สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๔ · ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘

ภูมิ มูลศิลปี หารือเรื่องการปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน โดยเสนอกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และการปฏิรูปสถาบัน รวมถึงการสร้างกระบวนการที่ช่วยให้สังคมรับรู้และก้าวข้ามปัญหาความขัดแย้ง

นายภูมิ มูลศิลปี กรรมการ

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม นายภูมิ มูลศิลปี ขออนุญาตนําเสนอในส่วนที่ ๓ คือการอํานวย ความยุติธรรม การสํานึกรับผิด และการให้อภัย สําหรับภารกิจนี้วิธีการนั้นเราได้ผล ของการศึกษาว่าจะใช้ทั้งกระบวนการของกฎหมายปกติ มาใช้ และอาจจําเปึนจะต้องมี กฎหมายพิเศษที่นํามาใช้ในการอํานวยความยุติธรรมนี้ด้วย ผลที่จะได้รับนั้นประการแรก ก็คือจะได้รับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจํานวนผู้ที่ต้องคดี ประเภทคดี แล้วก็สถานะทางคดี ซึ่งการที่เราได้คดีมานั้นเราจะมีการจําแนกออกเปึนอย่างน้อย ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ก็คือ ความผิดที่มีแรงจูงใจทางการเมือง อันหมายถึงการที่มีบุคคลใดกระทําความผิดเนื่องมาจาก ความเชื่อ หรือว่ามุมมองทางการเมืองของตนเอง หรือกลุ่มของตน ที่อาจจะมีความแตกต่าง จากรัฐบาล ในส่วนที่ ๒ ก็คือความผิดอาญาโดยแท้ ซึ่งความผิดอาญาโดยแท้นั้นจะหมายถึง ความผิดที่รัฐเปึนผู้เสียหายโดยตรง หรือเปึนความผิดต่อเอกชน ซึ่งเปึนความผิดที่มีระดับ ความร้ายแรงของการกระทําผิดนั้น ส่งผลกระทบต่อศีลธรรมขอ งประชาชนเอง หรือสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลด้วย ส่วนกลุ่มประเภทที่ ๓ นั้นจะเปึนกลุ่มที่บุคคลใด อาจจะกระทําความผิด โดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง รวมกับความผิดที่มีลักษณะเปึนอาญา โดยแท้ด้วย สําหรับกระบวนการในขั้นตอนแรกนั้นจะมีการตั้งโจทย์โดยการแยกแยะ ประเภทคดี สถานะคดี ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงระหว่างป้ ๒๕๔๘ ถึงป้ ๒๕๕๗ ไม่ว่าจะเปึนทั้งฝ์ายรัฐหรือว่าประชาชนเองนั้นเปึนผู้ถูกกล่าวหา การที่แยกแยะ แล้วก็ทําสถิติของคดีนั้นจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมว่า

แต่ละฝ์ายนั้นจะอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมทั้งหมดนะครับ และ ๒. ก็คือจะมี การเป่ดโอกาสให้ผู้ที่ได้กระทําความผิดและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วจะได้เข้าสู่สังคม รวมทั้งฟุ๋นฟูความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ์ายด้วย สําหรับความหมายของ หลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านนั้นจะเปึนกระบวนการยุติธรรมในภาวะพิเศษที่จะ ตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น ที่สําคัญคือจะมีการคํานึงถึงสิทธิ ของผู้ที่ตกเปึนเหยื่อ แต่ที่สําคัญเหนืออื่นใดจะมีการส่งเสริมก ลไกที่จะนําพาสังคมไปสู่ สันติภาพ การปรองดอง และความเปึนประชาธิปไตย โดยที่จะต้องสร้างความตระหนัก ไม่ให้ความรุนแรงนั้นเกิดย้อนกลับมำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในทางสากลนั้นกระบวนการยุติธรรม ในระยะเปลี่ยนผ่านจะมีขั้นตอนดังนี้ครับ ขั้นที่ ๑ คือจะต้องมีการตรวจสอบและค้นหา ข้อเท็จจริงเพื่อรับรู้ของสาเหตุ สิ่งนี้เปึนสิ่งสําคัญคือจะทําให้ทุกฝ์ายนั้นได้เข้าใจถึงรากเหง้า แห่งปัญหาว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นใ นสังคมนี้ที่จริงแล้วมีสาเหตุมาจากสิ่งใด เพื่อจะได้ แก้ปัญหาให้ถูกต้อง ๒. จะต้องมีการดําเนินคดีต่อผู้ที่ละเมิดกฎหมายด้วยหลักนิติธรรม อันหมายถึงไม่มีการเลือกปฏิบัติ และทุกฝ์ายนั้นจะต้องอยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมาย อย่างเท่าเทียมกัน ๓. จะต้องมีการเยียวยาและชด เชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก ความรุนแรง ซึ่งที่สําคัญนั้นการเยียวยาจะต้องไม่เปึนสาเหตุแห่งความขัดแย้งในอนาคตต่อไป นอกจากนี้การเยียวยาหรือชดเชยนั้นมิใช่หมายถึงแต่เปึนเพียงทรัพย์สินหรือว่าเงินเท่านั้น แต่อาจหมายรวมถึงการฟุ๋นฟูเกียรติยศหรือว่าศักดิ์ศรีให้แ ก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือเปึนผู้ที่ เปึนเหยื่อของความรุนแรง ลําดับต่อมาในกระบวนการที่ ๔ คือจะต้องมีการยอมรับในการกระทํา มีการขออภัย และที่สําคัญคือจะต้องมีการสํานึกรับผิดต่อสิ่งที่ตนเองนั้นอาจจะได้มีส่วนร่วม ต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมด้วย อันดับที่ ๕ ก็คืออาจจะมีการเลือกใช้การนิรโทษกรรม มาเปึนเครื่องมือในการอภัยถึงความผิดที่เกิดขึ้นนะครับ โดยหลักสากลนั้นการจะมี การนิรโทษกรรมจะต้องมีหลักคํานึงอยู่ ๓-๔ ประการที่สําคัญ ข้อที่ ๑ ก็คือจะต้อง ไม่มีการนิรโทษกรรมในสิ่งที่ถือว่าเปึนการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ จากการที่ได้รับฟังความเห็นของบุคคลที่เกี่ยวข้อง มีการกําหนดไว้ว่าเงื่อนไขของ การนิรโทษกรรมนั้นจะต้องไม่รวมถึงคดีทุจริต คอร์รัปชัน (Corruption) ไม่รวมถึง การกระทําผิดอาญา มาตรา ๑๑๒ ต่อมาก็คือในการปฏิรูปก็คือกระบวนการขั้นตอนที่ ๖ นั้น การปฏิรูปนี้จะ เปึนสิ่งที่จะแก้ไขต้นตอแห่งความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนะครับ

ซึ่งการปฏิรูปนั้นอาจจะหมายรวมถึงการปรับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเรานําเหตุจากการที่ประชาชนนั้นเห็นว่าเปึนเหตุแห่งความไม่เท่าเทียมกันนํามาแก้ปัญหา สําหรับกระบวนทัศน์อีกประการหนึ่งที่ถูกนํามาใช้ในกระบวนการปรองดองนั้นก็คือ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ซึ่งจะใช้ในกรณีที่เราจะให้ความสําคัญกับผู้เสียหาย เปึนอันดับแรก ผู้เสียหายนั้นจะเปึนผู้ที่มีบทบาทในการกําหนดว่าความยุติธรรมที่ตนต้องการนั้น คืออะไร โดยรัฐนั้นจะดึงตัวเองออกมาจากการเปึนผู้ที่เสียหายนั้น จะนํามาสู่การเปึน ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเองนะครับ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า กระบวนการทางกฎหมายในปกตินั้นอาจจะเริ่มได้จากการที่มีการเร่ งรัดคดี แล้วก็อยู่ ในการสืบสวนสอบสวนของชั้นตํารวจ หรือว่าดีเอสไอ (DSI) นะครับ หลังจากนั้น ให้มีการส่งเรื่องไปที่อัยการ ซึ่งขอเรียนว่าสํานักงานอัยการนั้นมีอํานาจตามกฎหมายอยู่แล้ว ในการที่จะพิจารณาสั่งฟัองหรือไม่ฟัอง ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าสืบเนื่องจากมาตรา ๒๑ ของ พ.ร.บ. อัยการที่มีการแก้ไขในป้ ๒๕๕๓ นั้นได้มีการออกระเบียบเกี่ยวกับการฟัอง คดีอาญาที่ไม่เปึนประโยชน์แก่สาธารณะ หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือ ความมั่นคงของชาติ หรือผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศนะครับ ซึ่งในกรณีนี้จากการศึกษา พบว่าอาจจะนํามาใช้ในการจะสั่งไม่ฟัองบุคคลที่กระทําความผิด เนื่องจากมีมูลเหตุจูงใจ ทางการเมืองครับ

อย่างไรก็ตามหากเปึนผู้ที่กระทําความผิดอาญาโดยแท้ มีความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชัน หรือว่ามีการกระทําผิดฐาน มาตรา ๑๑๒ อัยการอาจจะสั่งฟัองต่อไป กระบวนการที่ดําเนิน ต่อไปนั้นก็เปึนกระบวนการยุติธรรมตามปกตินะครับ หลังจากนั้นผู้ที่ต้องโทษก็จะได้รับโทษ แต่ทั้งนี้สิ่งที่ต้องทําความเข้าใจร่วมกันก็คือว่าหากผู้ที่ได้รับโทษนั้นเข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมาย กําหนดเขามีสิทธิตามกฎหมายอยู่แล้วที่จะได้รับการอภัยโทษได้ นอกจากนี้อัยการยังมี อํานาจตามกฎหมายในการพิจารณาว่าการฟัองคดีอาญาที่ไม่เปึนประโยชน์นั้นถึงแม้ว่าอยู่ใน ชั้นศาล พนักงานอัยการอาจใช้อํานาจในการไม่ยื่นคําร้อง ไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา รวมถึง ถอนฟัอง ถอนคําร้อง ถอนอุทธรณ์ หรือถอนฎีกาก็ได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวนั้นเคยมีตัวอย่าง เกิดขึ้นในสมัยกบ ฏ ๙ กันยายน ในป้ ๒๕๒๘ นะครับ สําหรับทางเลือกที่ ๒ ผลจาก การศึกษาพบว่าอาจจะมีการออกกฎหมายพิเศษเพื่อนํามาใช้ในกระบ วนการปรองดอง ซึ่งตามที่ได้เรียนมาหากมีการออกกฎหมายที่ใช้สําหรับความผิดที่รัฐกระทําต่อบุคคลจะมี การนําหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาใช้ เริ่มต้นจากการฟัองร้องดําเนินคดี ผู้ที่กระทําความผิด ๒. มีการค้นหาความจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ๓. จะต้อง มีการให้ความช่วยเหลือ ชดเชย เยียวยาแก่เหยื่อที่ได้รับความเสียหาย ๔. ที่สําคัญก็คือ จะต้องมีกระบวนการที่ทําให้สังคมรับรู้อันถือเปึนการจัดการความทรงจําว่าความรุนแรงเช่นนี้ ไม่ได้นําสิ่งใดที่เปึนประโยชน์มาสู่สังคม และสังคมมีหน้าที่ร่วมกันในการจะปัองกัน มิให้ความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นมาอีก ๕. จะมีการปฏิรูปสถาบันหรือว่าหน่วยงานที่มีส่วน เกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม ๖. จะมีการสร้างกระบวนการที่ทําให้สังคมนั้น ก้าวข้ามผ่านปัญหาความขัดแย้งอันนําไปสู่การปรองดอง สมานฉันท์ สุดท้ายจะนําไปสู่ กระบวนการสํานึกรับผิดต่อสาธารณะและปลายทางหากจะมีการนําการนิรโทษกรรมมาใช้ ก็จะเปึนการนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนไข ซึ่งการนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนไขก็คือจะต้องมี การยอมรับของเหยื่อหรือว่าผู้ถูกกระทํา จะต้องมีการแสดงความสํานึกรับผิดต่อสาธารณะ ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้ น จะต้องมีการให้อภัยของเหยื่อหรือว่า ผู้ถูกกระทํา ที่สําคัญคือจะต้องมีการให้ความจริงแก่สังคมได้รับรู้ด้วย ในส่วนการใช้ หลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้นรัฐจะเปึนผู้ที่ทําหน้าที่ในการไกล่เกลี่ย โดยจะมี กระบวนการคัดเลือกคนกลาง มีการเจรจาแต่ละฝ์ายจนสุดท้ายนํามาสู่กำรพูดคุยร่วมกัน เพื่อแสวงหาข้อยุติของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และอาจจะนําไปสู่การคุมประพฤติหากฝ์ายใด

ฝ์ายหนึ่งนั้น ฝ์าฝ๋นก็จะต้องดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป สําหรับกระบวนการ ในการปรองดอง จากข้อเสนอแนะของกรรมการศึกษาพบว่าควรที่จะได้ใช้กฎหมาย ที่มีผลบังคับอยู่ในปัจจุบัน หลังจากนั้นจะได้พิจารณาถึงการอํานวยความยุติธรรม ซึ่งประการแรก ควรจะได้มีการแยกประเภทนักโทษออกจากกันเสียก่อน จากการเข้าไป เยี่ยมผู้ต้องหาในเรือนจําพบว่ามีการขังนักโทษทางการเมือ งนั้นรวมกับนักโทษที่ กระทําความผิดอาญารวมกัน แล้วก็ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ที่ถูกจําคุกเปึนอันมาก ต่อมาจะได้มีการเร่งกระบวนการสืบสวนสอบสวน จัดทําสถิติประเภทสถานะทางคดี ต่อมา คัดกรองประเภทคดีตามมูลเหตุแห่งการกระทําความผิด อันต่อไปอาจจะได้จัดทําเกณฑ์ นิรโทษกรรมเบื้องต้นอันหมายถึงการนิรโทษกรรมต่อผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่ในระดับ ปฏิบัติการเท่านั้น ซึ่งการนิรโทษกรรมนั้นในขั้นตอนแรกทางคณะศึกษาเห็นว่าอาจจะเลือก การนิรโทษกรรมในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองเท่านั้นเปึนปฐม ซึ่งจะไม่รวมถึง ความผิดอาญาโดยแท้ ไม่รวมถึงความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชัน ไม่รวมถึงฐานความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และที่สําคัญคือจะไม่นิรโทษกรรม การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

กระบวนการต่อมาในขั้นที่ ๓ ก็คือการสร้างความปรองดองในขั้นต่อไป อันนี้ขึ้นอยู่กับว่า จะเลือกกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน หรือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มาใช้ ซึ่งถ้าทําได้ครบทุกขั้นตอนอาจจะมีการพิจารณาถึงการนิรโทษกรรมในขั้นต่อไป อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าเงื่อนไขของการนิรโทษกรรมในขั้นต่อไปนั้นจะขึ้นอยู่ หากเหยื่อนั้นยอมรับ หรือว่าผู้ถูกกระทํานั้นยอมรับ ๒. จะต้องมีการแสดงความสํานึกรับผิด ต่อสาธารณะ ๓. จะต้องมีการให้อภัยของเหยื่อหรือผู้ถูกกระทํา ๔. จะต้องมีการให้ความจริง ของผู้กระทําที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทั้งนี้สิ่งที่นําเสนอนั้นเปึนเพียงทางเลือกระหว่าง ๒ ทาง คือการใช้กระบวนการกฎหมายตามปกติหรือการใช้กฎหมายพิเศษที่จะมาใช้ในกระบวนการ ปรองดอง สมานฉันท์ ซึ่งอยู่บนหลักของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านกับความยุติธรรม เชิงสมานฉันท์เท่านั้นครับ ขอบพระคุณครับ