สุชาติ นวกวงษ์ หารือเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเน้นเรื่องความปลอดภัย การปรับโครงสร้างที่เหมาะสม และการส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการส่งเสริมและการดูแลการท่องเที่ยว รวมถึงการแบ่งระบบการท่องเที่ยวออกเป็น 2 ส่วน คือ องค์การท่องเที่ยวทางน้ำหรือทางทะเล และองค์การท่องเที่ยวทางบก
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุชาติ นวกวงษ์ หมายเลข ๒๑๘ ครับ ท่านประธานครับ มีเรื่องกราบเรียนไปยัง ท่านกรรมาธิการจํานวนสัก ๒-๓ เรื่องด้วยกันนะ ครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณ ที่ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอเรื่องนี้ ก็ขอบคุณที่กรุณาเขียนรายละเอียดต่าง ๆ แล้วก็ เห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูปที่นําเสนอ ๓ แนวทางนี้นะครับ เรื่องของการพัฒนาการท่องเที่ยว เรื่องของการปรับโครงสร้าง ถึงแม้ว่าจะมีคําถามอยู่สักนิดหนึ่งนะครับว่ำเมื่อปรับโครงสร้าง ของด้านการท่องเที่ยวแล้ว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปไหนอะไรต่าง ๆ อันนี้ก็เปึน คําถามเล็ก ๆ นะครับ แล้วก็เรื่องของการส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องของ การส่งเสริมการท่องเที่ยว แล้วก็การดูแลการท่องเที่ยว ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าเรามองต่อไปประเทศของเราก็จะต้องมีการวิวัฒนาการต่อไปนะครับ การท่องเที่ยว ก็จะต้องอยู่คู่กับประเทศของเราต่อไปนะครับ การท่องเที่ยวในความคาดหมายของผม ก็จะต้องเจริญขึ้น เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องเผชิญกับปัญหา ๒-๓ ประการดังนี้นะครับ ประการที่ ๑ เราจะทําอย่างไรให้สถานที่ท่องเที่ ยวมีความยั่งยืน คําว่ายั่งยืนในที่นี้คือว่า มีความสวยงาม มีความประทับใจ แล้วก็การเข้าถึง กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มีขณะนี้ในการเข้าถึง แหล่งท่องเที่ยวมันเอื้ออํานวยหรือว่าทําให้เกิดการไม่ยั่งยืนของสถานที่ท่องเที่ยว
อันที่ ๒ เรื่องของการศึกษาในเรื่องของแคร์ริอิง คาพาซิตี (Carrying capacity) ของสถานที่ ท่องเที่ยว อันนี้ยังไม่สามารถที่จะบอกได้ชัดยกเว้นบางสถานที่อย่างเช่นภูกระดึงอย่างนี้ สามารถที่จะกําหนดได้ว่าควรจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปข้างบนสักเท่าไร เพราะฉะนั้นเรื่องของ แคร์ริอิง คาพาซิตีก็เปึนเรื่องสําคัญมาก แคร์ริอิง คาพาซิตีไม่ใช่จํานวนเรื่องของนักท่องเที่ยว อย่างเดียว แต่หมายถึงจํานวนพาหนะที่จะเข้าไปสู่สถานที่ท่องเที่ยวด้วย เรือเล็ก เรือใหญ่ เรือสป้ดโบท (Speedboat) ต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เราเห็นอยู่ที่หน้าสภาเราก็คือรถใหญ่ รถบัส ที่มาจอดอยู่ที่หน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อจะนํานักท่องเที่ยวมาเที่ยวก็เปึนจํา นวนหนึ่ง เช่นเดียวกัน ข้อที่ ๒ ที่เปึนปัญหาน่าจะตามมาก็คือเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ถ้าดูจากภาคผนวกที่ ๒ ที่อยู่ในเอกสาร มีสถิติเมื่อป้ ๒๕๔๖ ผมคาดว่าน่าจะเปึนจํานวนครั้ง ของการท่องเที่ยว คือมีการท่องเที่ยวของคนไทยเกิดขึ้น ๑๖๑ ล้านครั้ง แล้วก็มีนักท่องเที่ยว ต่างชาติ ๕๕ ล้านครั้ง ถ้าหากว่าเราบวกทั้ง ๒ ประการเข้าไปก็คือ ๒๐๐ กว่าล้านครั้ง ในประเทศไทย ๒๐๐ กว่าล้านครั้งนี่เปึนคนไทยก็เกิดอุบัติเหตุ เปึนชาวต่างชาติก็เกิด การคุกคามหรือแม้กระทั่งเกิดอุบัติเหตุ อันนี้เราจะสร้างความปลอดภัยในการท่องเที่ยวของ ผู้เดินทางได้อย่างไร อันนี้เปึนสิ่งที่ท้าทายมากนะครับ ข้อที่ ๓ ครับ เราจะเสนอควรจะ มีการศึกษาหรือมีการเพิ่มเติมเรื่องกระบวนทัศน์ในการท่องเที่ยวแนวใหม่ อย่างเช่น เสนอเรื่องของนิเวศสัญจร การท่องเที่ยวระบบนิเวศสัญจรโดยใช้พาหนะส่วนตัว มันจะต้อง ประกอบด้วยเอกสารงานวิจัย เช่นกําหนดว่าถ้าเราจะท่องเที่ยวภาคเหนือซึ่งแบ่งเปึน ๒ อนุภาค อนุภาคเหนือตอนล่างกับอนุภาคเหนือตอนบน ถ้าหากว่าเราใช้ระบบนิเวศสัญจร เราจะสามารถทําให้ผู้ขับรถผู้สัญจรไปกับครอบครัวได้ การไปกับครอบครัวทําให้เกิด ความอบอุ่น ทําให้เกิดความสร้างสรรค์ในความคิด ทําให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ ระบบนิเวศและการให้เห็นภูมิประเทศที่ดีขึ้นต่าง ๆ เหล่านี้ครับ อันนี้คือการท่องเที่ยว เชิงนิเวศสัญจร ในภาคอีสานก็เช่นเดียวกันครับถ้าเราใช้ระบบนิเวศสัญจรเข้ามาจับในเรื่อง ของกระบวนทัศน์การท่องเที่ยวก็จะทําให้ผู้ท่องเที่ยวแนวใหม่ที่ไปกับ ครอบครัวให้เห็น แนวทางของการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเปึนการท่องเที่ยวเชิงศิลปะ วัฒนธรรม หรือ การท่องเที่ยวในลักษณะของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสนุกสนานอยู่ใน ตัวเองครับ จึงขอเสนอให้มีการวิจัยและทําเอกสารเรื่องการท่องเที่ยวระบบนิเวศสัญจร เพิ่มขึ้นครับท่านประธาน อีกประการหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะทําให้เกิดขึ้นแล้วก็มีความต่อเนื่อง
ก็คือเรื่องของการแบ่งระบบการท่องเที่ยวออกเปึน ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือการท่องเที่ยวที่เรา จะต้องเรียกว่าองค์การท่องเที่ยวทางน้ําหรือทางทะเล อันที่ ๒ ก็คือองค์การท่องเที่ยว ที่เกี่ยวข้องกับทางบก จะไปสัมพันธ์กับเรื่องระบบนิเวศสัญจร อย่างที่ผมได้เรียนเมื่อกี้ จะเปึนรายละเอียดอย่างไรนั้นขอเปึนเอกสารภายหลังครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ