รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติที่ประชาชนให้ข้อเสนอและเรียกร้องให้ปรับปรุงให้เป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน และหารือเรื่องการสร้างคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า พร้อมขอเพิ่มคณะอนุกรรมการแข่งขันทางการค้าประจําจังหวัดด้วย และมีความเห็นว่าควรพิจารณาการผูกขาดตลาดตั้งแต่ขั้นต้นของกระบวนการผลิต และมีบทลงโทษในกรณีที่บริษัทมีพฤติกรรมที่ไม่จดทะเบียนตามกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือในร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ต้องกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมว่าในคณะอนุกรรมาธิการการ มีส่วนร่วมปฏิรูป เชิงประเด็นขององค์กรที่สําคัญ ซึ่งเปึนคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญ การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก็ได้มีการจัดรับฟังความเห็น ของประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับ ซึ่งตอนนั้นเราก็คาดหวังว่าการรับฟัง ความคิดเห็นนั้น ทั้ง ๒ คณะจะได้นําเอาความเห็นในส่วนของประชาชนไปประกอบ เพื่อการปรับปรุงให้เปึนกฎหมายฉบับเดียวกัน ทีนี้ในส่วนของข้อเสนอของภาคประชาชน ที่ได้รวบรวมเอาไว้ ก็จะมีประเด็นข้อเสนอเกี่ยวกับคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ซึ่งจะพูดถึงเรื่องโครงสร้าง องค์ประกอบ ที่มา แล้วก็สํานักงาน ในส่วนของภาคประชาชน ก็เห็นสมควรว่า
คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าควรเปึนอิสระและโดยที่คณะกรรมการนั้นควรจะมี องค์ประกอบประมาณ ๗-๑๐ คน โดยมีสัดส่วนจากองค์ประกอบ ๓ ส่วนคือนักวิชาการ ตัวแทนผู้บริโภค และตัวแทนภาคธุรกิจซึ่งหมายถึงตัวแทนภาควิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งเปึน ผู้เชี่ยวชาญและรวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมด้วยว่าควรจะต้องมีอยู่ในองค์ประกอบ ดังกล่าว และเห็นว่าควรจะมีคณะอนุกรรมการแข่งขันทางการค้าประจําจังหวัดด้วย ในข้อเสนอนั้นเห็นว่าควรจะเพิ่มผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองผู้บริโภคด้วย และในกระบวนการจัดตั้ง ทางคณะกรรมการก็อย่างที่บอกต้องการให้โครงสร้างของสํานักงานนั้นมีความเปึนอิสร ะ ด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนที่ทางภาคประชาชนได้ระบุไว้อีกเรื่องหนึ่งก็คือเกี่ยวกับเรื่องของ พฤติกรรมต้องห้ามของผู้มีอํานาจเหนือตลาดว่าควรจะพิจารณาเรื่องการผูกขาดตลาดตั้งแต่ ขั้นตอนแรกของกระบวนการผลิตคือตั้งแต่ต้นน้ํา และควรจะมีบทลงโทษทันทีในกรณีที่ บริษัทมีพฤติกรรมที่ไม่จดทะเบียนตามกฎหมายตามที่กําหนด โดยวัตถุประสงค์ที่ต้องการ การผูกขาดเปึนต้น ดิฉันเองก็เห็นว่าในส่วนหลัก ๆ ของส่วนที่เปึนความเห็นของประชาชน ก็สนับสนุนในเรื่องของหลักการ ดิฉันเองโดยส่วนตัวก็เห็นสมควรว่าในร่างกฎหมายของทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการก็อาจจะ ยังไม่ได้มีการบัญญัติในส่วนของความหมายในเรื่องอํานาจเหนือตลาด ซึ่งดิฉันเห็นว่า ถ้าหากว่าทางคณะกรรมาธิการจะนําเอาส่วนของความหมายหรือนิยามคําว่าตลาดและ อํานาจเหนือตลาดใส่ลงไปด้วยก็จะมีความสมบูรณ์มากขึ้น ดิฉันคิดว่าในส่วนฉบับของทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูปคุ้มครองผู้บริโภคนั้นได้พูดในส่วนอํานาจเหนือตลาดในนิยาม ซึ่งเห็นว่าเปึนส่วนที่มีความสําคัญดิฉันเองเห็นร่วมด้วยและอยากจะขอเสนอว่าทาง คณะกรรมาธิการน่าจะรวมความหมายนี้อยู่ในนิยามด้วย อย่างเช่นคําว่าอํานาจเหนือตลาด หมายความว่าความสามารถของผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในตําแหน่งที่มีอํานาจตลาดในลักษณะ สามารถกีดกันการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพโดยใช้อํานาจของตนในเชิงพฤติกรรมในตลาด ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอํานาจเหนือตลาดหมายความว่าผู้ประกอบธุรกิจรายเดียวหรือ ผู้ประกอบธุรกิจหลายราย ซึ่งเปึนผู้ประกอบธุรกิจในเครือเดียวกันซึ่งมีอํานาจเหนือตลาด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ประกอบธุรกิจนั้นซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดในตลาดสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือ บริการใดบริการหนึ่งรวมกันตั้งแต่ร้อยละ ๓๐ เปึนผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอํานาจเหนือตลาด
เว้นแต่คณะกรรมการจะประกาศกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณาในสินค้าใดสินค้าหนึ่ง หรือบริการใดบริการหนึ่งเปึนอย่างอื่น และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้โดยให้ พิจารณาสภาพการแข่งขันของตลาดนั้นตามรายงานหลักวิชาทางเศรษฐศาสตร์ ดิฉันคิดว่า ในเรื่องของการบัญญัติเนื่องจากว่าใน ร่างกฎหมายที่ทางคณะหลักได้มีการบัญญัติเอาไว้ ในมาตรา ๖๓ ที่กําหนดไว้ถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันคิดว่าถ้าไปกําหนดว่าเปึนเพียงแค่ธุรกิจ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอาจจะไม่ถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเปึนกลุ่มธุรกิจแล้วมีอํานาจผูกขาด เหนือตลาดเกินกว่าร้อยละ ๗๕ อันนี้ควรจะเปึนเรื่องของกลุ่มธุรกิจ แต่ถ้าเปึนธุรกิจเดี่ยว ๆ นั้น ดิฉันคิดว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์น่าจะเปึนตัวเลขที่เหมาะสม สมัยที่ดิฉันเปึนสมาชิกวุฒิสภา เคยมีบริษัทพลังงานหนึ่งซึ่งเปึนของต่างชาติมารายงาน เขาอธิบายว่าในต่างประเทศ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อบริษัทของเขาควบรวมกันแล้วมีอํานาจเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เขาจะถูกสั่งให้แยกบริษัทคือเบรกดาวน์ (Breakdown) บริษัทออกมาเพื่อไม่ให้มีอํานาจ เหนือตลาดเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากในกรณีที่เปึนเครือของธุรกิจที่รวมกันแล้วมีสภาพ การผูกขาดเกิน ๗๕ เปอร์เซ็นต์อันนี้ควรจะต้องบัญญัติตรงนี้ให้ชัดเจน
เพราะถ้าหากว่าเปึนธุรกิจเดี่ ยวอํานาจเกิน ๗๕ เปอร์เซ็นต์อาจจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่า เปึนกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในเครือเดียวกั นและมีอํานาจตรงนี้เหนือตลาดเกิน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ควรจะต้องกําหนดเอาไว้ให้ชัดเจน และดิฉันเห็นว่าในกรณีร่างกฎหมายฉบับนี้มันอาจจะ ไม่แน่ใจว่าครอบคลุมหรือไม่นะคะ ในกรณีที่ธุรกิจบางธุรกิจนี่ครอบคลุมกิจการหลายอย่าง ตั้งแต่ต้นน้ํา คือเปึนธุรกิจ เช่นอาจจะต้องการขายเปึนลักษณะขายปลีกแล้วก็ไปควบรวม มีลักษณะการขายส่งด้วย แล้วก็รวมไปถึงการออกสินค้าที่เปึนเฮาส์ แบรนด์ (House brand) ของตัวเอง ซึ่งดิฉันคิดว่าในต่างประเทศเขาจะไม่ให้มีธุรกิจที่ทําในลักษณะแบบนี้ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํายันปลายน้ํานะคะ ถ้าหากว่าร่างอันนี้ดิฉันไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขียนการตีความมันจะ สามารถทําให้การตีความนั้นมีการแยกลักษณะธุรกิจออกจากกันหรือไม่ เพราะถ้าหากว่า มีธุรกิจที่มันครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํายันปลายน้ํา มันก็จะเกิด การผูกขาดที่มี ความสมบูรณ์ซึ่งไม่ควรจะให้เกิดขึ้นใ นลักษณะแบบนี้ แล้วก็ธุรกิจที่มี การผูกขาด อย่างมหาศาลแล้วนี่มันกระทบต่อการทํามาหากินของประชาชนรายเล็กรายน้อย ซึ่งอันนี้ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่มีความสําคัญว่าทําอย่างไรที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะสกัดไม่ให้ธุรกิจใหญ่นั้นลงไปทําลายธุรกิจขนาดย่อยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ