สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๕ · ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของระบบคลองแนวดิ่ง และความจำเป็นในการจัดการขยะในคลอง เพื่อช่วยให้ระบายน้ำออกอ่าวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเรียกร้องให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครมีประวัติศาสตร์ในการขุดคลองและจัดการน้ำในสมัยก่อน แต่เวลานี้อาจจะไม่ได้รับการดูแลอย่างดี

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือดิฉันเองก็เห็นว่าในส่วนของ คณะกรรมการที่ศึกษาเรื่องนี้น่าจะต้องมีการรับฟังวิธีการจากประชาชนอย่างที่เพื่อนสมาชิก คืออาจารย์อรพินท์ได้นําเสนอไปในตอนต้นนี่นะคะ เพราะว่าดิฉันเองมีประสบการณ์ ตอนที่กรุงเทพฯ น้ําท่วมเมื่อป้ ๒๕๕๔ นะคะ

ซึ่งตอนนั้นคือบ้านดิฉันก็อยู่ฝัืงธนบุรีเหมือนกัน น้ําในส่วนที่ท่วมมาจากด้านบนนี่จนมาถึง แถบตั้งแต่ศาลายาลงมาจนถึงแถวเพชรเกษมก็ท่วมหมด ซึ่งตอนนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมประกาศทิ้งถนนพระราม ๒ ซึ่งจริง ๆ ถนนพระราม ๒ เปึนเส้นทางที่มีความสําคัญ เพราะว่าเชื่อมต่อกับภาคใต้ แล้วก็เห็นว่าจะไปใช้ถนนหมายเลข ๓๔๐ ซึ่งจะต้องอ้อม ๓๐๐ กิโลเมตรกว่าจะลงไปถึงภาคใต้ได้ ซึ่งตอนนั้นดิฉันเองอยู่ในฐานะ สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร เราก็คิดกัน ดิฉันไม่มีความรู้เรื่องน้ําเลย ก็ได้ลองชักชวนเครือข่าย ประชาชนที่เขาอยู่แถวฝัืงธนบุรี ที่อยู่ริมน้ํามาถามว่าเราจะช่วยกันแก้ไขปัญหาพวกเราที่อยู่ ในกรุงเทพมหานครได้อย่างไร เพราะว่ารัฐบาลตอนนั้นประกาศทิ้งแล้ว คือไม่สามารถ ทําอะไรได้ ก็ปรากฏว่าจากความรู้ความสามารถของชาวบ้านในท้องถิ่นทําให้ดิฉันทราบว่า จริง ๆ มีโครงการพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการที่จะจัดการ เรื่องเกี่ยวกับระบบน้ําในกรุงเทพมหานคร คือเน้นในเรื่องของคลองแนวดิ่ง เช่น คลองพระยาราชมนตรีต่าง ๆ ซึ่งดิฉันเองไม่เคยมีความรู้เรื่องคลองพวกนั้นเลย ดิฉันก็ชวน ชาวบ้านเหล่านั้นมาช่วยกันคิด ชาวบ้านบางคนเขาก็พยายามทําระบบในเรื่องการผลักดันน้ํา ตามคลองแนวดิ่ง แล้วปรากฏว่าเมื่อเราได้ลงไปดูนี่คลองแต่ละคลองเต็มไปด้วยขยะ ในขณะที่ในส่วนของฝัืงธนบุรีซึ่งถูกทิ้ง ฝัืงกรุงเทพมหานครได้รับการปกปัอง ฝัืงธนบุรีนี่ถูกทิ้ง น้ําท่วมมากแต่ปรากฏว่าปลายน้ําขยะเต็ม แล้วก็บรรดาส่วนที่เปึนเครื่องมืออุปกรณ์ ในการระบายน้ําออกอ่าวไทยนี่ไม่มีน้ําไปถึงเลย เพราะฉะนั้นตรงจุดนั้นจากการที่ได้ความรู้ ของชาวบ้านในท้องถิ่น ทําให้ดิฉันประสาน เผอิญได้รับความร่วมมือจากท่านธีระ วงศ์สมุทร ท่านเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็คุมในเรื่องของชลประทานด้วย ปรากฏว่าได้ไปขอเครื่องผลักดันน้ําของทางทหารเรือ แล้วก็หลาย ๆ แห่ง ปรากฏว่าเรา กําหนดเส้นทางว่าวางจุดการผลักดันน้ําตามคลองแนวดิ่ งทั้งหลายลงไปจนถึงปลายน้ํา ซึ่งปลายน้ํานั้นเปึนแก้มลิงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทําเอาไว้แต่เดิม ปรากฏว่าสิ่งที่ ทํานั้นได้รับผลสําเร็จค่อนข้างมาก เพราะว่าเราเริ่มทําตั้งแต่ช่วง ๓๐ ตุลาคม ถึง ๒๘ ธันวาคม ทางกรมชลประทานเขารายงานเลยว่าในช่วงต้นนี่การระบายน้ําออ กไปสู่ อ่าวไทยวันละประมาณแค่ ๒.๖ แสนลูกบาศก์เมตร แต่หลังจากที่เราได้เคลียร์ (Clear) คลองต่าง ๆ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากทหารในการขุด ลอกคลองแล้วก็กําจัดพวกขยะ ชาวบ้านก็มาร่วมมือกัน ปรากฏว่าเราสามารถผลักดันน้ําระหว่างช่วงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ถึง

๗ ธันวาคม ระบายน้ําวันละ ๓.๑ ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วในที่สุดถนนพระราม ๒ ก็รอดทําให้ น้ําไม่ท่วม เพราะฉะนั้นอันนี้มันกลายเปึนต้นแบบอันหนึ่ง ทีนี้ที่ดิฉันยกตัวอย่างอันนี้มาเพียง เพื่อจะเสนอให้ท่านเข้าใจว่าการที่เราจะจัดการกับปัญหำในเรื่องน้ําเราต้องอาศัยคนพื้นที่ ที่เขามีความรู้ไม่ใช่เพียงแต่อาศัยนักวิชาการเท่านั้น เพราะว่าแนวความคิดในเรื่องของ การระบายน้ํานั้นไม่มีใครสนใจ ทั้ง ๆ ที่แนวความคิดอันนี้ดิฉันคิดว่าเปึนพระปรีชาญาณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาก ซึ่งท่านได้วางหลักและแนวทางต่าง ๆ เราเพียงแต่ อาศัยแนวทางเพียงเล็กน้อยของพระองค์ท่านแล้วทดลองทําดูปรากฏมันได้ผล เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่ำกรุงเทพมหานครนั้นเปึนเมืองน้ํา เมื่อก่อนเรามีคลองต่าง ๆ แล้วก็การที่ คนในสมัยเดิมได้พยายามขุดคลองต่าง ๆ โดยที่มีคลองที่เปึนเส้ นทางหลักลงสู่ทะเล อย่างคลองพระยาราชมนตรี คลองสนามชัย อะไรพวกนี้เปึนคลองใหม่ ๆ ที่ดิฉันไม่เคยรู้ เปึนคลองเก่านะคะซึ่งเวลานี้อาจจะไม่มีใครสนใจไปดูแล แล้วก็รูปแบบวิธีการจัดการน้ํา ในสมัยใหม่เราก็ไม่ได้จัดการแบบเดิม

เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเราจะช่วยกันในการที่จะดูแลกรุงเทพฯ นั้นต้องทําอย่างที่ อาจารย์อรพินท์พูดนะคะ คือมันต้องมีการรวมประชาชนซึ่งมีความรู้มาช่วยกันคิดว่า กรุงเทพฯ ที่เปึนบ้านของเรานั้น เราจะจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร แล้วก็อาศัย นักวิชาการต่าง ๆ อาศัยความร่วมมือ ซึ่งในป้ ๒๕๕๔ เปึนเรื่องที่น่าตลกมากคือไม่มีใครสนใจ ทําให้ดิฉันสามารถประสานทุกหน่วยงานมาทํางานต รงจุดนี้ เพราะไม่มีใครสนใจพื้นที่ ตรงจุดนี้เลย เพราะฉะนั้นจุดนี้เปึนสิ่งที่ทํา ให้ได้เห็นว่าการร่วมมือกันทั้ง กทม. ทั้งกรมชลประทาน แล้วก็กรมอู่ทหารเรือ การไฟฟัานครหลวง เครือข่ายภาคประชาชน ที่อยู่ริมน้ํา ทําให้เราสามารถทําผลงานเล็ก ๆ อันหนึ่งขึ้นมา ซึ่งดิฉันคิดว่ำถ้าหากว่า เราจะปัองกันในเรื่อง “กรุงเทพจม” นะคะ ก็อยากเสนอกรรมการว่ามันควรจะต้องเขียนลงไป ในยุทธศาสตร์ว่าเราต้องรวมพลังของคนกรุงเทพฯ ที่มาช่วยกันดูในเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่เพียงแต่ แค่ออกแบบยุทธศาสตร์จากบนห้องของเราซึ่งเราเปึนนักวิชาการ ซึ่งเราอาจจะไม่มีความรู้ ในการจัดการกับพื้นที่ตรงนี้อย่างจริงจังก็ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ