อไร กรุงเทพฯ มีโอกาสจมเพราะว่าน้ําจะล้น ข้ามคันที่มีอยู่ ฉะนั้นโดยสรุปแล้วโดยหลักการการคิดในปัจจุบันของโลกพบว่าเมืองที่อยู่ติด ชายทะเลมีโอกาสเปึนเมืองแล้วก็หลายเมืองเกิดการทรุดตัวเนื่องจากการใช้น้ําบาดาล ในขณะเดียวกันน้ําทะเลก็ขึ้นมาสูงด้วย เพราะฉะนั้นก็มีความสอดคล้องในการรายงานจาก ยูเอ็น (UN) เปึนรายงานในเชิงเตือนภัยว่าเราจะต้องระมัดระวังในเรื่องนี้แล้วก็วางแผนพัฒนา ให้เอาองค์ประกอบนี้มาคิดในการวางแผนด้วย ปัจจัยหลัก ๆ ก็เปึนเรื่องการขึ้นของน้ําทะเล ซึ่งเปึนเรื่องที่ควบคุมยาก ส่วนเรื่องการทรุดตัวเปึนเรื่องที่เราต้องการใช้มาตรการในการ จัดการทั้งในเรื่องของผังเมืองและการ ขยายตัวของประปา ซึ่งโดยสรุปแล้วพบว่าถ้าเรา สามารถจะควบคุมดูแลในเรื่องของการทรุดตัวจากน้ําประปาได้อัตรานี้เราก็สามารถจะ ควบคุมได้ แต่เรื่องของไคลเมต เชนจ์ (Climate change) เปึนเรื่องของอนาคตซึ่งจะต้องมี ความเสี่ยงอยู่ ผลสรุปก็คือ ๑. การจัดการเรื่องประปาและการเจริญเติบโตมีแนวโน้มสูงขึ้น จําเปึนจะต้องมีมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้เกิดการใช้น้ําบาดาลที่เกินขอบเขต ปัญหาที่ผ่านมา มาตรการนี้ใช้ในเรื่องของการกําหนดเขตวิกฤติและราคาใช้น้ําบาดาลเปึนมาตรการที่ผ่านมา แล้วก็ใช้ได้ผล แต่อย่างไรก็ตามการเจริญเติบโตจากนี้ไปส่งผลต่อความต้องการการใช้น้ํา ที่มากขึ้น ขณะเดียวกันการผังเมืองถ้าไม่จัดระบบที่ดีก็จะเกิดปัญหาต่อการระบายน้ํา ดังที่ ป้ ๒๕๕๔ ที่เกิดขึ้น ฉะนั้นเรื่องนี้จะต้องมีกลไกในการดูแลที่ชัดเจน การดูแลการเปลี่ยนแปลง ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเปึนเรื่องที่จะต้องติดตามแล้วก็มีการวิจัย ซึ่งปัจจุบันนี้
เราใช้การศึกษาอ้างอิงจากต่างประเทศทั้งหมด จําเปึนจะต้องมีกลไกทางวิชาการของ ประเทศเราเองในการติดตามแล้วก็เพื่ออัตราการชดเชยที่ดีขึ้น ข้อสรุปแล้วคือถ้าเราสรุป ประเมินความเสี่ยงเปึน ๓ ระดับ คือความเสี่ยงสูงหมายถึงว่าถ้าไม่ทําเลยจะแย่ อันที่ ๒ ความเสี่ยงปานกลางคือมีความเสียหายมากแต่ว่ายังจะต้องมีเวลาในการศึกษา หรืออันที่ ๓ มีความเสี่ยงน้อยคือเกิดแล้วผลไม่มาก ข้อสรุปคณะกรรมการพบว่าประเด็นในเรื่อง “กรุงเทพจม” อยู่ในความเสี่ยงระดับปานกลาง ถ้าเราไม่ทําอะไรเลยแล้วอีก ๓๐-๔๐ ป้เกิดน้ําทะเลขึ้นมา ตามจริงขึ้นมาความเสียหายสรุปว่าเปึนล้านล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามการขึ้นของน้ําทะเล ยังมีช่วงเวลาหนึ่งในการศึกษาควรจะต้องมีกลไกในการติดตามและศึกษาทางวิชาการ อย่างจริงใจจริงจัง เพื่อจะให้ประเมินการขึ้นของน้ําจริงว่าสักเท่าไร เพื่อจะเปึนข้อมูล ประกอบในการไปตัดสินใจเพื่อกําหนดมาตรการในการลงทุนแก้ไขปัองกันต่อไป ข้อสรุปของ กรรมการก็พบว่ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีความเสี่ยงในการเกิดวิกฤติในระดับ ปานกลางแล้วก็สามารถจะเตรียมการได้ทัน แต่อย่างไรก็ตามต้องมีมาตรการ และองค์กรเฉพาะมาดูแลเรื่องนี้เพื่อจะปัองกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ขอบคุณครับ
เชิญครับ