ประเสริฐ ชิตพงศ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเกษตรและความจำเป็นในการปฏิรูปการเกษตรให้มีความสมรรถนะและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร ทั้งเกษตรกรที่ประกอบอาชีพอยู่แล้วและเกษตรกรที่ต้องการประกอบอาชีพเกษตรกร แต่ไม่ครอบคลุมถึงเกษตรกรที่จำเป็นต้องประกอบอาชีพเกษตรต่อไป และเกษตรกรที่ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรแต่เป็นคนนอกภาคเกษตร นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของเกษตรกรกลุ่มที่ 4 และกลุ่มที่ 5 ที่ต้องการออกจากอาชีพเกษตรกรหรือประกอบอาชีพอื่น และขอให้ถอนพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพออกไปก่อนเพื่อปรับปรุงข้อความ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดสงขลา ขออนุญาตที่จะมีความเห็นเรื่องของ รายงานรอบที่ ๒ ของคณะกรรมาธิการนะครับว่า ในเรื่องของการเกษตรนั้น
ถ้าดูในรายงานแล้วนี่ ผมดูในรายงานในหน้า ๑ ที่ได้พูดถึงประเด็นการปฏิรูปไว้นะครับ โดยแบ่งออกเปึน ๒ ประเด็น คือประเด็นหลักในการปฏิรูปคือข้อ ๒.๑ แล้วก็ประเด็นรอง ในการปฏิรูปด้านการเกษตรนะครับ ขอนิดเดียวครับว่าในประโยคที่เขียนไว้ ในเรื่องของประเด็นหลักที่บอกว่าจุดมุ่งหมายที่สําคัญของการปฏิรูปด้านการเกษตร มี ๒ ประการ ประการแรกคือการมุ่งพัฒนาสร้างสมรรถนะที่ดี และความสามารถ ทางการแข่งขันของเกษตรกรแล้วก็ใส่คําว่าที่สมัครใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมต่อไป เพื่อลดความเหลื่อมล้ําและการเปลี่ยนแปลง ผมติดใจในคําว่าที่สมัครใจ แล้วก็ต่อไป อันนั้นก็หมายถึงว่าต้องการพูดเฉพาะเกษตรกรที่ทําการเกษตรอยู่แล้ว แล้วสมัครใจ ที่จะอยู่ต่อ ไป แต่จริง ๆ แล้วคําว่าผู้ประกอบอาชีพการเกษตรนั้นมันมีอยู่หลายกลุ่ม หลายลักษณะ ถ้าพูดเช่นนี้ก็จะเห็นว่าอะไร รายงานนี้ก็จะไปเน้นอยู่เฉพาะคนที่อยู่ใน ภาคเกษตรแล้วเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วคําว่าคนที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและที่จะเปึน เกษตรกรนั้น ผมขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้นิดหนึ่งจะเรียนว่ามันมีอยู่ ๓-๔ กลุ่ม โดยเฉพาะ ที่เปึนเกษตรกร ซึ่งถ้าเปึนเช่นนั้นแล้วคําที่เขียนไว้ก็จะไม่ครอบคลุมและจะไม่ถูกนะครับ ประเด็นแรกก็คือเปึนเกษตรกรที่สมัครใจที่จะประกอบอาชีพเกษตรต่อไป อันนั้นใช่ครับ ตรงกับอันนั้นที่เขียนไว้ซึ่งก็หมายถึงว่าคนที่เปึนเกษตรกรแล้วต้องการอยู่ในอาชีพเกษตรกร ต่อไป แต่จริง ๆ แล้วเกษตรกรมันจะมีอยู่อีก ๓-๔ พวกนะครับ ซึ่งถ้าเขียนไว้อย่างนี้ จะไม่ครอบคลุมพวกที่ผมจะพูดต่อไปนะครับ พวกต่อไปก็คือเกษตรกรที่จําเปึนจะต้อง ประกอบอาชีพเกษตรต่อไป เพราะไม่สามารถไปประกอบอาชีพอื่น ไม่สมัครใจนะครับ แต่ต้องอยู่ ซึ่งตรงนี้จะต่างจากที่ท่านเขียนไว้แล้ว เกษตรกรกลุ่มที่ ๓ นะครับ ก็คือคนนอก ภาคเกษตรที่ประสงค์จะไปประกอบอาชีพเกษตรกร อาชีพเกษตรกรใช่ครับเปึนอาชีพที่ อาจจะเหนื่อยยากและลําบากแต่ก็มีคนจํานวนหนึ่งที่อยากจะไปประกอบอาชีพการเกษตร เพราะชอบ และชอบความเหนื่อยยาก ชอบความลําบาก ชอบเหงื่อ ชอบอยู่กลางแดด เพราะฉะนั้นคนจํานวนนี้ถ้าท่านเขียนไว้อย่างนี้คนที่ผมพูดถึงนี้จะไม่ถูกครอบคลุมคือ คนนอกภาคเกษตรที่ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกร เปึนพวกที่ชอบครับ ขออนุญาตเวลาสั้นนิ ดหนึ่ง ท่านประธานเองนะครับ ท่านประธานในที่ประชุมนี้คือ ท่านประธานของสภาปฏิรูปแห่งชาติเคยปรารภกับผมครั้งหนึ่งในการประชุม นั่งประชุมกัน แล้วนั่งรับประทานข้าวกัน ท่านบอกว่าท่านไปซื้อสวนเอาไว้ที่จังหวัดลพบุรี วันใดที่ท่าน
ไปที่สวนท่านมีความสุขมาก ไปเห็นต้นไม้ของท่านออกลูก ไปเห็นต้นไม้มันเติบโต ออกยอดใบอ่อน ท่านอยากเปึนเกษตรกรด้วยแต่ยังไม่ถึงวันนั้น นั่นคือสิ่งที่ท่านบอกผม เมื่อประมาณสัก ๗-๘ ป้ได้แล้วนั่งประชุมกันนะครับ ผมยกตัวอย่างให้ท่านเห็นนะครับว่า มันจะมีคนประเภทนี้อยู่และเปึนคนที่อาจจะทิ้งอาชีพอื่นแล้วไปประกอบอาชีพเกษตรกร ดังนั้นท่านเขียนไว้อย่างที่ว่า จะไม่ครอบคลุมคนพวกนี้ แต่เปึนคนที่มีภาคการผลิต ในภาคเกษตรนะครับ กลุ่มที่ ๔ นะครับ ก็คือคนรุ่นใหม่ครับ ซึ่งรุ่นนี้ผมให้ความสําคัญมาก คนรุ่นใหม่ที่ทั้งในและนอกภาคเกษตรที่ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกร เปึนคนรุ่นใหม่ เปึนคนหนุ่มสาวนะครับ ตอนนี้มีมากนะครับ มีคนหนุ่มสาวจํานวนหนึ่งที่ละทิ้งชีวิตในเมือง ชีวิตที่เปึนอะไรก็แล้วแต่ที่เปึนความศิวิไลซ์ทั้งหลายและออกไปประกอบอาชีพเกษตรกร แล้วน่าส่งเสริมมากด้วยนะครับคนกลุ่ มนี้ กลุ่มที่ ๕ ครับ คือเกษตรกรที่ต้องการออกจาก อาชีพเกษตรซึ่งอันนี้ท่านครอบคลุมเอาไว้ ใช่ครับตรงนี้ท่านต้องการไปดูแล ถูกต้องแล้ว เกษตรกรที่ต้องการจะไปประกอบอาชีพอื่น แล้วก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้องการ เปึนเกษตรกรด้วย ก็คือผู้ประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมการเกษตรทั้งหลาย ซึ่งถ้าท่าน เขียนไว้อย่างนี้คนกลุ่มนี้ก็จะไม่ถูกครอบคลุมด้วย ผู้ประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรม การเกษตรนี้ เช่น ผู้ประกอบธุรกิจด้านปัจจัยการผลิตครับ
คนเหล่านี้ก็ถือว่าเปึนเกษตรกรนะครับ เพราะเขาเกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิตก็ไปประกอบ อาชีพอาชีพในเชิงธุรกิจอยู่ และผู้ที่ประกอบธุรกิจการแปรรูปผลิตภัณฑ์ และธุรกิจเกษตร ทั้งหลาย เช่นพวกเอสเอ็มอีที่เราได้พูดไปแล้วเมื่อภาคเช้านี้ อย่างนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้น ถ้าท่านพูดไว้อย่างนี้มันก็จะถูก ลิฟ เอาต์ (Leave out) หมดนะครับ ก็เลยอยากจะให้ท่าน แก้ตรงนี้โดยการตัดคําว่า ที่สมัครใจ และตัดคําว่า ต่อไป ออก แล้วก็จะครอบคลุมในสิ่งที่ ผมได้พูดถึง แล้วโดยเฉพาะเกษตรกรคนรุ่นใหม่ ผมอยากจะให้ท่านให้ความสําคัญมาก ขออีกนิดเดียวครับท่านประธาน ขอเลยเวลานิดเดียวครับ ก็คือประเทศไทยอยู่ในภูมิประเทศ ที่เหมาะสมที่จะทําการเกษตรมาก เพราะฉะนั้นอย่างไรเสียเราหนีภาคเกษตรไม่ได้ ถึงภาคเกษตรจะเปึนภาคที่ถือว่าผลิตภาพอาจจะน้อย อาจจะด้อย แต่ภูมิศาสตร์ของเรา ทั้งภูมิอากาศด้วยเหมาะสมทําการเกษตรมาก อย่างไรเราทิ้งภาคเกษตรไม่ได้ และเราก็ได้ ถูกจัดว่าเปึนอู่ข้าวอู่น้ําของโลกด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ยังอยากให้ความสําคัญอยู่ และสุดท้ายนะครับ ขอเรื่อง พ.ร.บ. นิดนะครับ พ.ร.บ. หลาย พ.ร.บ. ผมเห็นด้วย แต่มี พ.ร.บ. เรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพ หมวด ๖ มาตรา ๕๒ ท่านเขียนเอาไว้ว่า หากมีเหตุเกิดขึ้นในทางที่เปึนเหตุอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะบอกว่าหากความเสียหาย ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเกิดขึ้นจากการกระทําของผู้ได้รับความเสียหายเอง ผู้ประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งที่มีชีวิต ดัดแปลงพันธุกรรม ไม่ต้องรับผิดชอบ อันนี้ผมคิดว่า เปึนความเสี่ยงมาก แล้วมันเปึนความเสี่ยงที่ทําให้ผมเห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ยังไม่ควรที่จะให้ การรับรอง เพราะคําว่าเหตุสุดวิสัยและเกิดขึ้นจากการกระทํา ของผู้ได้รับความเสียหายเองนั้น เมื่อเรื่องของความปลอดภัยทางชีวภาพเปึนเรื่องที่ค่ อนข้างใหม่และเปึนเรื่องที่มีความสําคัญมาก และใช้เทคโนโลยีในระดับสูง ความเสียหายนี้อาจจะเกิดขึ้นกับสภาพทั่ว ๆ ไปยังเปึน ความเสี่ยงอยู่มาก ถ้าหากว่าท่านยังมีประโยคนี้อยู่ ผมไม่เห็นด้วยกับพระราชบัญญัตินี้ครับ ถ้าเปึนไปได้ท่านขอถอนออกไปก่อน แล้วไปปรับปรุงถ้อยคําหรือข้อความเสีย เพราะเรื่องนี้ เปึนเรื่องอันตรายมากนะครับ เพราะว่าในที่สุดแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผู้ที่ประกอบการ ในเรื่องนี้ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย สุดวิสัยนั้นให้คําจํากัดความไว้มากน้อยแค่ไหน เพียงใด และใครจะเปึนผู้ตีความครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เอาคํานี้ออก ผมเห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ ควรถอนออกไปก่อนครับ