ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หารือเรื่องการพัฒนาท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงจุดอ่อนของการบริหารการท่องเที่ยวของประเทศไทย และเรียกร้องให้ภาครัฐให้ความสำคัญในการสร้างความรู้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการการท่องเที่ยว ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความรู้และความพร้อมของธุรกิจการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการสร้างแพกเกจการท่องเที่ยวที่หลากหลายและน่าสนใจเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวสมัยใหม่
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หมายเลข ๖๓ ผมขออภิปรายในวาระพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ใน ๓ ประเด็น ประเด็นแรกในเรื่องความสามารถในการบริหารจัดการการท่องเที่ยว ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของความเข้าใจที่เราควรจะมีต่อการท่องเที่ยวในปัจจุบันและอนาคต ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่ควร ให้ความสําคัญ ประเด็นแรก เรื่องการพัฒนาความสามารถในการท่องเที่ยว คณะกรรมาธิการท่านได้นําเสนอในเอกสาร โดยเน้นในเรื่องของการที่จะสร้างเอกภาพในระดับนโยบายของการท่องเที่ยว ซึ่งเสนอให้มี สํานักงานคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติขึ้นนั้น ผมเองก็เห็นด้วยว่าก็ยังเปึน จุดอ่อนในเรื่องของการทําโพลิซี เนตเวิร์ก (Policy network) ในเรื่องการท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามอยากจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าจากประสบการณ์ในการวิจัยของหลายคน รวมทั้งของผมเองซึ่งเคยทํายุทธศาสตร์การท่องเที่ยวให้กับกลุ่มจังหวัดและจังหวัดมาตั้งแต่
เมื่อเราใช้ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศราว ๆ ป้ ๒๕๔๖ เปึนต้นมา จุดอ่อนมันไม่ได้อยู่ที่ ระดับนโยบายมากมายนัก แต่จริง ๆ แล้วอยู่ที่ระดับ แมเนจเมนต์ (Management) หรือ ระดับการจัดการ กับระดับการปฏิบัติ การจัดการก็หมายถึงในระดับกลุ่มจังหวัดและจังหวัด ส่วนระดับปฏิบัติก็หมายถึงเรื่องของการทํางาน การประสานงานกันในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่าบุคลากรของภาครัฐนั้นไม่เก่ง แล้วก็ความคิดไม่ค่อยกว้าง แล้วก็ไม่ว่องไวด้วย ในการทํางาน แน่นอนเพราะว่าเปึนกระทรวงใหม่ด้วย แล้วก็เปึนบทบาทซึ่งยังไม่ได้ตกลงกัน กับความเข้าใจ ดังนั้นที่ผ่านมานับเวลา ๑๐ ป้โดยประมาณ การบริหารการท่องเที่ยวของเรา จะเรียกว่าแข็งแรงโดยเฉพาะส่วนหัว เก่งเรื่องตลาด ในเรื่องการวิเคราะห์ เปลี่ยนจาก ดีมานด์ ไซด์ (Demand side) มาเปึนซัพพลาย ไซด์ (Supply side) อันนี้ถูกต้องหมด เพราะแลนด์สเคป (Landscape) การท่องเที่ยวมันเปลี่ยน แต่ว่าเราอ่อนแอข้างล่างครับ เราไปให้ความสําคัญกับชุมชน เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะ ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง จริง ๆ แล้วเอกชนเขาเปึนพระเอก แต่ว่าภาครัฐเราพอเปึน กระทรวงเราไปเปึนพระเอกเสียเอง เราไปเปึนคนกําหนดอย่างนั้นอย่างนี้ การท่องเที่ยว มันเปึนการใช้ความเก่งนะครับ มันไม่ได้ใช้อํานาจ มันเปึนเรื่องของความเก่ง ความคล่อง ความรู้ เพราะฉะนั้นก็เปึนสิ่งที่อยากจะขอให้ท่านได้ให้ความสําคัญ ถ้าพูดถึงเรื่องของชุมชน เหมือนกัน แต่ว่าภาคเอกชน ที่จะมาเปึนตัวที่ ทําคะแลบบะเรชัน (Collaboration) กับฝ์ายต่าง ๆ ในพื้นที่มันหายไป อย่างต่างประเทศนี่คนไทยชอบไปเที่ยวประเทศญี่ปุ์น ประเทศญี่ปุ์นท้องถิ่นเขาสตรอง (Strong) เขาแข็งแรง เขาจัดการกันเองหมด รัฐบาลก็ดูแล หลักใหญ่ ๆ เท่านั้นเอง เรื่องของท่องเที่ยว เรื่องของทรานสปอร์เตชัน (Transportation) ต่าง ๆ เรื่องที่ ๒ ก็คือมุมมองด้านการท่องเที่ยว ผมก็คิดว่าเราต้องทําให้คนไทยเราเข้าใจ มากขึ้นว่าการท่องเที่ยวมันเปึนเรื่องของการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่เปึนเรื่อง ขายสมบัติพระเจ้าตากิน แต่มันเปึนเรื่องความคิดที่ว่าจะสร้ำงความรู้ มันเปึนเรื่อง นอลเลจ ครีเอชัน (Knowledge creation) สร้างความรู้ที่จะเพิ่มคุณค่าให้แก่สิ่งที่เรามี และสิ่งที่เราสร้างขึ้นใหม่ เพราะแหล่งท่องเที่ยวมันมี ๓ แบบใช่ไหมครับ ๑. ก็คือ ตามธรรมชาติ เปึนดิน เปึนน้ํา เปึนภูเขา อันนั้นเขามีของเขาอยู่แล้ว อันที่ ๒ เปึนเรื่องของ ศิลปวัฒนธรรมหรือโบราณสถานต่าง ๆ ซึ่งก็เปึนของมรดกตกทอด
แต่ส่วนที่ ๓ ซึ่งกําลังมาแรงเปึนสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นนะครับ เปึนเรื่องโนว์ฮาว (Know-how) เปึนเรื่องของสุขภาพ เปึนเรื่องกีฬา เปึนเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้น แล้วโลก เวลานี้หันมานิยมใช้จ่ายหรือว่ามาเอนเตอร์เทน (Entertain) มาเอดดูเทนเมนต์ (Edutainment) การท่องเที่ยวกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งเวลานี้เมืองไทยถ้าเทียบอย่างนี้ เรายังอ่อนแอมาก เรายังอยู่ได้กับทุนเดิม ธรรมชาติบ้าง มรดกทางประวัติศาสตร์ แต่ว่าที่เรา สร้างขึ้นเองเรายังไม่ค่อยเก่งนะครับ เพราะฉะนั้นการจัดการท่องเที่ยวในมุมนี้จึงเปึนเรื่อง ของภาครัฐมีหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อที่จะทําให้เอกชน ชุมชนเขาจูงใจเขาจะได้สร้าง ความรู้ สร้างมูลค่าและคุณค่าแก่แหล่งท่องเที่ยวของเขานะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๓ เรื่องยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่ควรให้ความสําคัญ จากที่ผมมานั่งดูปัจจัยที่เกี่ยวกับ การท่องเที่ยว เช่น ความพร้อมชุมชน ความเร่งด่วนต้องชิงโอกาสที่จะทําธุรกิจการท่องเที่ยว แข่งขันกับประเทศอื่น ผลกระทบที่มาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ นั่นก็คือว่า เรื่องของการบูม (Boom) ของด้านอาเซียนเรานะครับ และค่านิยมการท่องเที่ยวของคนที่ เปลี่ยนไปจากมาเปึนกลุ่มก็มาเดี่ยว แล้วก็เน้นในเรื่องของการที่จะสัมผัสกับของจริงมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากเราเอาปัจจัยเหล่านี้มาไขว้กันจุดคานงัดมันน่าจะอยู่ที่ ๒ ยุทธศาสตร์ ที่ใช้ทั้งความรู้ที่ผมนําเรียนมา แล้วก็การเพิ่มความเก่งของข้าราชการ ของเอกชน ชุมชน อปท. ถ้ามาทํางานร่วมกัน ยุทธศาสตร์แรกที่มีผู้พูดไปแล้วนะครับ ก็คือเรื่องของ การท่องเที่ยวในเชิงกลุ่มประเทศนะครับ อาเซียนเหนือ อาเซียนใต้ หรือจะเรียกอาเซียนบก อาเซียนน้ําก็แล้วแต่ แต่ว่ากลุ่มประเทศพวกนี้เขามีทั้งสิ่งที่เรียกว่าเขามีความงาม ตามธรรมชาติ เขามีวัตถุโบราณ แต่เขายังไม่มีสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นครับ เรานี้เด่นตรงนี้ เราต้องชิงเอาความรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้นที่เปึนของสินค้าท่องเที่ยวเข้าไปร่วมมือกับเขาเพื่อจะให้ มันเกิดหลายสต็อก (Stock) เปึนแพกเกจนะครับ และผมคิดว่านักท่องเที่ยวสมัยใหม่ คนหนุ่มคนสาวค่านิยมมันเปลี่ยนไปแล้ว ต้องการที่จะเข้าไปซาบซึ้งในคุณค่า เข้าไปที่จะเปึน แพกเกจ ๗ วัน ๒-๓ ประเทศอย่างนี้นะครับ ขอเวลาท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเข้าใจว่าทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเอง หรือ ททท. เองก็ได้ทํา อยู่แล้ว แต่ขอให้เน้นหนักเรื่องนี้ให้มากขึ้น จะต้องไปข้างหน้าก็คือไปเจรจากับเขาจริง แต่ว่าการสร้างความรู้ ความพร้อมของธุรกิจของเรา ของกลุ่มต่าง ๆ ต้องชัดนะครับ ช่วงที่ ๒
ก็คือเรื่องของสุขภาพครับเราพูดเรื่องนี้นาน แต่บางทีเราก็ไปหลายทาง จะเปึนเมดิคอล ฮับ (Medical hub) เปึนอะไรต่าง ๆ แต่ผมว่าเรื่องการท่องเที่ยว เรื่องสุขภาพนั้นมันไม่ได้ เปึนเรื่องของไฮเทค (High-tech) ของการรักษาพยาบาล อย่างไปแต่งหน้าเสริมสวยอะไร แถวจังหวัดภูเก็ตอย่างที่ผ่านมา แต่มันเปึนเรื่องของการที่เน้นในเชิงสุขภาพที่พูดถึง เปึนภูมิปัญญาเดิม ซึ่งเปึนอะไรที่คนในยุโรปหรือคนในแม้กระทั่งประเทศญี่ปุ์น ประเทศอินเดีย ก็มาแสวงหา มาตามหารากเหง้า มาตามหาร่องรอยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน โดยสรุปขอโทษท่านประธาน เลยเวลามานิดหนึ่งว่าอยากจะขอนําเสนอ ๓ ประเด็นนี้ ให้คณะกรรมาธิการได้กรุณาพิจารณาเพิ่มเติมด้วยความเคารพครับ ขอบคุณมากครับ